สสส. จับมือภาคี ผุดมาตรการ 3 ด่าน "ครอบครัว-โรงเรียน-ชุมชน" สแกนกลุ่มเสี่ยง ยับยั้งวิกฤตความรุนแรงในเด็ก
">
สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็กและครอบครัว จัดเสวนาใหญ่ ชูแนวทางป้องกันความรุนแรง 3 ด่าน “ครอบครัว-โรงเรียน-ชุมชน” พร้อมชง 3 ข้อเสนอนโยบายถึงรัฐบาล เร่งคุมเข้มภัยไซเบอร์ เพิ่มจิตวิทยาโรงเรียน และเสริมพลังท้องถิ่น หวังหยุดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยในสังคมไทย
วันที่ 18 ส.ค.2569 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็ก เยาวชน และครอบครัว จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อย่ารอให้เกิดเหตุ : เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง” ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ เพื่อร่วมเสนอแนวทางป้องกันและออกแบบระบบช่วยเหลือความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า วิกฤตความรุนแรงในเด็กและเยาวชนเป็น "วิกฤตซ่อนเร้น" ที่ไม่สามารถแก้แบบแยกส่วนได้ แต่ต้องใช้นิเวศร่วมกัน โดย สสส. มีเครือข่ายทำงานกระจายใน 200 ตำบล 24 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมนวัตกรรมและชุดองค์ความรู้ 146 ชิ้น ด้านสุขภาพจิตและการคัดกรองความเสี่ยงที่พร้อมนำไปปรับใช้จริง (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ happychild.thaihealth.or.th)
พร้อมกันนี้ สสส. และภาคีเครือข่ายได้เสนอ มาตรการสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัย 3 ด่าน 1.ด่านครอบครัว: ส่งเสริมการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้าน สังเกตสัญญาณเสี่ยง และรับมือเมื่อลูกถูกกลั่นแกล้ง 2.ด่านโรงเรียน จัดกิจกรรม Homeroom เชิงรุกเพื่อคัดกรองนักเรียน จัดตั้งทีมครูและนักจิตวิทยา มีช่องทางแจ้งเหตุลับ ใช้การไกล่เกลี่ยแทนการลงโทษ และฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุวิกฤต 3.ด่านชุมชน สร้างกลไกเฝ้าระวังภายใต้แนวคิด “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” พร้อมสนับสนุนพื้นที่เล่น กีฬา ศิลปะ และดนตรีในวันหยุดและหลังเลิกเรียน
นอกจากนี้ สสส. ยังได้เสนอนโยบาย 3 มิติ ต่อรัฐบาล ได้แก่ การบรรจุหลักสูตรฝึกซ้อมเผชิญเหตุและเพิ่มนักจิตวิทยาในโรงเรียน, การออกกฎหมายควบคุมสื่อโซเชียลมีเดีย พร้อมระบบแจ้งเหตุด่วน (Fast Track) บนแพลตฟอร์มออนไลน์, และ การเสริมศักยภาพองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) เพื่อสร้างพื้นที่พัฒนาการเด็กอย่างเท่าเทียม
ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ เปรียบเทียบเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาเหมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่มีปัญหาสุขภาพจิต การติดเกม บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติดซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ จึงจำเป็นต้องฟื้นฟูระบบดูแลช่วยเหลือเชิงรุกและสร้างระบบส่งต่อผู้เชี่ยวชาญทันทีก่อนสายเกินไป
สอดคล้องกับ นายฉัตร คำแสง หัวหน้าศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ที่ระบุว่า จากรายงานผลสำรวจปี 2568 พบว่าเด็กไทยมีระดับความเครียดเรื่องการศึกษา การทำงาน และความสัมพันธ์ในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2566 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งความเครียดสะสมและการรู้สึกโดดเดี่ยวคือสาเหตุสำคัญของโศกนาฏกรรมความรุนแรง
ขณะที่ น.ส.ประสพสุข โบราณมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก เน้นย้ำถึงการใช้ “การเล่นอิสระและพื้นที่สร้างสรรค์” เข้ามาช่วยเยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กและครอบครัวหลังจากเผชิญวิกฤตความรุนแรง เพื่อให้สามารถก้าวผ่านความสะเทือนใจและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วที่สุด (ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลได้ที่ www.letsplaymore.org)