โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"เงินหยวน" ท้าชน ดอลลาร์สหรัฐ? แข็งค่าสวนกระแสโลก เปิด 3 ปัจจัย ดันจีนขึ้นแท่น หลุมหลบภัยทางการเงิน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“เงินหยวน” ท้าชน ดอลลาร์สหรัฐ? แข็งค่าสวนกระแสโลก เปิด 3 ปัจจัย ดันจีนขึ้นแท่น หลุมหลบภัยทางการเงิน

โลกหนีความเสี่ยงเข้าจีน! "เงินหยวน" แข็งค่าสูงสุดในรอบ 4 ปี ขึ้นแท่น Safe Haven ใหม่ของเอเชีย

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปกคลุมหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีแนวโน้มลุกลาม ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนครั้งสำคัญ นักลงทุนจำนวนมากต่างเร่งปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง และมองหาสินทรัพย์ที่สามารถทำหน้าที่เป็น "หลุมหลบภัย" หรือ Safe Haven ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

หากเป็นในอดีต คำตอบของนักลงทุนส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นทองคำหรือเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2569 ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป เมื่อ "เงินหยวน" ของจีนกลับกลายเป็นสกุลเงินที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และกำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดการเงินเอเชีย

เงินหยวนแข็งค่าทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี

รายงานของ Bloomberg ระบุว่า ค่าเงินหยวนของจีนเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินของประเทศคู่ค้าหลัก ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญของกระแสเงินทุนโลก ซึ่งกำลังไหลออกจากสินทรัพย์ที่เผชิญความเสี่ยงสูง และเคลื่อนเข้าสู่ตลาดการเงินจีนมากขึ้น

นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองว่าจีนมีความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีกว่าหลายประเทศ ส่งผลให้สินทรัพย์จีนได้รับสถานะใหม่ในสายตาตลาดโลกในฐานะ Safe Haven แห่งใหม่ของเอเชีย

นักลงทุนเริ่มมองจีนเป็นหลุมหลบภัยทางการเงิน

ความน่าสนใจของปรากฏการณ์นี้อยู่ตรงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงคราม ความผันผวนของราคาพลังงาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

หลายประเทศในเอเชียยังเผชิญแรงกดดันต่อค่าเงินของตนเอง ขณะที่บางประเทศต้องเผชิญกับปัญหาเงินทุนไหลออกและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เงินหยวนกลับสามารถฟื้นตัวจากช่วงอ่อนค่าในอดีต และกลับมาแข็งค่าขึ้นได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคเอเชียในเวลานี้

การแข็งค่าของเงินหยวนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของจีน

1. ปัจจัยแรก: จีนลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อจีนมากขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศ

แม้จีนยังเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ลงทุนมหาศาลในพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่

การกระจายแหล่งพลังงานดังกล่าวช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจจีนต่อความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ทำให้นักลงทุนมองว่าจีนมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตพลังงานมากกว่าที่เคยเป็นในอดีต

เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ประเทศที่มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานได้ดีกว่าจึงได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นตามไปด้วย

2. ปัจจัยที่สอง: แรงซื้อจากนักลงทุนภายในประเทศ

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ตลาดการเงินจีนยังได้รับแรงสนับสนุนจากภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจาก Bloomberg อ้างอิงแหล่งข่าวในตลาดทุน ระบุว่าสถาบันการเงินและนักลงทุนภายในประเทศจีนได้กลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิเงินหยวนอีกครั้ง

แรงซื้อดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงค่าเงิน และลดแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติ

ในช่วงที่เงินดอลลาร์สหรัฐพยายามฟื้นตัว เงินทุนภายในประเทศจีนกลับทำหน้าที่เป็นเสมือนกันชน ช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับค่าเงินหยวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ปัจจัยที่สาม: ธนาคารกลางจีนไม่ขวางการแข็งค่าของหยวน

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด คือท่าทีของธนาคารกลางจีน หรือ PBOC

โดยปกติแล้ว เมื่อเงินหยวนแข็งค่ารวดเร็ว ทางการจีนมักเข้ามาแทรกแซงเพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคการส่งออก ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้ตลาดกลับไม่เห็นสัญญาณความวิตกกังวลจากทางการจีนมากนัก

Fiona Lim นักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนอาวุโสจาก Malayan Banking ระบุว่า การกำหนดอัตรากลางรายวันของ PBOC ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่าทางการจีนไม่ได้แสดงความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินหยวนอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า จีนกำลังใช้ประโยชน์จากค่าเงินหยวนที่แข็งค่า เพื่อช่วยลดผลกระทบจาก "เงินเฟ้อนำเข้า" หรือ Imported Inflation

หยวนแข็ง ช่วยจีนรับมือเงินเฟ้อได้อย่างไร?

ในภาวะที่สงครามและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น การมีค่าเงินที่แข็งค่าจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า

กล่าวอีกนัยหนึ่ง จีนสามารถซื้อน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบต่าง ๆ ได้ในราคาที่ถูกลงเมื่อคำนวณเป็นเงินหยวน

ผลลัพธ์คือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจและผู้บริโภคได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศที่ค่าเงินอ่อนตัวลง

ด้วยเหตุนี้ ทางการจีนจึงอาจมองว่าการปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นในระดับหนึ่ง เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคา

ความเสี่ยงที่จีนต้องระวัง

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินหยวนไม่ได้มีแต่ข้อดี

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence เตือนว่า หากค่าเงินหยวนแข็งค่ามากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกจีน

เมื่อสินค้าและบริการของจีนมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อจากต่างประเทศ อาจทำให้ยอดส่งออกชะลอตัวได้ในระยะยาว

Stephen Chiu หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่ของ Bloomberg Intelligence มองว่า ทางการจีนยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอันดับแรก

หากค่าเงินหยวนแข็งค่าจนเริ่มกระทบเศรษฐกิจจริง PBOC ยังมีเครื่องมือหลายรูปแบบในการดูแลสถานการณ์

3 เครื่องมือที่จีนอาจใช้หากหยวนแข็งเกินไป

เครื่องมือแรก คือ การกำหนดอัตรากลางรายวันให้อ่อนค่ากว่าที่ตลาดคาด เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังนักเก็งกำไร

เครื่องมือที่สอง คือ การใช้เครือข่ายธนาคารของรัฐเข้ามาช่วยบริหารสภาพคล่องและลดแรงกดดันต่อค่าเงิน

ส่วนเครื่องมือที่สาม ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มข้นกว่า คือ การปรับเพิ่มอัตราการกันสำรองเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ หรือ Foreign Currency RRR เพื่อดูดซับสภาพคล่องดอลลาร์ออกจากระบบธนาคาร

มาตรการเหล่านี้ทำให้จีนยังคงมีศักยภาพในการควบคุมทิศทางค่าเงินได้ หากเห็นว่าการแข็งค่าของหยวนเริ่มสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากเกินไป

หยวนกำลังท้าทายบทบาทดอลลาร์หรือไม่?

แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเงินหยวนจะสามารถทดแทนบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินหลักของโลกได้ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2569 กำลังสะท้อนแนวโน้มสำคัญของระบบการเงินโลก

นั่นคือ นักลงทุนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการกระจายความเสี่ยง และจีนกำลังได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

การที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้นจนได้รับการยอมรับในฐานะ Safe Haven ของเอเชีย จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในสมดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและการเงินโลกที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...