โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เขย่าพอร์ตจอพับ! Samsung แตกไลน์ 3 รุ่นรวด ส่ง ‘Z Fold8’ ไซซ์ใหม่เจาะพฤติกรรมเฉพาะ เคาะราคาเริ่มต้น 61,900 บาท

THE STANDARD

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เขย่าพอร์ตจอพับ! Samsung แตกไลน์ 3 รุ่นรวด ส่ง ‘Z Fold8’ ไซซ์ใหม่เจาะพฤติกรรมเฉพาะ เคาะราคาเริ่มต้น 61,900 บาท

Samsung ปรับโครงสร้างไลน์อัปสมาร์ทโฟนจอพับครั้งใหญ่ในปี 2026 ด้วยการขยายพอร์ตโฟลิโอจากเดิมที่มีเพียง 2 รุ่น เพิ่มขึ้นเป็น 3 รุ่น นำโดย Galaxy Z Fold8 รุ่นไซซ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ประเด็นสำคัญ

  • จาก 2 สู่ 3 รุ่น เกมขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะพฤติกรรมเฉพาะ
  • สามรุ่น สามบุคลิก เจาะผู้ใช้คนละกลุ่ม
  • AI คือสมรภูมิใหม่

โดยวางเป้าหมายขยายฐานลูกค้าจอพับด้วยการเจาะกลุ่มผู้ใช้ตามพฤติกรรมการใช้งานที่ต่างกัน แทนการขายสินค้าแบบเดียวให้คนหมู่มากพร้อมกัน บนฐานผู้ใช้จอพับทั่วโลกที่ปัจจุบันแตะระดับ 24 ล้านคน ขณะที่ราคาของทั้งซีรีส์มีตั้งแต่ 42,900 บาท ไปจนถึงรุ่นท็อป 93,900 บาท

จาก 2 สู่ 3 รุ่น เกมขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะพฤติกรรมเฉพาะ

ตลอด 7 ปีที่ Samsung เดินหน้าพัฒนาสมาร์ทโฟนจอพับ ฐานผู้ใช้งานทั่วโลกเติบโตขึ้นจนแตะ 24 ล้านคน และกลายเป็นจุดตั้งต้นให้บริษัทตัดสินใจปรับพอร์ตโฟลิโอครั้งสำคัญในปีนี้

Samsung เรียกทิศทางนี้ว่าการเดินจาก ‘Premium to Mainstream’ หรือการทำให้จอพับซึ่งเดิมเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มระดับบน เข้าถึงผู้ใช้ได้กว้างขึ้น

แต่ด้วยราคาที่ยังเริ่มต้นระดับ 40,000 บาทขึ้นไป ในทางปฏิบัติจึงเป็นการขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะพฤติกรรมการใช้งานเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการปูพรมขายให้คนหมู่มากพร้อมกัน โดยเพิ่มทางเลือกจาก 2 รุ่นเป็น 3 รุ่น เพื่อครอบคลุมความต้องการที่ต่างกันของผู้ใช้แต่ละแบบ แทนการฝากความหวังไว้กับรุ่นเรือธงเพียงไม่กี่รุ่น

หัวใจของการปรับพอร์ตรอบนี้อยู่ที่ Galaxy Z Fold8 ไซซ์ใหม่ ซึ่งเกิดจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้สมาร์ทโฟนจอใหญ่เพื่อรับชมคอนเทนต์ วิดีโอ และโซเชียลมีเดียเป็นหลัก จึงเพิ่มรุ่นที่วางตำแหน่งอยู่ระหว่างรุ่นเรือธงกับรุ่นเล็ก เพื่อดึงกลุ่มที่ยังไม่เคยใช้จอพับให้เข้าสู่ระบบนิเวศได้ง่ายขึ้น โดยตัวเครื่องที่เปิดตัวจริงมาในดีไซน์ที่สอดคล้องกับภาพซึ่งหลุดออกมาก่อนหน้านี้

การที่ Samsung ยังคงใช้ชื่อซีรีส์ Z Fold ต่อไป สะท้อนความเชื่อว่าสมาร์ทโฟนจอใหญ่แบบพับได้จะเป็นหมวดหมู่สินค้าที่อยู่กับผู้บริโภคในระยะยาว ไม่ใช่กระแสชั่วคราว และเป็นตลาดที่ต้องการวางรากฐานเอาไว้ก่อนที่การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น

