โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สิงหาคม 2569 เดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 14 ก.ย เวลา 05.30 น.
โลกยังร้อนต่อเนื่อง และล่าสุดเดือนสิงหาคม 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งเดือนประวัติศาสตร์ เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกทำสถิติร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา เทียบเท่าเดือนกรกฎาคม 2566 โดยมีทั้งภาวะโลกร้อนในระยะยาว อุณหภูมิมหาสมุทรที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลสภาพภูมิอากาศล่าสุดชี้ว่า เดือนสิงหาคม 2569 เป็นหนึ่งในเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกมา โดยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทำสถิติสูงสุดเทียบเท่าเดือนกรกฎาคม 2566 ท่ามกลางอุณหภูมิมหาสมุทรที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว

บริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส หรือ C3S เปิดเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 62.5 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 16.9 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมช่วงปี 2393–2443 ถึง 1.65 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เดือนสิงหาคม 2569 กลายเป็นเดือนสิงหาคมที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล และทำสถิติเทียบเท่าเดือนกรกฎาคม 2566 ซึ่งก่อนหน้านี้ถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิของทั้งสองเดือนแตกต่างกันไม่ถึง 0.01 องศาเซลเซียส

ที่น่าสนใจคือ เดือนสิงหาคมปีนี้ยังมีอุณหภูมิสูงกว่าเดือนกรกฎาคม 2569 ราว 0.1 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อย เพราะโดยทั่วไปเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุด ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2483 มีเพียง 5 ปี ได้แก่ 2488, 2494, 2498, 2528 และ 2569 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยเดือนสิงหาคมสูงกว่าเดือนกรกฎาคม

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สถิติความร้อนครั้งนี้เกิดจากปัจจัยร่วมระหว่างภาวะโลกร้อนในระยะยาวจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และอุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการก่อตัวและทวีความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิก

แม้เดือนสิงหาคมจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกได้ก้าวข้ามเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีสอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป้าหมายดังกล่าวพิจารณาจากค่าเฉลี่ยอุณหภูมิในระยะยาว อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิรายเดือนที่พุ่งสูงขึ้นสะท้อนว่าโลกกำลังเข้าใกล้ระดับดังกล่าวมากขึ้นเรื่อย ๆ

อุณหภูมิของมหาสมุทรถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันอุณหภูมิโลกให้สูงเป็นพิเศษในเดือนสิงหาคม โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในพื้นที่นอกเขตขั้วโลก อยู่ที่ประมาณ 69.9 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 21.1 องศาเซลเซียส ถือเป็นค่าเฉลี่ยเดือนสิงหาคมที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเทียบเท่ากับสถิติสูงสุดรายเดือนที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2567

นอกจากนี้ ในวันที่ 24 และ 25 สิงหาคม อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกแตะระดับประมาณ 21.1 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติสูงสุดรายวันที่เคยเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2567

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาของ AccuWeather ระบุว่า สิ่งที่น่าจับตาคือความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง ตั้งแต่ชั้นบรรยากาศไปจนถึงมหาสมุทร ขณะที่เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของอุณหภูมิโลกที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

ข้อมูลของโคเปอร์นิคัสยังพบว่า อุณหภูมิมหาสมุทรทำสถิติสูงสุดของวันนั้น ๆ ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน โดยเฉพาะบริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออก ซึ่งมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์และเกิดคลื่นความร้อนในทะเลระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก ขณะที่เอลนีโญกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและเร็วกว่าช่วงเวลาปกติของปี

ความร้อนของมหาสมุทรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น แต่ยังพบอุณหภูมิสูงผิดปกติในพื้นที่บางส่วนของแปซิฟิกตอนเหนือ มหาสมุทรซีกโลกใต้ แอตแลนติกเหนือบริเวณกึ่งเขตร้อน รวมถึงทะเลรอบยุโรป

สถิติอุณหภูมิโลกครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากเดือนกรกฎาคม 2569 สร้างสถิติเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกในสหรัฐฯ 48 รัฐที่อยู่ติดกัน โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย ประมาณ 24.9 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติที่มีข้อมูลย้อนหลังถึงปี 2438 และสูงกว่าช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงในเดือนกรกฎาคม 2479 ซึ่งเกิดขึ้นในยุคฝุ่นพายุ หรือ Dust Bowl

สหรัฐฯ เผชิญโดมความร้อนหลายระลอก ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูง ขณะที่ภาวะแห้งแล้งและความชื้นในดินที่ลดลงทำให้พื้นดินดูดซับและสะสมความร้อนได้มากขึ้น

ข้อมูลของศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุว่า 4 รัฐ ได้แก่ ยูทาห์ โคโลราโด นิวเม็กซิโก และแอริโซนา เผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยยูทาห์ โคโลราโด และนิวเม็กซิโกทำสถิติร้อนที่สุดในรอบ 132 ปี ส่วนแอริโซนาเสมอสถิติร้อนที่สุด ขณะที่อุณหภูมิในรัฐเหล่านี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมากกว่า 5 องศา

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า แม้อากาศร้อนทำลายสถิติยังคงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่กำลังเกิดถี่ขึ้น เนื่องจากค่าอุณหภูมิพื้นฐานของโลกสูงขึ้น ทำให้การเกิดความร้อนสุดขั้วสามารถผลักดันอุณหภูมิขึ้นสู่ระดับทำลายสถิติได้ง่ายกว่าในอดีต

ขณะเดียวกัน เดือนสิงหาคมยังปิดฉากฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในยุโรปตะวันตก ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2546

อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมอยู่ที่ประมาณ 21.7 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2534–2563 ถึง 2.6 องศาเซลเซียส

พื้นที่เกือบทั้งหมดของอังกฤษ เวลส์ และเบลเยียม รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของฝรั่งเศส สเปน อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย เผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีฐานข้อมูลของโคเปอร์นิคัส

คลื่นความร้อนเกิดขึ้นหลายระลอกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ประกอบกับสภาพอากาศแห้งแล้งในวงกว้าง ส่งผลให้ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ฮังการี โรมาเนีย และเซอร์เบีย เผชิญภัยแล้งรุนแรง ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญของยุโรปหลายสาย เช่น แม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ ลดลงอย่างรวดเร็ว กระทบต่อระบบนิเวศ การเกษตร และการขนส่ง

สำหรับภาพรวมของซีกโลกเหนือ ช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2569 มีอุณหภูมิเฉลี่ยเทียบเท่ากับฤดูร้อนปี 2567 ซึ่งเป็นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2567 อย่างไรก็ตาม การที่ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจผลักดันให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงเดือนสุดท้ายของปี

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ผลกระทบจากเอลนีโญอาจเพิ่งเริ่มต้น เนื่องจากปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงกระแสลมเจ็ตสตรีม ตำแหน่งเส้นทางพายุ รวมถึงรูปแบบฝนและอุณหภูมิในหลายพื้นที่ทั่วโลก และอิทธิพลของเอลนีโญในครั้งนี้อาจส่งผลต่อสภาพอากาศไปไกลกว่าบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...