โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ชาวนาทวงเงิน ไร่ละ 1,000-2,000 ลุ้นเดือด 17 ส.ค. เคาะจบ หรือยื้อ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ และกรรมการในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวด้านการผลิต (อนุผลิต นบข.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าการผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวว่า หลังจากการนัดหมายเพื่อเข้าพบรัฐมนตรีถูกเลื่อนออกไปหลายครั้ง ทำให้ทีมงานและเครือข่ายชาวนาจากหลายจังหวัด โดยเฉพาะเกษตรกรที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ต้องรอความชัดเจนอย่างต่อเนื่อง

นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ

ล่าสุด อธิบดีกรมการข้าวได้ประสานงานเพื่อนัดหารือเป็นการภายในในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ เพื่อหารือและหาข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเสนอของเกษตรกร โดยคาดว่าจะมีการพูดคุยถึงทั้งเหตุผลความจำเป็นของมาตรการช่วยเหลือและแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ชี้ “นบข.” รับหลักการแล้ว อนุผลิตฯ ต้องเดินหน้าตามมติ

นายจารึก กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายเกษตรกรจะหยิบยกขึ้นหารือ คือข้อเสนอให้เกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือ ไร่ละ 1,000 บาท โดยยืนยันว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ชุดใหญ่ ได้รับข้อเสนอของเกษตรกรไว้แล้ว และส่งต่อให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน

ดังนั้น จุดยืนของเกษตรกรคือ เมื่อ นบข.ชุดใหญ่ไม่ได้มีมติปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวตั้งแต่ต้น แต่ส่งเรื่องให้อนุผลิตฯ พิจารณาต่อ จึงควรเดินหน้าตามกระบวนการให้เกิดความชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อหรือถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีข้อสรุป

“ในเมื่อ นบข.ชุดใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอตั้งแต่แรก แต่ส่งเรื่องมาให้อนุผลิตฯ พิจารณาตามขั้นตอน ดังนั้น หากอนุผลิตฯ ไม่เห็นชอบหรือไม่อนุมัติ อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งหรือผิดมติของ นบข.ชุดใหญ่ได้” นายจารึกกล่าว

จำนวนศูนย์ข้าวชุมชน ทั้งประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 10 ส.ค.69

นัดถกใหญ่ 17 ส.ค. หวังปิดบัญชีปัญหาเลื่อนซ้ำ

สำหรับการหารือในวันจันทร์นี้ นายจารึกระบุว่า อธิบดีกรมการข้าวได้รับปากว่าจะรอพบตัวแทนชาวนาด้วยตนเองตลอดทั้งวัน และอาจมีการเชิญคณะทำงานของรัฐมนตรีเข้าร่วมรับฟังด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยถึงปัญหาที่ค้างคาและหาทางออกร่วมกัน

เป้าหมายสำคัญคือ ต้องการให้การหารือครั้งนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจน และยุติวงจรการเลื่อนนัดที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะยิ่งปล่อยให้เกษตรกรรอคอยนานเท่าใด ยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการวางแผนเพาะปลูกของชาวนา

“เราต้องยืนยันด้วยเหตุผล เพราะหน้าฉากดูเหมือนจะสนับสนุนชาวนาอย่างเต็มที่ แต่เบื้องหลังกลับมีความพยายามในการดึงเรื่อง ซึ่งเกษตรกรเสียเปรียบและไม่โอเคกับสถานการณ์แบบนี้”

เตือนตัด “ไร่ละพัน” กระทบความเชื่อมั่นชาวนา

ด้านนายจตุรงค์ จันมา รองประธานแปลงใหญ่ประเทศด้านข้าว และกรรมการในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติด้านการผลิต (อนุผลิต นบข.) กล่าวถึงกระแสข่าวการพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกเงินช่วยเหลือค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือ “เงินไร่ละ 1,000 บาท” ว่า หากรัฐบาลตัดงบประมาณส่วนนี้ทันที ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกและเสถียรภาพของเกษตรกร

