โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

หมอเปิดเคสสาว 15 เป็น "มะเร็งลำไส้" ดับ หลังซ่อน 3 อาการนับปี รู้อีกทีหมดเวลารักษา

sanook.com

เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
หญิงวัย 15 ปี ปิดบังอาการระบบขับถ่ายกว่า 1 ปี ก่อนพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย และเสียชีวิต แพทย์ชี้พฤติกรรมการกินเป็นเหตุ

หญิงวัย 15 ปี ปิดบังอาการระบบขับถ่ายกว่า 1 ปี ก่อนพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย และเสียชีวิต แพทย์ชี้พฤติกรรมการกินเป็นเหตุ

เรื่องราวของเด็กหญิงวัย 15 ปีในประเทศจีนกลายเป็นอุทาหรณ์สะเทือนใจ หลังเธอมีอาการผิดปกติทางระบบขับถ่ายต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งปี แต่เลือกเก็บเป็นความลับ กระทั่งปวดท้องรุนแรงและหมดสติที่โรงเรียน ก่อนพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย

ในช่วงเวลาที่เพื่อนร่วมชั้นยังไปโรงเรียนและใช้ชีวิตตามวัย เด็กหญิงรายนี้กลับต้องนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ขณะมีอายุเพียง 15 ปี

แพทย์หญิงฉาง ซูรี จากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวผ่านรายการสุขภาพออนไลน์ พร้อมยอมรับว่า เธอยังคงจำแววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจและสิ้นหวังของผู้ป่วยได้ดี หลังเด็กหญิงได้รับแจ้งผลวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย

กรณีนี้ถือเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เสียชีวิตด้วยอายุน้อยที่สุดเท่าที่แพทย์หญิงฉางเคยรักษา สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจยิ่งกว่าอายุของผู้ป่วย คือเด็กหญิงมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แต่ไม่ได้เล่าให้ครอบครัวฟังหรือเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ

เด็กหญิงวัย 15 มีอาการท้องเสียและถ่ายเป็นเลือดนานกว่า 1 ปี

ก่อนตรวจพบโรค เด็กหญิงมีอาการท้องเสียเรื้อรัง ท้องอืด ไม่สบายท้อง และมีเลือดปนมากับอุจจาระต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งปี แต่เธอเลือกปิดบังอาการทั้งหมดจากพ่อแม่ เพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิและห้ามรับประทานอาหารที่ตัวเองชอบ

เด็กหญิงรู้ว่าพ่อแม่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการกินของเธอ จึงกังวลว่าหากเล่าถึงอาการผิดปกติ เธออาจไม่ได้รับอนุญาตให้กินอาหารตามใจอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม เธอไม่เคยคิดว่าอาการเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง

กระทั่งวันหนึ่ง เด็กหญิงเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและหมดสติที่โรงเรียน เมื่อถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน แพทย์พบว่าเนื้องอกลุกลามไปมากแล้ว และโอกาสรักษาให้หายแทบไม่เหลือ ในที่สุดเธอเสียชีวิตลงหลังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลหลายวัน

เปิดพฤติกรรมการกินของเด็กหญิง ก่อนป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย

แพทย์หญิงฉางเปิดเผยว่า เนื่องจากพ่อแม่ของเด็กหญิงมีภาระงานมากและตามใจลูกมาตั้งแต่เล็ก เธอจึงคุ้นเคยกับการเลือกกินอาหารตามความชอบ ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน การรับประทานอาหารตามร้าน และการออกไปกินกับเพื่อน

เมนูโปรดของเธอส่วนใหญ่เป็นอาหารไขมันสูง รสเผ็ดจัด และมีน้ำตาลมาก เช่น ไก่ทอด บะหมี่รสจัด เนื้อย่าง น้ำอัดลม ชานมไข่มุก และเฟรนช์ฟรายส์ นอกจากนี้ เธอยังกินอาหารไม่เป็นเวลา ไม่ครบสามมื้อ และมักกินในช่วงกลางคืน

