คำพูดสุดท้าย “เบ็ตตี ออง” แอร์โฮสเตสฮีโร่ ผู้โทรแจ้งเหตุจี้เครื่องบิน 9/11
ย้อนนาทีชีวิต เบ็ตตี ออง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบิน 11 ผู้โทรแจ้งเหตุจี้เครื่องบินเป็นคนแรก ก่อนทิ้งคำพูดสุดท้าย ก่อนเหตุโศกนาฏกรรม 9/11
เนื่องในวาระครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ไทยเกอร์ขอย้อนสดุดีความกล้าหาญ “เบ็ตตี แอน ออง” (Betty Ann Ong) พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบิน 11 ในฐานะหนึ่งในบุคคลแรกที่ส่งสัญญาณเตือนจากบนเครื่องบินว่า สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญเหตุจี้อากาศยาน
เที่ยวบิน 11 ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติโลแกน เมืองบอสตัน มุ่งหน้าไปยังนครลอสแอนเจลิส เมื่อเช้าวันที่ 11 กันยายน 2001 แต่ถูกสมาชิกกลุ่มอัลกออิดะห์จี้ระหว่างทาง ก่อนนำเครื่องพุ่งชนอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ฝั่งเหนือในนครนิวยอร์ก เมื่อเวลา 08.46 น. ตามเวลาท้องถิ่น
เบ็ตตีซึ่งมีประสบการณ์ทำงานกับอเมริกันแอร์ไลน์มา 14 ปี อยู่บริเวณด้านหลังของห้องโดยสารขณะเกิดเหตุ เธอโทรศัพท์ไปยังศูนย์สำรองที่นั่งของสายการบินในรัฐนอร์ทแคโรไลนาเมื่อเวลา 08.19 น. พร้อมแจ้งหมายเลขประจำตำแหน่งและข้อมูลเบื้องต้นว่า ห้องนักบินไม่ตอบสนอง มีผู้ถูกแทงในชั้นธุรกิจ ผู้โดยสารกับลูกเรือบางส่วนหายใจไม่ออกจากสารที่คาดว่าเป็นสเปรย์พริกไทย ก่อนกล่าวว่า “ฉันคิดว่าเรากำลังถูกจี้”
รายงานเหตุฉุกเฉินด้วยความสงบ
ผู้รับสายคนแรกคือ วาเนสซา มินเตอร์ เจ้าหน้าที่สำรองที่นั่ง ก่อนโอนสายให้ นีเดีย กอนซาเลซ หัวหน้างาน และเชื่อมต่อข้อมูลไปยัง เครก มาร์ควิส ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของอเมริกันแอร์ไลน์
แม้กำลังเผชิญสถานการณ์รุนแรง เบ็ตตียังคงรายงานข้อมูลอย่างเป็นลำดับ เธอแจ้งว่าพนักงานต้อนรับในตำแหน่งหมายเลข 1 กับหัวหน้าลูกเรือถูกแทง อีกทั้งยังให้รายละเอียดตำแหน่งที่นั่งของผู้ต้องสงสัย ซึ่งภายหลังมีส่วนช่วยให้เจ้าหน้าที่ระบุตัวผู้ก่อเหตุบนเที่ยวบินได้
เมื่อศูนย์ภาคพื้นดินถามว่าใครอยู่ในห้องนักบิน เบ็ตตีตอบว่าไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เนื่องจากประตูไม่เปิดและไม่มีการตอบรับจากด้านใน บันทึกของคณะกรรมาธิการ 9/11 ระบุว่า เธอสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินอย่างสงบและเป็นมืออาชีพตลอดการโทรฉุกเฉินประมาณ 25 นาที
พิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานแห่งชาติ 9/11 ระบุว่า เบ็ตตีอยู่ในสายประมาณ 23 นาที เพื่อถ่ายทอดข้อมูลจากเพื่อนร่วมงาน จนกระทั่งเที่ยวบิน 11 พุ่งชนอาคารฝั่งเหนือ
คำพูดสุดท้าย “ช่วยภาวนาให้พวกเราด้วย”
มูลนิธิเบ็ตตี แอน ออง บันทึกว่า คำพูดสุดท้ายของเธอที่ส่งถึงเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินคือ “Pray for us” หรือ “ช่วยภาวนาให้พวกเราด้วย” ก่อนการติดต่อขาดหายไป เธอเสียชีวิตพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือคนอื่น ๆ ขณะมีอายุ 45 ปี
การโทรของเบ็ตตีทำให้อเมริกันแอร์ไลน์ได้รับข้อมูลโดยตรงจากภายในเที่ยวบิน 11 และยืนยันได้ว่าเกิดเหตุจี้เครื่องบินจริง ข้อมูลจากเธอยังเป็นหลักฐานสำคัญที่เจ้าหน้าที่สอบสวนใช้ประกอบการสร้างลำดับเหตุการณ์บนเครื่องบินในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม คำสั่งควบคุมการบินทั่วประเทศไม่ได้เกิดจากการโทรของเบ็ตตีเพียงเหตุการณ์เดียว รายงานคณะกรรมาธิการ 9/11 ระบุว่า ศูนย์บัญชาการของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA สั่งห้ามเที่ยวบินขึ้นทั่วประเทศเมื่อเวลา 09.25 น. หลังหน่วยงานต่าง ๆ เริ่มทราบว่ามีเครื่องบินถูกจี้หลายลำ
ต่อมาเวลา 09.42 น. เบน สไลนีย์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการแห่งชาติของ FAA สั่งให้เครื่องบินพาณิชย์ทุกลำที่ยังอยู่บนน่านฟ้าสหรัฐฯ ลงจอดยังสนามบินที่ใกล้ที่สุด นับเป็นการดำเนินการในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การบินของประเทศ
จากพนักงานต้อนรับสู่ฮีโร่แห่งชาติ
เบ็ตตีเกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1956 ที่นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เธอเป็นลูกคนเล็กจากพี่น้องสี่คน และเป็นที่จดจำจากความเอาใจใส่ต่อผู้โดยสาร โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ
หลังการเสียชีวิต ครอบครัวได้ก่อตั้งมูลนิธิเบ็ตตี แอน ออง เพื่อสานต่องานช่วยเหลือสังคม มุ่งส่งเสริมสุขภาพกายและใจของเยาวชนกับผู้สูงอายุ ผ่านกิจกรรมด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการสร้างความสัมพันธ์ภายในชุมชน
แม้เบ็ตตีไม่อาจช่วยเที่ยวบิน 11 ให้รอดพ้นจากโศกนาฏกรรม แต่ความกล้าหาญและสติของเธอทำให้โลกได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในเครื่องบิน ข้อมูลทุกประโยคที่เธอส่งมายังภาคพื้นดินกลายเป็นส่วนสำคัญของหลักฐานเกี่ยวกับเหตุวินาศกรรม 9/11 และทำให้ชื่อของเธอได้รับการจดจำในฐานะวีรสตรีแห่งวงการการบิน
แหล่งอ้างอิง