นายจตุรงค์ จันมา รองประธานแปลงใหญ่ประเทศด้านข้าว

นายจตุรงค์มองว่า เงินไร่ละ 1,000 บาทไม่ได้เป็นเพียงเงินช่วยเหลือ แต่ยังทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้ามาแจ้งข้อมูลและขึ้นทะเบียนเกษตรกรในแต่ละปี หากยกเลิกโดยไม่มีมาตรการรองรับ อาจทำให้เกษตรกรบางส่วนไม่เห็นความสำคัญของการขึ้นทะเบียน ซึ่งจะกระทบต่อระบบข้อมูลภาคการเกษตรในระยะยาว ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตข้าวยังอยู่ในระดับสูง ทั้งค่าแรง ค่าเครื่องจักร ค่าไถนา และค่าจ้างเก็บเกี่ยว ทำให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวมีความสำคัญในฐานะเงินที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนและทำให้เกษตรกรสามารถเดินหน้าฤดูการผลิตต่อไปได้

เสนอโมเดล “60/40” เปลี่ยนเงินแจกเป็นทุนกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม นายจตุรงค์ไม่ได้เสนอให้รัฐบาลคงรูปแบบการจ่ายเงินเดิมตลอดไป แต่เห็นว่าควรใช้แนวทาง “ค่อย ๆ ปรับ ไม่ใช่ตัดทันที” โดยเสนอโมเดล 60/40 เพื่อเปลี่ยนเงินช่วยเหลือบางส่วนให้กลายเป็นเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่มเกษตรกร แนวทางดังกล่าวอาจลดเงินจ่ายขาดจากเดิมไร่ละ 1,000 บาท เหลือ 500 หรือ 300 บาท ขณะที่เงินส่วนที่เหลือประมาณ 40% นำไปสมทบเป็นกองทุนของกลุ่มเกษตรกร องค์กรแปลงใหญ่ หรือศูนย์ข้าวชุมชน

"เงินกองทุน" ดังกล่าวสามารถนำไปใช้บริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรภายในกลุ่ม ทั้งการไถ เตรียมดิน และเก็บเกี่ยว เพื่อให้สมาชิกได้รับบริการในราคาที่ต่ำลง โดยอาจช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ ไร่ละ 300-400 บาท เงินส่วนนี้ควรค่อย ๆ เปลี่ยนจากเงินช่วยเหลือไปสู่เงินทุนของกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการลดต้นทุนและพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต

“ข้าวคาร์บอนต่ำ” ดีอนาคต แต่ยังไม่แก้โจทย์ต้นทุนวันนี้

ส่วนแนวทางส่งเสริม ข้าวคาร์บอนต่ำ หรือข้าวประณีต นายจตุรงค์เห็นว่า เป็นทิศทางที่ดีสำหรับการยกระดับคุณภาพข้าวและเพิ่มโอกาสทางการตลาด โดยเฉพาะการปรับระบบการทำนาเป็นแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในอนาคต แต่ในระยะสั้นยังไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่เกษตรกรรายย่อยกำลังเผชิญ

โดยเฉพาะ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ดังนั้น รัฐบาลควรเดินหน้า 2 แนวทางควบคู่กัน ทั้งการยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง และการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะการดึงเกษตรกรรายย่อยที่อยู่นอกระบบแปลงใหญ่เข้ามารวมกลุ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างประสิทธิภาพในการใช้เครื่องจักรและปัจจัยการผลิต

จี้กระทรวงเกษตรฯ หยุดเลื่อน เร่งเคาะคำตอบชาวนา

นายจตุรงค์ฝากถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงคณะอนุกรรมการฯ ว่า ไม่ควรปล่อยให้การประชุมและการพิจารณาเรื่องดังกล่าวถูกเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเกษตรกรทั่วประเทศกำลังรอคำตอบที่ชัดเจนจากภาครัฐ การผลัดวันประกันพรุ่งไม่เพียงสร้างความกังวลให้เกษตรกร แต่ยังทำให้การวางแผนเพาะปลูกและการบริหารจัดการต้นทุนทำได้ยากขึ้น จึงควรเปิดโต๊ะเจรจากับตัวแทนเกษตรกรโดยตรง และเร่งหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

“รัฐบาลต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยใช้กลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้มแข็งเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับกลุ่มที่ยังอ่อนแอ เพื่อให้การบริหารจัดการเครื่องจักรและงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสมาชิกไม่ทิ้งกลุ่ม”

ทั้งนี้ การหารือวันนี้ (17 ส.ค.69) จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลและฝ่ายเกษตรกรจะหาจุดร่วมเรื่อง “ไร่ละ 1,000 บาท” ได้หรือไม่ และท้ายที่สุดมาตรการช่วยเหลือชาวนาจะเดินหน้าต่อในรูปแบบเดิม ปรับเป็นโมเดลกองทุน หรือถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเป็นบทสรุปสำคัญต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...