โครงสร้าง 3 รุ่นยังทำหน้าที่กระจายราคาให้ครอบคลุมกำลังซื้อได้กว้างกว่าเดิม โดยรุ่นกลางอย่าง Galaxy Z Fold8 ถูกวางให้มีราคาต่ำกว่ารุ่น Ultra ราวหนึ่งหมื่นบาทในแต่ละความจุ ทำหน้าที่เป็นประตูบานแรกที่ช่วยดึงคนกลุ่มใหม่ให้เริ่มใช้จอพับได้ง่ายขึ้น ก่อนขยับขึ้นไปสู่รุ่นเรือธงในอนาคต

สามรุ่น สามบุคลิก เจาะผู้ใช้คนละกลุ่ม

ทั้ง 3 รุ่นถูกออกแบบให้มีบุคลิกและกลุ่มเป้าหมายต่างกันโดย Galaxy Z Fold8 Ultra วางตัวเป็นรุ่นเรือธงที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานเต็มรูปแบบ ชื่อต่อท้าย ‘Ultra’ สื่อถึงมาตรฐานสูงสุดด้านสเปกและนวัตกรรม ตัวเครื่องบางที่สุดเท่าที่ Galaxy เคยผลิต โดยวัดได้เพียง 4.1 มิลลิเมตรเมื่อกางออก และหนัก 215 กรัม มาพร้อมหน้าจอหลักขนาด 8 นิ้ว รองรับการเปิดหลายแอปพร้อมกันบนพื้นที่จอที่กว้าง

ความบางระดับนี้มาจากเทคโนโลยีโครงสร้างหน้าจอใหม่ที่ Samsung เรียกว่า Flex Titanium ซึ่งผสานฟิล์มไทเทเนียมเข้ากับแผ่นไทเทเนียม ช่วยให้ตัวเครื่องบางลงโดยไม่เสียความแข็งแรง ทั้งยังดูดซับแรงกดและลดการมองเห็นรอยพับบนหน้าจอเมื่อใช้งานไปนานๆ ประกอบกับหน้าจอที่ให้ความสว่างสูงสุด 3,000 nits และเคลือบสารลดแสงสะท้อน เพื่อให้ใช้งานกลางแจ้งได้ชัดเจนขึ้น

ด้านกล้อง Galaxy Z Fold8 Ultra ใช้เลนส์หลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล เลนส์ Ultra-wide 50 ล้านพิกเซล และรองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 8K ผ่านตัวแปลงสัญญาณ APV ใหม่ พร้อมฟีเจอร์ปรับแต่งสีแบบภาพยนตร์ Cine LUT ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 Mobile Platform for Galaxy แบตเตอรี่ 5,000 mAh และระบบชาร์จเร็ว 45 วัตต์ วางเป้าไปที่กลุ่มครีเอเตอร์และผู้ใช้ที่ต้องการทำงานหนักได้ตลอดวัน

ถัดมาคือ Galaxy Z Fold8 ไซซ์ใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘Discovery and Joy’ ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เน้นความบันเทิงและการเสพคอนเทนต์ จุดขายอยู่ที่น้ำหนักเพียง 201 กรัม ซึ่งเบาที่สุดในตระกูล Z Fold หน้าจอหลักขนาด 7.6 นิ้ว อัตราส่วน 4:3 ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการรับชมภาพยนตร์และการอ่าน ส่วนหน้าจอด้านนอกอัตราส่วน 10:16 ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนการใช้สมาร์ทโฟนทั่วไป จึงลดกำแพงสำหรับคนที่กำลังลังเลจะเปลี่ยนจากเครื่องจอเดียวมาใช้จอพับ

รุ่นนี้มาพร้อมกล้องคู่ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ทั้งเลนส์ wide และ ultra-wide รวมถึงฟีเจอร์ My FanCam ที่ใช้ AI ตรวจจับและติดตามบุคคลในวิดีโอโดยอัตโนมัติ แล้วปรับเฟรมภาพให้อยู่ในสัดส่วนที่พร้อมอัปโหลดลงโซเชียลมีเดียได้ทันที ตอบโจทย์คนทำคอนเทนต์ที่ต้องการความเร็ว ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 เช่นกัน พร้อมแบตเตอรี่ 4,800 mAh

