โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ก.อุตฯ ปรับแผนตรวจโรงงานเชิงรุกสั่งฟัน 767 โรงงานทำผิดกฎหมาย

ไทยโพสต์

อัพเดต 28 สิงหาคม 2569 เวลา 3.38 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับตรวจโรงงานเชิงรุกพบทำผิดกฎหมาย 767 ราย สั่งหยุดดำเนินการทันที 131 ราย ดำเนินคดีกว่า 391 ราย พร้อมเร่งยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ควบคู่การส่งเสริมการลงทุน

27 ส.ค. 2569- นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นกระทรวงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมให้สถานประกอบการอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนได้ดำเนินธุรกิจอย่างราบรื่นและไปเป็นตามระเบียบกฎหมายของประเทศ ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักการพัฒนาที่สมดุล ไม่สร้างผลกระทบต่อสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบเพื่อแก้ไขปัญหาการประกอบการที่ผิดกฎหมายและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางรากฐานใหม่ ปรับวิธีการตรวจกำกับโรงงานเชิงโรงรุก ตั้งแต่การปรับแผนการตรวจโรงงาน การนำเทคโนโลยีที่แม่นยำมาใช้ในการตรวจกำกับ และยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการปรับแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคต

ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมได้วางรากฐานในการปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ และปรับเปลี่ยนแผนตรวจโรงงานรูปแบบใหม่ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยตรวจสอบ และสามารถใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลการประกอบการ พร้อมชี้เป้าได้อย่างตรงจุด และเข้าทำการตรวจสอบโรงงานได้ทันที เช่น โรงงานที่มีข้อมูลการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ผิดปกติ มีการใช้น้ำ ไฟฟ้าและวัตถุดิบที่ไม่สมดุลกับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ หรือเข้าข่ายสวมสิทธิทางการค้า เป็นต้น ซึ่งข้อมูลผิดปกติเหล่านี้ จะถูกแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่หน้างาน เช่นเดียวกับระบบรับเรื่องเรียน “แจ้งอุต” ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง โดยเจ้าหน้าที่จะใช้ระบบการตรวจสอบโรงงานอย่างมีมาตรฐาน หรือ i-Auditor เข้าทำการตรวจสอบโรงงานและรายงานผลที่สามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานหรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง จะสั่งให้หยุดโรงงานในทันที ยกระดับจากแนวทางปฏิบัติแบบเดิมที่จะสั่งเพียงปรับปรุงแก้ไขโรงงาน โดยที่โรงงานดังกล่าวยังคงเดินเครื่องจักรผลิตได้อยู่ อีกทั้ง ยังพบพฤติกรรมประวิงเวลาขอขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขโรงงานต่อเนื่องนานหลายเดือน ในขณะที่โทษปรับทางอาญาก็ต่ำเกินกว่าจะสร้างความเกรงกลัว โรงงานบางแห่งจึงมองค่าปรับเป็นเพียงต้นทุนในการทำธุรกิจที่คุ้มเสี่ยง การปรับกลไกเป็นการสั่งหยุดโรงงานในทันที จึงเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจและบทเรียนเชิงลงโทษจากผลกระทบทางธุรกิจ เพื่อเร่งรัดให้โรงงานทำปรับปรุงแก้ไขปัญต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

นายณัฐพลฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานจากการวางรากฐานใหม่และปรับเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสอบโรงงานเชิงรุกและการยกการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบพบการประกอบกิจการโรงงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายโรงงานทั่วประเทศ จำนวน 767 ราย โดยในจำนวนนี้ ได้สั่งการให้หยุดประกอบกิจการโรงงานแล้ว 131 ราย สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานอีกกว่า 636 โรงงาน และดำเนินคดีไปกว่า 391 ราย ซึ่งกว่าร้อยละ 53 เป็นโรงงานในพื้นที่ EEC และจังหวัดปริมณฑล ซึ่งสะท้อนการตรวจสอบโรงงานได้อย่างแม่นยำและตรงเป้ามากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้สามารถลดผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงลดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ต้องใช้งบประมาณของรัฐที่มาจากภาษีของประชาชนในการฟื้นฟู ตลอดจนสามารถคืนพื้นที่เศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการที่ดี ได้ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ยังเร่งแก้ไข พรบ.โรงงาน ในอีกหลายประเด็น เช่น การเพิ่มบทลงโทษจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้สูงขึ้น การนำประวัติการประกอบการมาใช้พิจารณาลงโทษเพิ่มเติมสำหรับโรงงานที่กระทำความผิดซ้ำ การกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งหยุดหรือสั่งปรับปรุงแก้ไข ต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบเอกชน โดยโรงงานต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจสอบและค่าตรวจวัดมลพิษต่าง ๆ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง เป็นต้น อีกทั้งยังเร่งจัดทำ พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม เพื่ออัพเดทกฎหมายให้สอดรับบริบทการประกอบธุรกิจในปัจจุบันและป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการจัดทำร่าง พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม เสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ผลลัพธ์จากการปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ และปรับเปลี่ยนแผนตรวจโรงงานรูปแบบใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นที่จะวางรากฐานใหม่ เปลี่ยนการกำกับที่เน้นการคุ้มครองการเติบโตทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมในมิติเดียว ไปสู่มุมมองที่ยึดหลักการส่งเสริมผู้ประกอบการดี ควบคู่ความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุนให้เกิดการปฏิรูปอุตสาหกรรมเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ชุมชน” นายณัฐพลฯ กล่าว”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...