โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประวัติศาสตร์ของ'พระมารีจี' ผู้มาจากฟากฟ้าและช่วยชีวิต 'จักรพรรดิซ่งเกาจง'จากการไล่ล่าของศัตรู

The Better

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1125 ถึงเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1127 เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ประวัติศาสตร์จีนเรียกว่า 'กรณีจิ้งคัง' (靖康之变)

ในเวลานั้นดินแดนของจีนแบ่งออกเป็นอาณาจักรของ 3 ชนชาติ คืออาณาจักรจิน ทางตอนเหนือติดกับคาบสมุทรเกาหลีและรัสเซีย เป็นอาณาจักรของชนชาติหนวี่เจิน อาณาจักรซีเซี่ย ของชนชาติทิเบตทางตะวันตกเฉียงเหนือ และอาณาจักรซ่ง ของชนชาติฮั่นในดินแดนจีนตอนกลาง

ทั้งสามอาณาจักรนี้ อาณาจักรจินมีความห้าวหาญทางทหารมากที่สุด และทำการรุกรานอาณาจักรใกล้เคียงไม่หยุดหย่อน โดยมีอาณาจักรซ่งเป็นเป้าหมายหลัก

จนกระทั่งชาวจินสามารถเข้ายึดเมืองเปียนเหลียง (ปัจจุบันคือเมืองไคเฟิง มณฑลเหอหนาน) เมืองหลวงของราชวงศ์ซ่งเหนือ และจับตัวจักรพรรดิซ่งชินจงจักรพรรดิองค์ปัจจุบันและจักรพรรดิซ่งฮุยจงที่สละราชสมบัติเป็น 'พระเจ้าหลวง' แล้วเป็นเชลย ทั้งยังจับตัวราชวงศ์เกือบทั้งหมด พระมเหสี ข้าราชการ และประชาชนกว่า 100,000 คนจากเมืองหลวง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในรัชสมัยชื่อจิ้งคัง จึงเรียกว่า 'กรณีจิ้งคัง'

ยังเหลือเชื้อพระวงศ์ที่ยังไม่ถูกจับกุม คือ จ้าวโก้ว (趙構) มีพระยศเป็นอ๋องคัง พระโอรสองค์ที่เก้าของจักรพรรดิซ่งฮุยจง ซึ่งรอดพ้นจากการสังหารหมู่และการถูกจับเป็นเชลยเพราะออกไปเกณฑ์ทหารเพื่อปกป้องจักรพรรดิ กลายเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวของราชสกุล 'จ้าว' ที่รอดชีวิต

จ้าวโก้วหนีจากทางตอนเหนือของอาณาจักรซ่ง เพื่อให้รอดพ้นจากการไล่ล่า และไปตั้งหลักอาณาจักรแห่งใหม่ ที่ต่อมาจะเรียกว่า ซ่งใต้

ระหว่างที่กำลังหลบหนีอยู่นั้น จ้าวโก้วได้ประดิษฐานรูปพระมารีจี และสวดอ้อนวอนต่อหน้ารูปพระโพธิสัตว์เมื่อเสด็จลี้ภัยไปทางทิศใต้โดยหวังว่าจะได้รับการคุ้มครองจากพระแม่

พระมารีจีคือใคร?