ปิดท้ายด้วย Galaxy Z Flip8 รุ่นเล็กที่เน้นดีไซน์และการสะท้อนตัวตนของผู้ใช้ ตัวเครื่องบางเพียง 6.1 มิลลิเมตร และหนักเพียง 180 กรัม เป็นรุ่นที่บางเบาที่สุดในซีรีส์ มาพร้อมกล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล และหน้าจอด้านนอก FlexWindow ที่ปรับใหม่ให้เข้าถึงฟังก์ชัน AI ได้โดยตรง เจาะกลุ่มผู้ใช้ที่มองสมาร์ทโฟนเป็นทั้งไอเทมแฟชั่นและของใช้ประจำตัว

AI คือสมรภูมิใหม่

นอกจากฮาร์ดแวร์ Samsung ยังวาง Galaxy AI เป็นจุดขายหลักของทั้งซีรีส์ โดยทำงานบนระบบปฏิบัติการ One UI 9 พร้อมฟีเจอร์อย่าง Now Brief ที่สรุปข้อมูลเฉพาะบุคคล และ Now Nudge ที่ช่วยดึงขั้นตอนถัดไปจากบทสนทนาขึ้นมาให้ผู้ใช้จัดการทันที ทั้งหมดออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากหน้าจอขนาดใหญ่ของเครื่องจอพับ

ประเด็นที่น่าจับตาในเชิงธุรกิจคือการที่ Samsung จับมือกับ Google ผ่าน Gemini Intelligence เพื่อเสริมความสามารถด้าน AI ให้ครอบคลุมมากขึ้น สะท้อนว่าสนามแข่งขันของสมาร์ทโฟนเรือธงกำลังเคลื่อนจากการวัดกันที่สเปกฮาร์ดแวร์ ไปสู่การชิงกันที่ประสบการณ์ AI ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายต้องหาพันธมิตรมาเติมเต็ม ซึ่งคู่แข่งอย่าง Apple เองก็เลือกดึง Gemini มาช่วยยกเครื่อง Apple Intelligence ที่ถูกมองว่ายังล้าหลังจากคู่แข่งอยู่ไม่น้อย

ขณะเดียวกัน Samsung ยังออกแบบให้ Galaxy AI ทำงานเชื่อมโยงกับอุปกรณ์อื่นในเครือ ทั้งนาฬิกา Galaxy Watch และแว่นตาอัจฉริยะที่เปิดตัวพร้อมกัน การผูกประสบการณ์ให้ต่อเนื่องข้ามอุปกรณ์เช่นนี้ นอกจากจะเพิ่มมูลค่าให้ผู้ใช้แล้ว ยังเป็นกลไกที่ช่วยให้ลูกค้าอยู่ในระบบนิเวศของแบรนด์ได้นานขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้ผลิตทุกรายในตลาดสมาร์ทโฟนระดับบน

ทีเอ็ม โรห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าฝ่าย Device eXperience ของ Samsung ระบุว่า “การกำหนดมาตรฐานใหม่ให้สมาร์ทโฟนจอพับได้ในวันนี้ คือการขับเคลื่อนประสบการณ์ระดับพรีเมียมไปอีกขั้น พร้อมทั้งพาผู้บริโภคเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความอัจฉริยะอย่างทั่วถึง”

สำหรับตลาดไทย Galaxy Z Series ทั้ง 3 รุ่นเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้จนถึง 13 สิงหาคม 2569 และวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยราคาแต่ละรุ่นแบ่งตามความจุดังนี้

Galaxy Z Fold8 Ultra เริ่มต้นที่ 69,900 บาท สำหรับความจุ 12/256GB, 77,900 บาท สำหรับ 12/512GB และ 93,900 บาท สำหรับ 16/1TB

Galaxy Z Fold8 ไซซ์ใหม่ เริ่มต้นที่ 61,900 บาท สำหรับ 12/256GB, 69,900 บาท สำหรับ 12/512GB และ 85,900 บาท สำหรับ 16/1TB

ส่วน Galaxy Z Flip8 เริ่มต้นที่ 42,900 บาท สำหรับ 12/256GB และ 50,900 บาท สำหรับ 12/512GB

ช่วงราคาที่มีตั้งแต่ระดับสี่หมื่นบาทต้นๆ ไปจนเกือบแตะหนึ่งแสนบาท สะท้อนความพยายามของ Samsung ในการวางสินค้าให้ครอบคลุมผู้ใช้หลายกลุ่มที่มีพฤติกรรมและกำลังซื้อต่างกัน ซึ่งเป็นหัวใจของทิศทางขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะกลุ่มเฉพาะ แทนการหวังยอดขายจากคนหมู่มากพร้อมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...