Strategy ซื้อ Bitcoin เพิ่ม 370 ล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบ 2 เดือน หลัง Saylor ส่งซิก "We're Back"
Strategy ซื้อ Bitcoin เพิ่ม 370 ล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบ 2 เดือน หลัง Saylor ส่งซิก “We’re Back”
Strategy บริษัทซอฟต์แวร์ที่ผันตัวเป็นบริษัทเอกชนถือครอง Bitcoin (BTC) รายใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้การนำของ Michael Saylor ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งร่วม เปิดเผยผ่านเอกสาร 8-K ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า บริษัทซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 4,603 เหรียญ มูลค่ารวม 370 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเฉลี่ย 80,318 ดอลลาร์ต่อเหรียญ นับเป็นการซื้อ Bitcoin ครั้งแรกของบริษัทในรอบ 2 เดือน
ยอดถือครองรวมแตะ 845,050 BTC
การซื้อครั้งนี้ดันยอดถือครอง Bitcoin สะสมของ Strategy ขึ้นไปอยู่ที่ 845,050 BTC คิดเป็นมูลค่าการลงทุนสะสมรวม 63,300 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเฉลี่ย 75,413 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ตอกย้ำสถานะบริษัทเอกชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก
ก่อนหน้านี้ Strategy ซื้อ Bitcoin ครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนมิถุนายน จำนวน 1,587 เหรียญ มูลค่าประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะหยุดซื้อเพิ่มนานถึง 2 เดือนเต็ม เพื่อสร้างเงินสดสำรองของบริษัทให้แข็งแรงขึ้นก่อน
เงินทุนมาจากไหน: ขายหุ้น MSTR ผ่านโครงการ ATM
Strategy ระดมทุนซื้อ Bitcoin ครั้งนี้ผ่านโครงการขายหุ้นสามัญ MSTR แบบ ATM (At-The-Market โครงการขายหุ้นเข้าตลาดโดยตรงแบบทยอยตามราคาตลาด) ซึ่งได้เงินสุทธิรวม 602.8 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทแบ่งเงินก้อนนี้ไปใช้ 3 ทาง คือ 369.7 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Bitcoin เพิ่ม, 151.8 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ STRC คืน (Strategy Perpetual Preferred Stock หุ้นบุริมสิทธิถาวรที่จ่ายปันผลสูง กลไกหลักในการระดมทุนของบริษัท) และอีก 30 ล้านดอลลาร์ เติมเข้าบัญชีเงินสด USD Cash
นอกจากนี้บริษัทยังจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น STRC อีก 50.7 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยังเหลือวงเงินซื้อหุ้นคืนอีก 364.8 ล้านดอลลาร์ ภายใต้โครงการ Digital Credit Securities Repurchase และเหลืออีก 1,000 ล้านดอลลาร์ ภายใต้โครงการซื้อหุ้นสามัญ MSTR คืน ตามข้อมูลจาก FXStreet
สองเดือนที่หายไป: จากหยุดซื้อ สู่การขาย Bitcoin บางส่วน
ระหว่างช่วง 2 เดือนที่ Strategy หยุดซื้อ Bitcoin เพิ่ม บริษัทกลับขาย Bitcoin ออกไปบางส่วนแทน รวมประมาณ 6,916 เหรียญ คิดเป็นมูลค่า 432.5 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น 2 ครั้งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม และครั้งใหญ่สุดในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม จำนวน 2,225 เหรียญ ตามรายงานของ FXStreet
การขายดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้กรอบ “Bitcoin Monetization Program” ที่ Strategy ประกาศใช้เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งเปิดทางให้บริษัทขาย Bitcoin ได้สูงสุด 1,250 ล้านดอลลาร์ เพื่อเติมบัญชีเงินสดสำรอง USD Reserve ให้พอใช้จ่ายภาระผูกพันของบริษัทได้นาน 12 เดือน รวมถึงใช้จ่ายดอกเบี้ยหนี้สินและปันผลหุ้นบุริมสิทธิ
ผลจากแผนดังกล่าวทำให้ยอดเงินสดสำรอง USD Reserve ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 2,550 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 5,100 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ขณะที่เงินสด USD Cash ที่ใช้งานได้ทั่วไปอยู่ที่ 1,610 ล้านดอลลาร์
สัญญาณ “We’re Back” ก่อนหน้านี้ของ Saylor
การซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Michael Saylor โพสต์ข้อความ “We’re Back” บน X เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกคริปโต เนื่องจาก Saylor มีประวัติโพสต์ข้อความปริศนาในช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนประกาศการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของ Strategy อยู่เสมอ
