เจาะเคส Bitkub จากยูนิคอร์น 3.5 หมื่นล้าน สู่คดีใหญ่ ก.ล.ต.
เมื่อสินทรัพย์หาย แต่ต้องรายงานว่าอยู่ครบ
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2564 ศูนย์ซื้อขาย Bitkub ถูกแฮกเกอร์โจมตี ส่งผลให้สินทรัพย์ดิจิทัล 16 สกุล มูลค่ารวมกว่า 1,700 ล้านบาท ถูกขโมยไป แต่ผู้บริหารในขณะนั้นเลือกที่จะยื่นรายงานข้อมูลต่อ ก.ล.ต. ในช่วง 5 เดือนหลังจากนั้นว่า 'สินทรัพย์ยังอยู่ครบถ้วน'
เหตุผลที่ผู้บริหารชี้แจงคือ 'เพื่อป้องกันภาวะ Bank Run' ที่อาจทำให้ลูกค้าและพนักงานหลายแสนชีวิตได้รับผลกระทบ แม้ในท้ายที่สุด กลุ่มผู้ก่อตั้ง (Co-Founder) จะนำเงินส่วนตัวมาซื้อสินทรัพย์เติมคืนระบบจนครบในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 แต่การปกปิดข้อมูลนี้นำมาซึ่งคำถามถึงธรรมาภิบาล และช่วงเวลาดังกล่าวก็ดันไปคาบเกี่ยวกับการออกเหรียญ KUB ที่สร้างรายได้ให้บริษัทนับพันล้านบาทพอดี
ความไม่โปร่งใสนี้กลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ ทำให้ SCBX ยกเลิกดีลประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา และนำไปสู่การกล่าวโทษคดีทางอาญาจาก ก.ล.ต. ในปัจจุบัน
ความเสี่ยงที่ผู้ถือเหรียญต้องแบกรับ
นอกเหนือจากคดีความ โครงสร้างระบบนิเวศ (Tokenomics) ของเหรียญ KUB ยังถูกตั้งคำถามถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีจุดอ่อนสำคัญดังนี้
- ขาดทิศทางที่ชัดเจน : ปัจจุบันบริษัทยังไม่มี CTO ที่ขับเคลื่อนทิศทางบล็อกเชนอย่างจริงจัง
- Use Case เอื้อ Exchange มากกว่า Chain : ประโยชน์หลักของการใช้เหรียญ KUB คือการนำไปแลกค่าธรรมเนียม (Fee Credit) บนกระดานเทรด ซึ่งเพิ่มยอดใช้งานให้ศูนย์ซื้อขาย แต่ไม่ได้สร้างมูลค่าให้ KUB Chain (ไม่มี TVL หรือ Network Effect เพิ่มขึ้น)
- ทรัพยากรถูกดูดออก : ยิ่งราคาเหรียญลดลง คนยิ่งนำไปแลกค่าธรรมเนียม ทำให้ทรัพยากรที่ควรใช้พัฒนาเชน ถูกดึงไปอุดหนุน Exchange แทน
- ความเป็นอิสระที่ยังไม่ชัดเจน : การตั้ง Foundation ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถูกมองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างทางกฎหมาย หากอำนาจตัดสินใจและคุมงบประมาณยังเป็นคนกลุ่มเดิม
มุมมองจาก Bitkub ยืนยันสินทรัพย์ปลอดภัยและเจตนาบริสุทธิ์
อย่างไรก็ตาม เพื่อความสมดุลของข้อมูล ฝั่ง Bitkub ได้ออกมาชี้แจงในหลายประเด็นเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
- สินทรัพย์ลูกค้าปลอดภัย 100% : บริษัทจัดทำ Proof of Reserves อย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าเหรียญของลูกค้าถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยและครบถ้วน
- เจตนาปกป้องอุตสาหกรรม : ผู้บริหารยืนยันว่าการตัดสินใจในอดีต เกิดจากความต้องการปกป้องผู้ใช้งานและพนักงาน ไม่ให้ตื่นตระหนกจนทำลายอุตสาหกรรมคริปโตไทยในภาพรวม
- ปฏิเสธข่าวลือ : บริษัทได้ปฏิเสธเอกสารหลุดในปี 2568 ว่าไม่ใช่เอกสารอย่างเป็นทางการ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับองค์กร
เปิดไทม์ไลน์สรุปเหตุการณ์สำคัญ Bitkub เกิดอะไรขึ้น?
- 28 เม.ย. 64 - สร้างเหรียญ KUB Coin เป็นครั้งแรก
- 10 พ.ค. 64 - แฮกเกอร์โจมตี Bitkub สินทรัพย์สูญหาย 1,700 ล้านบาท
- 20 พ.ค. 64 - เปิดให้ซื้อขายเหรียญ KUB บนศูนย์ซื้อขาย
- 31 ต.ค. 64 - กลุ่มผู้ก่อตั้ง นำเงินส่วนตัวเข้าเติมสินทรัพย์ในระบบจนครบ
- 2 พ.ย. 64 - SCBX ประกาศเตรียมเข้าซื้อหุ้น 51% (ดีลมูลค่า 17,850 ล้านบาท)
- 25 ส.ค. 65 - SCBX ประกาศยกเลิกดีลซื้อหุ้น เนื่องจากปัญหาความไม่แน่นอนทางกฎหมาย
เดือน ก.ค. 68 ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub และผู้บริหาร กรณีรายงานข้อมูลเท็จเรื่องสินทรัพย์สูญหาย
สถานการณ์ล่าสุดของ Bitkub ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั้งนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะหลังจากการกล่าวโทษครั้งล่าสุดจาก ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา
บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้บริหารจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมายในรูปแบบใด และ Bitkub จะยังคงสามารถรักษาตำแหน่งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของประเทศไทยไว้ได้หรือไม่
วิกฤตครั้งนี้ได้ทิ้งคำถามสำคัญที่น่าขบคิดสำหรับวงการการเงินดิจิทัลว่า แม้ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์จะถูกยกระดับขึ้นถึงขั้นสูงสุดแล้ว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่าจะไม่เกิดการโจรกรรมขึ้นอีก และหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่มูลค่าความเสียหายสูงกว่าเดิม กลุ่มผู้ก่อตั้งจะมีทุนทรัพย์มากพอที่จะมารองรับความเสียหายแทนลูกค้าได้ทั้งหมดอีกหรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว คดีของ Bitkub สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านธรรมาภิบาลที่ยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนบททดสอบความซื่อสัตย์ หากเราได้รับความไว้วางใจให้ดูแลเงินของเพื่อน แล้ววันหนึ่งเงินนั้นถูกขโมยไป เราจะเลือกบอกความจริงทันทีในวันที่เกิดเหตุ หรือเลือกที่จะเก็บเป็นความลับเพื่อความสบายใจจนกว่าจะหาเงินมาคืนได้
สิ่งที่ทำให้การตัดสินใจของ Bitkub เป็นความท้าทายที่หนักหนากว่า คือความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้กำลังรับผิดชอบคนเพียงคนเดียว แต่คือ 'ลูกค้าหลายแสนคน' ที่ฝากความเชื่อมั่นและทรัพย์สินไว้กับพวกเขา