โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เลิกใส่ปุ๋ยตามใจชอบ! เผยสูตรลับ “ชาวนาสมองใส” ลดต้นทุนฮวบ แถมกำไรพุ่ง 31%

สยามรัฐ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ประกอบกับมาตรการทางการค้าระดับสากลที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ภาคเกษตรกรรมไทยจึงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันครั้งใหญ่ที่ต้องเร่งปรับตัวสู่สังคม “คาร์บอนต่ำ” เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้จัดทำ “การศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกสินค้าพืชเศรษฐกิจ (ข้าวนาปี)” ภายใต้แนวทางBCG Economy Model โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรในพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำสำคัญ 37 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 534 ราย ประจำปีการผลิต 2567/68 เพื่อนำแนวคิดต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดก๊าซเรือนกระจก (Marginal Abatement Cost: MAC) มาวิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างกลุ่มเกษตรกรทั่วไปและกลุ่มที่หันมาใช้นวัตกรรมการจัดการดิน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทางออกของวิกฤตต้นทุนและการกู้โลกสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน

หากพิเคราะห์ถึงสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ชาวนาไทยต้องเผชิญกับปัจจัยลบซ้ำซ้อน ทั้งความไม่แน่นอนของราคาผลผลิต ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช ตลอดจนสภาพอากาศที่แปรปรวนจากภัยแล้ง ทว่าสิ่งที่ฉุดรั้งรายได้ของพวกเขามากที่สุดกลับเป็นต้นทุนปัจจัยการผลิตที่พุ่งสูง โดยเฉพาะ “ปุ๋ยเคมี” และ “เมล็ดพันธุ์” แต่เมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบในเชิงเศรษฐศาสตร์กลับพบสถิติที่น่าสนใจว่า “การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน” สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยเกษตรกรที่ตรวจดินก่อนใส่ปุ๋ยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 4,400.78 บาทต่อไร่ แต่สามารถสร้างผลผลิตได้สูงถึง 553.57 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นผลตอบแทน 6,105.88 บาทต่อไร่ และทำกำไรได้สูงถึง 1,705.10 บาทต่อไร่ (หรือ 3.08 บาทต่อกิโลกรัม)

ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มเกษตรกรทั่วไปจะเห็นตัวเลขที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ คือ กลุ่มที่ตรวจดินมีต้นทุนต่ำกว่าร้อยละ 5.24 สามารถประหยัดค่าปุ๋ยได้เฉลี่ย 145.62 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกันกลับได้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าร้อยละ 3.41 และที่น่าทึ่งคือ สามารถโกยกำไรต่อกิโลกรัมสูงกว่ากลุ่มทั่วไปถึงร้อยละ 31.06 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งยืนยันว่า แนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง

นอกจากตัวเลขผลกำไรในกระเป๋าของเกษตรกรแล้ว มิติทางด้านสิ่งแวดล้อมก็สร้างจุดเปลี่ยนที่น่าจับตาไม่แพ้กัน โดยพบว่ากระบวนการผลิตข้าวแบบทั่วไปมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยสูงถึง 854.64 kgCO₂e ต่อไร่ ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินปล่อยเพียง 787.98 kgCO₂e ต่อไร่ หรือลดลงร้อยละ 7.80 สาเหตุสำคัญมาจากการลดกิจกรรมที่เกินความจำเป็น โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยยูเรียที่มักก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งกลุ่มที่ตรวจดินปล่อยก๊าซชนิดนี้เพียง 7.41 kgCO₂e ต่อไร่ น้อยกว่ากลุ่มทั่วไปถึงร้อยละ 41.56 เช่นเดียวกับการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากปุ๋ยไนโตรเจน ที่กลุ่มตรวจดินปล่อยลดลงเหลือ 33.20 kgCO₂e ต่อไร่ ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มทั่วไปถึงร้อยละ 36.24 อันเป็นผลสำเร็จโดยตรงจากการเลือกสูตรและปริมาณปุ๋ยที่สอดรับกับความต้องการที่แท้จริงของต้นข้าว

เมื่อขยับมาวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ตัวเลขดัชนี MAC ที่ได้จากการวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ยมีค่าติดลบเท่ากับ -6.67 ซึ่งในทางวิชาการหมายความว่า เกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ในทางกลับกัน ทุก ๆ 1 kgCO₂e ของก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง จะช่วยให้เกษตรกรประหยัดเงินและได้รับผลตอบแทนสุทธิกลับคืนมาถึง 6.67 บาท

บ่งชี้ว่ามาตรการนี้คือ “เหรียญสองด้าน” ที่มีแต่ได้กับได้ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกษตรกรไทยหันมา “วิเคราะห์ดินก่อนเพาะปลูก” จึงไม่ใช่เพียงแค่การขับเคลื่อนนโยบายลดโลกร้อนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)” ของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นชีวิตชาวนาไทยให้ลืมตาอ้าปากได้ด้วยการลดต้นทุน เพิ่มกำไร และยังมีโอกาสเปิดประตูสู่ขุมทรัพย์ใหม่อย่างการสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...