ด้านราคาหุ้น MSTR ในตลาด Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยไม่ถึง 1% ในช่วงพรีมาร์เก็ตวันจันทร์ หลังจากร่วงแรงกว่า 7% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่วนหุ้นบุริมสิทธิ STRC ปรับขึ้น 0.44% มาอยู่ที่ 97.33 ดอลลาร์ ยังคงต่ำกว่ามูลค่าพาร์ที่ตั้งไว้ 100 ดอลลาร์ราว 2.67%
อ้างอิงต้นฉบับ:Cointelegraph, FXStreet
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/strategy-buys-370-million-bitcoin-first-purchase-since-june
BitMine ซื้อ Ether เพิ่ม 131 ล้านดอลลาร์ มากสุดในรอบ 2 เดือน Tom Lee ชี้ไตรมาส 3 คริปโตแข็งแกร่ง
BitMine Immersion Technologies (BMNR) บริษัทถือครอง Ether (ETH) รายใหญ่ที่สุดของโลก ภายใต้การนำของ Tom Lee ประธานบริษัท เร่งซื้อ Ether ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน โดยซื้อเพิ่มอีก 53,501 เหรียญ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 131.3 ล้านดอลลาร์ ที่ราคา Ether ณ วันจันทร์อยู่ที่ 2,455 ดอลลาร์ นับเป็นการซื้อรายสัปดาห์มากที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ใกล้เป้า 5% ของอุปทาน Ethereum ทั้งหมด
การซื้อครั้งนี้ต่อจากยอดซื้อ 32,447 เหรียญเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ดันยอดถือครอง Ether สะสมของ BitMine ขึ้นไปอยู่ที่ 5,901,112 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 14,500 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน BitMine ถือครอง Ether คิดเป็นสัดส่วนราว 4.9% ของอุปทาน Ethereum ทั้งหมด 120.7 ล้านเหรียญ เหลืออีกเพียงราว 134,000 เหรียญ ก็จะถึงเป้าหมาย “Alchemy of 5%” ที่บริษัทตั้งไว้เองว่าจะถือครอง 5% ของอุปทานทั้งหมด
จังหวะการซื้อที่เร่งขึ้นครั้งนี้ถือเป็นการพลิกกลับจากช่วงต้นฤดูร้อนที่ผ่านมา ที่ BitMine เริ่มชะลอการสะสมลงเมื่อใกล้เป้าหมาย 5% โดยยอดซื้อรายสัปดาห์เคยลดลงต่ำกว่า 10,000 เหรียญหลายครั้งในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม
Tom Lee ชี้คริปโตไตรมาส 3 แข็งแกร่ง ดึงสถาบันเข้าตลาด
การกลับมาเร่งซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ตลาดคริปโตทำผลงานได้แข็งแกร่ง โดย Ether ปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 55% นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่ Bitcoin ปรับขึ้นราว 34% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเอาชนะดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน
Tom Lee ให้ความเห็นผ่านแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า “เราเชื่อว่าสิ่งนี้ปูทางให้สถาบันการเงินเพิ่มสัดส่วนการถือครองคริปโต จากผลตอบแทนที่เหนือกว่าสินทรัพย์มหภาคอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา” พร้อมระบุปัจจัยหนุนเพิ่มเติม ทั้งการโหวตร่างกฎหมาย CLARITY Act ในวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกลางเดือนกันยายน กระแสนักลงทุนเกาหลีใต้ที่เริ่มโยกเงินจากหุ้นกลุ่ม AI มาสู่คริปโต และความเป็นไปได้ที่วัฏจักรตลาดคริปโตรอบ 4 ปีอาจใกล้จุดต่ำสุดแล้ว
ธุรกิจอื่นของ BitMine นอกเหนือจากคลัง ETH
นอกจากคลัง Ether แล้ว BitMine ยัง Staking (ฝากเหรียญเพื่อรับผลตอบแทนจากการช่วยยืนยันธุรกรรมบนเครือข่าย) Ether ไว้ราว 5.07 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 86% ของยอดถือครองทั้งหมด ผ่านเครือข่าย Made in America Validator Network (MAVAN) ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ต่อปีราว 335 ล้านดอลลาร์ที่อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน
บริษัทยังรายงานสินทรัพย์อื่นเพิ่มเติม ได้แก่ Bitcoin (BTC) 211 เหรียญ, หุ้นใน Beast Industries มูลค่า 180 ล้านดอลลาร์, หุ้น Eightco Holdings (ORBS) มูลค่า 81 ล้านดอลลาร์ และเงินสดพร้อมหลักทรัพย์ที่ซื้อขายได้รวม 541 ล้านดอลลาร์ ขณะที่หุ้น BMNR ปรับตัวขึ้นราว 6% มาอยู่ที่ 25 ดอลลาร์ ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 1,360 ล้านดอลลาร์ต่อวันในรอบ 5 วันที่ผ่านมา ติดอันดับ 62 ของหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดในสหรัฐฯ
อ้างอิงต้นฉบับ:CoinDesk, FXStreet
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitmine-buys-131-million-ether-largest-purchase-since-june
วิเคราะห์ตลาด Bitcoin: ยืนใกล้ $80,000 แม้โวลุ่ม Spot ชะลอ ฟันด์โฟลว์ ETF ยังแข็งแกร่ง
Bitcoin (BTC) เทรดอยู่ที่ประมาณ 78,500-79,000 ดอลลาร์ ในช่วงเช้าวันที่ 1 กันยายน ตามเวลาไทย หลังราคาเคยดีดขึ้นทะลุ 80,000 ดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ ก่อนย่อตัวลงมาแกว่งตัวใกล้ระดับดังกล่าว ท่ามกลางสัญญาณตลาดที่ผสมกันระหว่างกิจกรรมฝั่ง Spot ที่ชะลอตัวลง กับแรงซื้อสถาบันผ่านกองทุน ETF ที่ยังคงแข็งแกร่ง ตามรายงานของ Glassnode บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบนเชนที่เผยแพร่ผ่าน FXStreet
โมเมนตัมราคาชะลอ แต่แรงซื้อยังไม่หาย
Glassnode ระบุว่าดัชนีโมเมนตัมราคาของ Bitcoin ลดลง 5% ในรอบ 7 วัน จากระดับ 85.5 มาอยู่ที่ 81.2 แต่ยังคงอยู่เหนือเกณฑ์สถิติขั้นสูงที่ 68.8 ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันขาขึ้นและอำนาจต่อรองของฝั่งผู้ซื้อยังคงอยู่ แม้จะอ่อนแรงลงจากสัปดาห์ก่อนก็ตาม
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมในตลาด Spot เริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัวชัดเจนขึ้น โดยตัวชี้วัด Spot Cumulative Volume Delta (CVD ผลต่างสะสมระหว่างแรงซื้อกับแรงขายในตลาดจริง) ลดลงถึง 124% จาก 279.7 ล้านดอลลาร์ เป็นติดลบ 67.2 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าแรงขายเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าแรงซื้อในกลุ่มผู้เทรดที่ต้องการปิดออเดอร์ทันที ขณะที่ปริมาณเทรด Spot โดยรวมก็ลดลง 29.3% จาก 8,700 ล้านดอลลาร์ เหลือ 6,200 ล้านดอลลาร์ในรอบสัปดาห์ สะท้อนว่านักลงทุนเลือกรอดูสถานการณ์มากกว่าไล่ราคาซื้อขาย
ตลาด Futures ส่งสัญญาณกำกวม เลเวอเรจยังสูง
ด้านตลาด Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ให้ภาพที่ผสมกันมากกว่า โดย Open Interest (มูลค่าสัญญาที่ยังไม่ปิด) เพิ่มขึ้น 2.4% จาก 35,900 ล้านดอลลาร์ เป็น 36,700 ล้านดอลลาร์ในรอบสัปดาห์ และยังคงอยู่เหนือเกณฑ์สถิติขั้นสูง สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดยังคงเก็งกำไรด้วยเลเวอเรจในระดับสูง ซึ่ง Glassnode ระบุว่า “เลเวอเรจที่สูงขึ้นนี้บ่งชี้ว่าตลาดยังมีความเคลื่อนไหวสูง ทำให้ผู้เล่นมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาที่มาจากฝั่งอนุพันธ์”
ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยเงินทุน (Funding Rate) ฝั่ง Long ลดลง 21.9% จาก 2.1 ล้านดอลลาร์ เหลือ 1.6 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าการเปิดสถานะซื้อแบบใช้เลเวอเรจเริ่มลดความร้อนแรงลงบ้าง แม้ผู้เล่นในตลาดจะยังคงรักษาพรีเมียมเชิงบวกสำหรับสถานะฝั่งขาขึ้นอยู่ก็ตาม
ฟันด์โฟลว์ ETF ชะลอแต่ยังแข็งแกร่ง
แม้เม็ดเงินไหลเข้ากองทุน Bitcoin Spot ETF ของสหรัฐฯ จะลดลง 50.72% จาก 1,900 ล้านดอลลาร์ เหลือ 946 ล้านดอลลาร์ในรอบสัปดาห์ แต่ตัวเลขล่าสุดนี้ยังคงอยู่เหนือเกณฑ์สถิติขั้นสูงของตัวชี้วัด สะท้อนว่าความต้องการลงทุนผ่านช่องทางที่มีการกำกับดูแลยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง
ด้านตัวชี้วัดกระแสเงินทุนบนเชนอื่นๆ ก็แข็งแกร่งเช่นกัน โดย Realized Cap Change (การเปลี่ยนแปลงมูลค่าตามราคาจริงที่เหรียญถูกซื้อขายล่าสุด) เพิ่มขึ้นถึง 293.8% ในรอบสัปดาห์ จากติดลบ 0.2% เป็นบวก 0.3% ขณะที่สัดส่วนผู้ถือระยะสั้นต่อผู้ถือระยะยาว (STH/LTH Supply Ratio) ขยับขึ้นจาก 13.3% เป็น 13.7% และสัดส่วนเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น (Hot Capital Share) เพิ่มขึ้นจาก 24.9% เป็น 26.7% ซึ่ง Glassnode ระบุว่า “ตำแหน่งที่มั่นคงนี้ชี้ว่าฐานผู้ถือครองยังคงสมดุล ไม่มีการเก็งกำไรที่มากเกินไปในกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่”
อ้างอิงต้นฉบับ:FXStreet, Glassnode
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-price-analysis-september-1-2026-etf-flows