โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รอดชีวิตจากเลย์ออฟแต่ก็นั่งทุกข์ใจ ‘Layoff Survivor Syndrome’ เมื่อคนอยู่ต่อหนักทั้งใจ หนักทั้งงาน

The MATTER

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • Lifestyle

ก็ดีใจอยู่หรอกที่ยังมีงาน แต่งานที่ไม่มีคนช่วยมันก็เหนื่อยนะ

ข่าวเศรษฐกิจไม่สู้ดี เทคโนโลยีกำลังเข้ามาแทนคน ตำแหน่งงานกำลังจะหายไป ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้เริ่มทำให้เหล่าคนทำงานรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เพราะหลายบริษัทต่างทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด หนึ่งในวิธีลดต้นทุนคงหนีไม่พ้นการลดจำนวนคน หรือเลย์ออฟพนักงานออกขนานใหญ่

พอได้เห็นเพื่อนร่วมงานทยอยออกคราวละหลายๆ คนในเวลาอันสั้น ใจมันก็หวิวๆ จนแทบจะหมดแรงทำงาน ถึงตอนนี้เราจะไม่ใช่ผู้ที่ถูกเลือก แต่เส้นทางต่อจากนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะภาระงานกองใหญ่ไร้คนรับผิดชอบถาโถมเข้ามาให้คนที่เหลืออยู่ ไหนจะภาระใจที่เราต้องคอยประคองตัวไว้ไม่ให้หมดไฟไปเสียก่อน

เมื่อการเลย์ออฟไม่ได้ส่งผลแค่กับคนที่ออกเท่านั้น แต่ยังกระทบกับคนที่ยังเหลืออยู่ จนเกิดอาการ ‘Layoff Survivor Syndrome’ หรือความรู้สึกผิดผสมความกังวลเมื่อเรากลายเป็นผู้เหลือรอดในบริษัทที่กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ภาวะนี้ส่งผลกับคนทำงานอย่างไร แล้วเราจะรับมืออย่างไรในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้

เมื่อการรอดชีวิตแฝงมาพร้อมความรู้สึกผิด

หากการมีงานทำหมายถึงการมีรายได้ คอยหล่อเลี้ยงชีวิตให้ดำเนินต่อไป การถูกเลย์ออฟก็คงไม่ต่างจากกับตัดกำลังในการใช้ชีวิต แม้จะแลกมาพร้อมกับเงินก้อนโต แต่ก็อาจต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่จนกว่าชีวิตจะเข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม ทั้งการหางานใหม่ การจัดการภาระหนี้สิน หรือแม้แต่การกอบกู้ความมั่นใจกลับคืนมา

เมื่อมองในแง่นี้คนที่ยังได้ทำงานที่เดิมต่อ ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้รอดชีวิต เพราะไม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน อย่างน้อยงานที่ทำก็จะช่วยการันตีว่าเราจะยังมีรายได้ต่อไป ชีวิตยังเดินไปข้างหน้าได้เหมือนเดิม

แต่ถึงอย่างนั้น การรอดชีวิตจากการเลย์ออฟก็ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นผู้ชนะเสียเมื่อไหร่ อันที่จริงความรู้สึกของผู้ที่เหลือรอดบางคนอาจรู้สึกตรงกันข้าม หลายครั้งที่มีความรู้สึกผิด หรือหวาดระแวงเข้ามาเป็นองค์ประกอบ เพราะการเห็นเรื่องสะเทือนใจเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ต่างจากการรอดตายจากเหตุการณ์รุนแรงในชีวิตจริง

ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตจากการถูกเลิกจ้าง บางครั้งถูกเรียกว่า ‘Layoffs Survivor Syndrome’ ส่วนใหญ่แล้วมักส่งผลกับพนักงานทั้งด้านจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรม ในด้านอารมณ์คนทำงานอาจรู้สึกผสมกันระหว่างความกลัว โกรธ กังวล โศกเศร้า หรือหมดแรง ขณะเดียวกันก็อาจรู้สึกโล่งใจที่ตัวเองยังมีรายได้ผ่อนบ้านต่อ และสบายใจที่ตัวเองยังไม่ต้องตกงาน ความขัดแย้งคืออารมณ์อันซับซ้อนที่ทำให้หลายคนรู้สึกผิด แม้ว่าตัวเองอาจถือว่าเป็นผู้โชคดีก็ตาม

แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ไม่ถูกเลือกให้ตกงานก็อาจต้องตกอยู่กับความไม่แน่นอนซึ่งส่งผลต่อจิตใจไม่แพ้กัน นิโคล ไอส์ดอร์เฟอร์ (Nicole Eisdorfer) ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์องค์กร Truer Words อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้พนักงานหมดหมดกำลังใจ แม้จะไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือกให้ออกจากงาน ว่าเป็นเพราะการเลิกจ้างไม่ได้หมายถึงการไล่คนออกเท่านั้น แต่สำหรับคนที่เหลืออยู่เหตุการณ์นี้ทำลายความเชื่อมั่น และเชื่อใจในองค์กรด้วย

โดยปกติแล้วมนุษย์มักชอบสิ่งที่คาดเดาได้ เช่น การทำงานหนักย่อมได้ผลตอบแทนที่ดี ชอบการทำงานกับเพื่อนที่คุ้นเคย รู้ว่าการตัดสินใจนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ แต่การเลิกจ้าง แม้กระทั่งคนที่ทำงานหนักมาตลอด คือการทำลายความแน่นอนเหล่านี้ไป จนทำให้คนที่เหลืออยู่เกิดความหวาดระแวง เราจะคอยระวังตัวว่าไปทำให้ใครไม่พอใจไหม คอยดูว่างบประมาณครั้งต่อไปจะลดลงจนต้องปลดพนักงานอีกหรือเปล่า จนไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นสุข

การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากการเลย์ออฟ นอกจากความเชื่อมั่นในบริษัทที่พังทลายลงแล้ว เรายังอาจต้องเจอกับปัญหาขรุขระในที่ทำงานเพิ่มขึ้น เช่น จากเดิมพี่คนนี้เคยรับผิดชอบ พอเขาออกไป งานนั้นก็เลยตกมาอยู่ที่เรา แม้เราจะไม่เชี่ยวชาญด้านนี้เลยก็ตาม แถมความคาดหวังในตัวเรายังอาจเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม จากการต้องรับผิดชอบงานส่วนเกินให้ได้ในเวลาสั้นๆ ความกดดันเหล่านี้บีบให้เราทำงานหนักขึ้น ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าความทุ่มเทจะสามารถการันตีความมั่นคงของเราได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพนักงานที่เหลือรอด ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ในภาพรวมยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนๆ นั้นด้วย

จากการสำรวจของ Leadership IQ บริษัทฝึกอบรมภาวะผู้นำ ได้สำรวจพนักงาน 4,172 คนที่ยังคงทำงานอยู่หลังจากบริษัทเลิกจ้างพนักงานใน 318 บริษัท ปรากฏว่าพนักงานส่วนใหญ่รู้สึกเครียด จนส่งผลกับการทำงาน โดย 74% บอกว่าประสิทธิภาพการทำงานของตัวเองลดลง อีก 64% บอกว่าประสิทธิภาพของเพื่อนร่วมงานลดลง และอีกราว 77% รายงานว่าพบเห็นข้อผิดพลาดมากขึ้น

แดนนี่ แวร์แฮม (Danny Wareham) นักจิตวิทยาองค์กร อธิบายว่าเมื่อพนักงานเจอกับภัยคุกคาม เช่นความไม่มั่นคงว่าตัวเองจะถูกปลดเมื่อไหร่ ก็จะทำให้คนทำงานมุ่งความสนใจไปที่การเอาตัวรอด มากกว่าการใส่ใจกับงานหรือติดต่อกับลูกค้าของตัวเอง

เราอาจจะเห็นพนักงานจดจำสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำน้อยลง ตัดสินใจได้แย่ลง หรือมีความคิดสร้างสรรค์ลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ตัวเองต้องเป็นคนรับผิดชอบ หรือหากเป็นตำแหน่งที่ต้องทำงานบริการติดต่อกับลูกค้า ก็อาจทำให้พนักงานควบคุมอารมณ์ เห็นอกเห็นใจ หรือเห็นอกเห็นใจได้น้อยลงตามไปด้วย