ในพระสูตรของพุทธศาสนาชื่อ 'พุทธดำรัสมารีจีเทวะสูตร' 《佛說摩利支天經》ซึ่งแปลโดยพระอโมฆวัชระ ประมาจารย์แห่งนิกายมนตรยานในสมัยราชวงศ์ถัง กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในเชตวันวิหาร ในอุทยานของท่านอนาถปิณฑิกะ ในเมืองสาวัตถี ในเวลานั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า มีเทวะองค์หนึ่งชื่อมารีจี มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติและอิสรภาพในการเคลื่อนไหว นางเดินอยู่เบื้องหน้าสุริยเทพและจันทรเทพอยู่เสมอ สุริยเทพและจันทรเทพมองไม่เห็นนาง แต่นางมองเห็นดวงสุริยาและจันทรา ไม่มีใครมองเห็นนาง ไม่มีใครล่วงรู้นาง ไม่มีใครจับนางได้ ไม่มีใครผูกมัดนางได้ ไม่มีใครทำร้ายนางได้ ไม่มีใครหลอกลวงนางได้ ไม่มีใครยึดทรัพย์ของนางได้ ไม่มีใครลงโทษนางได้ และไม่มีศัตรูใดเอาเปรียบนางได้" พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “หากผู้ใดรู้พระนามของมารีจีเทวะ และระลึกถึงพระนามนั้นอยู่เสมอ คนผู้นั้นจะไม่มีใครเห็นหรือล่วงรู้ได้ ไม่มีใครจับต้องได้ ไม่ถูกพันธนาการ ไม่ถูกทำร้าย ไม่ถูกหลอกลวง และจะไม่ถูกใครยึดทรัพย์ ไม่ถูกใครลงโทษ และไม่ถูกใครเอาเปรียบ หากกุลบุตร กุลธิดาคนใดรู้จักพระนามของมารีจีและแสวงหาความคุ้มครองจากนาง พวกเขาควรกล่าวว่า 'ข้าพเจ้าทราบว่ามารีจีมีพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าขอพึ่งพิงพระนางและปรารถนาความคุ้มครองจากพระนาง ขอให้ไม่มีใครเห็นข้าพเจ้า ขอให้ไม่มีใครล่วงรู้ข้าพเจ้า ไม่มีใครจับข้าพเจ้าได้ ไม่มีใครผูกมัดข้าพเจ้าได้ ไม่มีใครทำร้ายข้าพเจ้าได้ ไม่มีใครหลอกลวงข้าพเจ้าได้ ไม่มีใครเอาทรัพย์ของข้าพเจ้าไปได้ ไม่มีใครลงโทษข้าพเจ้าได้ และศัตรูของข้าพเจ้าจะไม่สามารถเอาเปรียบข้าพเจ้าได้'"”

นี่คือที่มาและอานุภาพของพระมารีจี

พระมารีจีได้รับการเคารพบูชาทั้งในหมู่พุทธศาสนิกชน เรียกว่า มารีจีโพธิสัตว์ (摩利支天菩薩) ฝ่ายศาสนาเต๋าก็บูชาโดยเรียกว่า โต้วหมู่หยวนจวิน (斗姥元君) เป็นเทวดาประจำดาวโต้วหรือกลุ่มดาวจระเข้

แต่ว่ากันตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว พระมารีจีนั้นเป็นโพธิสัตว์ของพุทธศาสนาโดยแท้ แล้วศาสนาเต๋าค่อยรับเข้ามาบูชาเข้ามาเป็นกลุ่มเทวะของตนในภายหลัง

กระนั้นก็ตาม ทั้งพุทธและเต๋าอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวในจีน ผู้คนทุกชนชั้นต่างก็กราบไหว้บูชาเพื่อขอการคุ้มครองของจากพระองค์ ซึ่งมีคุณในด้านคุ้มครองให้พันจากอันตรายอย่างที่ระบุไว้ในพระสูตร

หนึ่งในบูชาที่ศรัทธาในพระมารีจีคือจ้าวโก้ว โดยในช่วงหลังกรณีจิ้งคัง เขายิ่งต้องการขวัญกำลังใจอย่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่เหลือใครให้พึ่งพาได้อีกแล้ว ญาติทั้งปวงก็ถูกจับหมด จนเองก็ไม่รู้จะรอดไปถึงเมื่อไร

จ้าวโกวมีพระมารีจีนอยู่กับตัวและความหวังว่าเมื่อข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงลงใต้แล้ว คงจะปลอดภันจากการไล่บ่าของพวกจินชาวเหนือ

เมื่อขบวนของจ้าวโก้วกำลังรีบหนีจากการถูกพวกทหารอาณาจักรจินไล่ล่า ก็เผอิญพบเข้ากลุ่มทหารจินจนได้ เมื่อทหารจินเห็นธงก็รู้ว่าเป็นบุคคลสำคัญแน่นอน จึงไล่ตามไป และไล่ตามทันทันในเวลาอันสั้น