จากคำอธิบายของแพทย์ อาหารย่างและทอดที่ผ่านความร้อนสูงอาจทำให้เกิดสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือ PAHs และสารเฮเทอโรไซคลิกเอมีน หรือ HCAs ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเซลล์เมื่อร่างกายได้รับสะสมเป็นเวลานาน

อาหารทอด ไขมันสูง และน้ำตาลมาก กระทบสุขภาพลำไส้อย่างไร

แพทย์หญิงฉางอธิบายว่า การรับประทานไขมันมากเกินไป โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวจากอาหารทอด อาจกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น เมื่อกรดน้ำดีถูกแบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลาย อาจเกิดสารที่สร้างความระคายเคืองต่อเยื่อบุลำไส้ได้

ส่วนการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงอาจทำให้ระดับอินซูลินและอินซูลินไลก์โกรทแฟกเตอร์ 1 หรือ IGF-1 เพิ่มขึ้น ซึ่งแพทย์ระบุว่าอาจมีส่วนส่งเสริมการเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่

เมื่อพฤติกรรมการกินดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความกดดันด้านการเรียนและการนอนดึกเป็นประจำ จังหวะการนอนหลับและการตื่นอาจเสียสมดุล ส่งผลต่อการอักเสบและเพิ่มโอกาสเกิดภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เกิดจากอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน ทั้งพันธุกรรม ประวัติครอบครัว โรคประจำตัว น้ำหนักตัว การเคลื่อนไหวร่างกาย และพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่ไม่เหมาะสมจึงควรถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันสาเหตุของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

กรณีของเด็กหญิงวัย 15 ปีสะท้อนให้เห็นว่า ความผิดปกติของระบบขับถ่ายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรือเกิดร่วมกันหลายอย่าง

  • ท้องเสียหรือท้องผูกต่อเนื่อง
  • พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิม
  • มีเลือดปนในอุจจาระ
  • ท้องอืดหรือปวดท้องเรื้อรัง
  • เบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
  • อ่อนเพลียหรืออ่อนแรงผิดปกติ
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคหรือความผิดปกติอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งได้เช่นกัน แต่หากเป็นต่อเนื่อง มีเลือดปนในอุจจาระ ปวดท้องรุนแรง หรือมีน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองหรือปิดบังอาการด้วยความกลัว

พ่อแม่ควรเปิดพื้นที่ให้ลูกกล้าพูดเรื่องสุขภาพ

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการสื่อสารภายในครอบครัว เด็กและวัยรุ่นอาจเลือกปิดบังอาการเจ็บป่วย หากกลัวถูกดุ ลงโทษ หรือถูกห้ามทำสิ่งที่ชอบ พ่อแม่จึงควรสร้างบรรยากาศที่ทำให้ลูกสามารถเล่าความผิดปกติของร่างกายได้โดยไม่รู้สึกหวาดกลัว

ขณะเดียวกัน ควรส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารครบถ้วนและหลากหลาย ลดอาหารทอด อาหารย่างไหม้ อาหารไขมันสูง เครื่องดื่มหวาน และอาหารแปรรูป พร้อมดูแลเรื่องการพักผ่อนและการออกกำลังกายให้เหมาะสม

บทเรียนจากเด็กหญิงวัย 15 ปี ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

เรื่องราวนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัวต่ออาหารบางชนิด แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า พฤติกรรมที่ทำซ้ำเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อสุขภาพ และอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ควรถูกปล่อยผ่าน

สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เข้ารับการตรวจเมื่อมีสัญญาณเตือน และไม่ปิดบังอาการจากผู้ปกครองหรือแพทย์ เพราะการค้นพบความผิดปกติเร็วขึ้นย่อมเพิ่มโอกาสในการวินิจฉัยและวางแผนรักษาได้อย่างเหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...