แม้การเลย์ออฟพนักงานจะช่วยให้บริษัทผ่านพ้นวิกฤติไปได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ไม่นานเมื่อพนักงานที่เหลือรอดอยู่รู้สึกหวาดระแวง หรือต้องเอาตัวรอดด้วยการแบกภาระงานที่เพิ่มขึ้น ท้ายที่สุดเหล่าคนทำงานก็อาจรู้สึกหมดไฟ จนส่งผลต่อผลผลิตที่บริษัทควรจะได้เช่นกัน

วิธีเยียวยาใจของผู้รอดชีวิต

ในสถานการณ์ภายหลังจากการเลย์ออฟ หรือการปรับโครงสร้างบริษัทหากไม่มีวิธีรับมือที่เหมาะสม สิ่งที่เราต้องเจออาจเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้น งานที่เราไม่เคยต้องทำ วันดีคืนดีอาจมาอยู่ที่โต๊ะเราโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เราทำได้ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องแบกภาระมากเกินไป อาจเริ่มต้นจากการกำหนดขอบเขตตัวเองให้ชัดเจน

จริงอยู่ว่าในสถานการณ์นี้เราอาจเลือกอะไรได้ไม่มากนัก แต่อย่าลืมว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถรับผิดชอบด้วยตัวคนเดียวทั้งหมด เราจึงต้องคอยประเมินตัวเองและกำหนดขอบเขตออกไปให้ชัดเจนเสมอ อันดับแรกเราอาจต้องเริ่มลำดับความสำคัญของงาน ลองคุยกับหัวหน้าว่างานไหนต้องทำภายในสัปดาห์นี้ งานไหนรอได้บ้าง หรือลองแจกแจงงานที่ตัวเองรับผิดชอบทั้งหมด เพื่อให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราทำได้แค่ไหน วิธีนี้จะช่วยให้การทำงานโปร่งใสและสามารถประเมินได้ว่างานที่เราถืออยู่มากเกินแล้วหรือยัง

ขณะเดียวกัน เราก็ต้องปกป้องเวลาส่วนตัวอย่างเวลาพักผ่อนของเราด้วยนะ เพราะจะช่วยปกป้องสุขภาพจิตของเราให้แข็งแรง ลดโอกาสการหมดไฟของเราให้น้อยลง หากเราเห็นว่างานที่เราถือเริ่มล้นมือ แล้วเพื่อนร่วมงานขอให้ช่วยอีก เราอาจต้องลองหาวิธีปฏิเสธออกไป เช่น ‘อยากช่วยนะ แต่สัปดาห์นี้ฉันเต็มแล้ว เราค่อยมาคุยกันใหม่สัปดาห์หน้าได้ไหม’ ซึ่งจะช่วยให้เรามีเวลาจัดการงานของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความสัมพันธ์เพื่อนร่วมงานได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้เราก็อาจต้องเตรียมตัวรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝันด้วยเช่นกัน เพราะไม่แน่ว่าวันข้างหน้าก็อาจเป็นคิวของเราก็ได้ นี่อาจเป็นโอกาสที่ทำให้เรากลับมาทบทวนอีกครั้งว่าเราต้องการทำงานนี้ไปเพราะอะไร หรือคุณค่าการทำงานที่เรายึดถือยังอยู่ในที่ทำงานเดิมอยู่ไหม เพื่อให้เราทำงานอย่างมีเป้าหมายอีกครั้ง และอาจใช้เวลานี้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ลองอัปเดตเรซูเม่ และรวบรวมผลงานไว้สักหน่อย เพื่อที่เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ เราจะได้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ง่ายขึ้น

แน่นอนการอยู่ต่อหลังจากบริษัทเลย์ออฟพนักงานครั้งใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย เราอาจรู้สึกเหนื่อยล้าจากภาระงานที่เพิ่มขึ้น หรือรู้สึกกังวลที่ต้องเห็นเพื่อนร่วมงานทยอยเก็บของไป แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเราเลย ไม่เป็นไรหากเราจะปล่อยให้ตัวเองได้ใช้เวลาเสียใจสักพัก หรือออกไปทำสิ่งตัวเองชอบบ้าง

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเราเองที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปต่างหาก

อ้างอิงจาก

empowerwork.org

lattice.com

cxm.world

Graphic Designer: Manita Boonyong (IG: mntttk)
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...