ในเวลานั้น จ้าวโก้วคร่ำครวญในใจว่าแย่แล้ว แต่เมื่อทหารจินเข้ามาใกล้กลับดูเหมือนว่าพวกทหารจินจะมองไม่เห็นพวกจ้าวโก้ว แต่เพียงแค่ค้นหารอบๆ ขบวนของพวกซ่ง หลังจากนั้นไม่นานทหารจินก็ถอนกำลังออกไป

หลังจากมาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย จ้าวโก้วยังระทึกใจอย่างมาก แต่ก็โชคดีมากเช่นกัน ระลึกว่านี่เป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของพระมารีจีโพธิสัตว์เป็นแน่แท้

เรื่องนี้มีกล่าวไว้ในหนังสือ 'หนังสือภาวนาและคำชี้แนะมหาสันสกฤตมนต์ฟ้าคำรณแห่งปูรวเทวะมารดาแห่งดาวโต้มารีจีเทวตา' 《先天斗姆摩利攴天祈禱奏告大梵雷書》 ความว่า

“นานมาแล้ว มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อเจี้ยวฮว่า แห่งวัดเจดีย์โบราณเบื้องทิศตะวันตก ท่านเป็นคนซื่อตรง สุภาพ ให้เกียรติผู้สูงอายุ และเมตตาต่อคนยากจน คุณธรรมของท่านเป็นที่เลื่องลือ วันหนึ่ง หญิงยากจนคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของท่าน เสื้อผ้าของนางขาดวิ่นเนื้อตัวเหม็นเน่า คนอื่นๆ ต่างรังเกียจและไล่นางไป มีเพียงเจี้ยวฮว่าเท่านั้นที่สงสารความหิวโหยและความหนาวเย็นของนาง ท่านจึงให้เสื้อผ้าและอาหารแก่นางในแต่ละครั้ง หญิงยากจนคนนั้นกล่าวว่า ‘ฉันคือมารีจีเทวะฟ้าคำรณมารดาแห่งดาวโต้ว ท่านมีกรรมดี ฉันเองมีมนต์คาถา ดังนั้นฉันจึงแปลงกายมาเพื่อมอบให้ท่าน หากท่านประสบความยากลำบากใดๆ จงท่องชื่อของฉันและมนต์คาถาภาษาสันสกฤต ฉันจะมาช่วยเหลือท่านทันที และวิญญาณชั่วร้ายและสัตว์ร้ายทั้งหลายจะถูกปราบปราม ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ จะสัมฤทธิ์ผลในทันที ปลดปล่อยท่านจากความทุกข์ทั้งปวง ท่านควรปฏิบัติตามคำสอนของฉันด้วยใจจริง ครั้นแล้วนางยื่นหนังสือสันสกฤตให้เขาเล่มหนึ่งแล้วหายตัวไปในพริบตา เจี้ยวฮว่าได้หนังสือเล่มนั้นมาและฝึกฝนคำสอนอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาเขาได้ใช้มัน มนต์นี้สำแดงผลให้เห็นอย่างชัดเจน คำอธิษฐานขอแสงแดดและฝน และการปราบปีศาจของเขาได้รับผลตอบรับอย่างรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ เขามีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 80 ปี คำสอนของเขาได้ถูกถ่ายทอดไปยังอาจารี อาจารีถ่ายทอดไปยังอริยบุคคลเถี่ยหนิว อริยบุคคลเถี่ยหนิวถ่ายทอดไปยังอาจารย์เซนอี้สิง อาจารย์เซนอี้สิงถ่ายทอดไปยังพระตรีปิฏกาจารย์ภิกษุมหาเถร มหาเถรถ่ายทอดไปยังสัจจะบุคคลไป๋จื่อ สัจจะบุคคลไป๋จื่อถ่ายทอดไปยังพระภิกษุหล่านหนิว และหลังจากพระภิกษุหล่านหนิวแล้ว ก็ไม่มีการถ่ายทอดใดๆ อีกต่อไป! เมื่อจักรพรรดิเกาจงแห่งราชวงศ์ซ่งข้ามแม่น้ำแยงซีไปทางใต้ ในเวลาเที่ยงคืน เสียงรถม้าก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน สั่นสะเทือนฟ้าดิน จักรพรรดิและเหล่าเสนาบดีมองหน้ากันด้วยความตกใจอย่างยิ่ง ก่อนจะเห็นแสงสว่างเจิดจ้าส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางแสงสว่าง บนรถลากมีเทพเจ้าสี่เศียรแปดแขน ถือดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ถือธนูและลูกศร ถือระฆังปราบปีศาจ ครก เข็ม และเชือก ประดับด้วยสร้อยคออันงดงาม ล้อมรอบด้วยฟ้าร้องและฟ้าผ่า และขี่รถที่ลากโดยหมูทองคำขนาดใหญ่เจ็ดตัว"

ในหนังสือ 'ถามตอบคงต้ง' 《崆峒問答》ของจางจี้จง ประมุขสำนักเจิ้งอีของศาสนาเต๋าในรัชกาลจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิงก็อ้างถึงเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า

คำตอบ: "คำสอนทั้งสาม (พุทธ เต๋า ขงจื๊ฉ มีต้นกำเนิดเดียวกัน ปรมาจารย์ปฐมกษัตริย์แห่งฟ้า (元始天王) ในศาสนาเต๋า คือพระไวโรจนะอริยเจ้าของพุทธศาสนา ส่วนโต้วหมู่ของศาสนาเต๋า คือพระมารีจีของพุทธศาสนา โต่วหมู่เดิมคือปฐมเทพีธาตุอิน (元始阴神 ธาตุอิคือธาตุของสตรี ตรงกันข้ามกับธาตุหยางของบุรุษ) แห่งศาสนาเต๋า ดังนั้นท่านจึงเป็นเจ้าแห่งธรรมในศาสนาเต๋า"

คำถามที่ 258: "ทำไมจึงมีเสียงรถหมูลากในดาวเป๋ยโต่ว (ดาวของพระมารีจี)?"

คำตอบ: "เมื่อจักรพรรดิเกาจงแห่งราชวงศ์ซ่งข้ามแม่น้ำแยงซีไปทางใต้ พระองค์ได้ยินเสียงรถหมูลากบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน และเห็นโต้วหมู่ (พระมารีจี) ปรากฏขึ้นมีสี่หัวแปดแขน คอยปกป้องพระองค์อยู่บนอากาศ เสียงนี้เกิดขึ้นเมื่อโต้วหมู่ปรากฏตัว"

รถหมูลาก คือพาหนะของพระมารีจี ซึ่งทรงรถที่ลากโดยหมูหรือหมูป่า บางครั้งก็ประทับบนหลังหมู

นี่คือความเกี่ยวข้องของจ้าวโก้วและพระมารีจี

หากไม่มีพระมารีจีคุ้มครองจ้าวโกวจะรอดพ้นเงื้อมมือจากการไล่ล่าของทหารอาณาจักรจินหรือไม่? เรื่องนี้เหนือวิสัยที่จะตอบ เพราะในเมื่อเราอภิปรายประวัติศาสตร์ในแง่ "เหนือธรรมชาติ" แบบนี้เราย่อมต้องพิจารณาทั้งปัจจัยด้านการทหารของซ่งและความอัศจรรย์ทางศาสนาที่ผู้นำศ่งนับถือ

พูดตามตรงการหนีการไล่ล่าของจ้าวโก้วนั้นไม่ได้ง่ายเลย หากไม่มีแรงใจจากความศรัทธาอะไรบางอย่างคงยากที่จะฟันฝ่าไปได้

การอพยพลงใต้ของจ้าวโกวและราชวงศ์ซ่งที่เหลือจากเหนือสู่แม่น้ำแยงซีเกียงฝั่งใต้นั้น ในประวัติศาสตร์เรียกว่า 'การข้ามลงใต้แห่งเจี้ยนเหยียน' (建炎南渡) เป็นเหตุการณ์ที่ฉุกละหุกแต่ก็ยืดเยื้ออย่างมาก เริ่มตั้งแต่ฤดูร้อนของปีที่สองแห่งรัชสมัยจิ้งคัง (ค.ศ. 1127) จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีที่สี่แห่งรัชสมัยเจี้ยนเหยียน (ค.ศ. 1130)

เจี้ยนเหยียนเป็นชื่อรัชกาลของจ้าวโกวหลังจากขึ้นครองราชย์แล้วเป็นจักรพรรดิเกาจง กระนั้นเมื่อครองราชย์แล้วที่เมืองซ่างชิว ก็ยังต้องหนีไปเรื่อยๆ บางครั้งถึงกับต้องหนีทางทะเล จนกระทั่งไปปักหลักที่ฝั่งใต้เพื่อหนีการไล่ล่าของพวกจินและใช้แดนใต้ที่มีแม่น้ำใหญ่คั่นไว้เป็นที่รับมือพวกจินในที่สุด

หลังจากพระเจ้าซ่งเกาจงมาถึงแดนใต้แล้วก็ตั้งนครหลวงที่เมืองหลินอัน (หังโจว) ประวัติศาสตร์เรียกว่า 'ซ่งใต้' พระองค์อัญเชิญรูปพระมารีจีที่ประดิษฐานอยู่ในพระราชวัง ไปประดิ์ษฐานยังวัดเทียนหนิงว่านโซ่วหย่งจั้วฉานซื่อ ปัจจุบันคือวัดจงเทียนจู๋ฝ่าจิ้งฉานซื่อ (ในเมืองหังโจว) ทรงสร้างวัดเป็นพิเศษขึ้นเพื่อสักการะพระมารีจี

อย่างไรก็ตาม มีบางแหล่งข้อมูลระบุว่า เรื่องพระเจ้าซ่งเกากจงทรงพบกับพระมารีจีมีปราฏในหนังสือ 'ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่ง' หรือ 'ซ่งสื่อ'《宋史》ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ทางการ แต่จริงๆ แล้วไม่มีปรากฎอยู่ในซ่งสื่อแต่อย่างใด มีแต่ในหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา

เรื่องพระเจ้าเกาจงกับพระมารีจีก็มีเพียงเท่านี้

แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพลังการคุ้มครองของพระมารีจีต่อผู้คนสมัยราชวงศ์ซ่ง

ในช่วงราชวงศ์ซ่ง สงครามปะทุขึ้นบ่อยครั้ง มีเจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่ง ชื่อ หลี่เจวี๋ย อยู่ที่มี่หยาง จังหวัดถังโจว ขณะลี้ภัยสงคราม เขาได้พบกับเทพยดาใบหน้าสีน้ำเงิน

เทพยดาบอกเขาว่าชื่อของเขาเขียนอยู่ในบัญชีคนตายแล้ว และเขาจะตายในสงคราม

หลี่เจวี๋ยรู้สึกหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง และขอคำแนะนำจากเทพยดาเกี่ยวกับวิธียืดอายุของเขา
เทพยดากล่าวว่า "หากเจ้าสามารถสวดพระมารีจีโพธิสัตว์ ได้ 700 ครั้งต่อวัน จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองฟ้า และอุทิศกุศลให้กับอริยเทพผู้เป็นเจ้าหน้าที่บนสวรรค์ ก็จะสามารถซื้อเวลาตายได้และจะหลีกเลี่ยงความโชคร้ายของสงคราม"

หลังจากหลี่เจวี๋ยได้รับการสั่งสอน เขายังคงสวดด้วยตัวเองด้วย และสอนคนอื่นๆ เพื่อที่เขาและคนอื่นๆ ที่ได้รับการสั่งสอนการภาวนาถึงพระมารีจี จะปราศจากภัยพิบัติ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพพระบรมสาทิศลักษณ์ของจักรพรรดิซ่งเกาจง อยู่ที่ National Palace Museum ไต้หวัน (เดิมอยู่ที่ปักกิ่ง)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...