โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มรดกโลก : เพื่อปกป้องและรักษา

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล

ดูข่าวคนรวย ๆ แย่งมรดกกันแล้ว ก็ให้มานึกถึง “มรดกโลก” ว่าขออย่าให้มีการแย่งชิงมรดกระหว่างชาติต่าง ๆ เลย เพราะมรดกโลกนั้นคือมรดกร่วมกันของมนุษยชาติทุกชาติ

ในพจนานุกรมให้ความหมายของ “มรดก” ไว้ว่า “สิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้และส่งต่อให้คนรุ่นหลังรับผิดชอบดูแลต่อไป” แต่ก่อนเราก็จะรู้จักกันแค่มรดกที่พ่อแม่สร้างหรือหาไว้ให้ แต่สำหรับคำว่า “มรดกโลก” น่าจะมาคุ้น ๆ กันเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพราะมีการตีข่าวกันมากถึงบรรยากาศของการเฉลิมฉลองเพื่อต้อนรับการได้มาซึ่งความเป็นมรดกโลกของสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้รับการยกย่องนั้น อย่างล่าสุดที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เป็นมรดกโลกแห่งหนึ่ง ใน พ.ศ. 2569 ที่คนไทยก็ร่วมกันแสดงความยินดีอย่างเอิกเกริก และมีการจัดงานเฉลิมฉลองที่จังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างมโหฬาร

กระบวนการที่จะเสนอชื่อสถานที่ใดให้ได้รับการคัดเลือกเป็นมรดกโลกนั้นมีกฎเกณฑ์และรายละเอียดค่อนข้างละเอียด ซับซ้อน และยุ่งยากพอควร ยิ่งในสมัยนี้มีปัญหาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศของบางประเทศด้วยแล้ว อย่างเช่น ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่แม้แต่ของกินหรือเครื่องแต่งกาย ก็โวยวายเถียงกันอุตลุด ก็ยิ่งทำให้วุ่นวายปวดหัว จนถึงน่ากลัวว่าจะเอามาเป็นเหตุสู้รบกันอีก ดีที่ว่ายูเนสโกเขาไม่ได้ให้ความสนใจอะไร และเท่าที่ทราบเขาก็ไม่รับพิจารณาเรื่องกระจุบกระจิบอะไรอย่างนี้ หรือบางทีก็ต้องให้เลิกทะเลาะกันก่อน แล้วก็ค่อยมาว่ากันอีกที

ถ้าท่านทั้งหลายจำประวัติศาสตร์โลกได้ คงจะทราบว่าโลกเรามีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นสงครามใหญ่ ๆ มาแล้ว 2 ครั้ง คือสงครามโลกครั้งที่ 1 กับสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง ผลของสงครามโลกทั้งสองครั้งนั้นทำให้มีการแย่งชิงดินแดนต่าง ๆ ที่ประเทศตะวันตกเคยยึดครองไว้ ระหว่างชาติที่ชนะสงครามเหล่านั้น บ้างก็แบ่งกันได้ด้วยดี บ้างก็ตกลงกันไม่ได้ บ้างก็ปล่อยให้เจ้าของดินแดนเดิมเอาไปปกครองกันเองต่อไป บ้างก็ยังมีประเทศเจ้าอาณานิคมนั้นหวงไว้ไม่ยอมปล่อย

การแย่งชิงเหล่านั้นยังรวมถึงการแย่งชิงจนถึงขั้นเอาทรัพย์สินของมีค่าต่าง ๆ อย่างในประเทศอียิปต์ แต่แรกประเทศเจ้าอาณานิคมเดิม คืออังกฤษ ได้ขนทรัพย์สินของอียิปต์ไปไว้ที่ลอนดอนเป็นจำนวนมาก ที่ขนเอาไปไม่ได้ก็มีมาก โดยเฉพาะตามพีระมิดและโบราณสถานต่าง ๆ ก็มีชาวบ้านหรือคนอียิปต์นั่นแหละไปขโมยขุดค้น แล้วเอาไปขายให้กับผู้สั่งซื้อหรือตลาดต่าง ๆ จนโบราณสถานเหล่านั้นพังเละเทะ อีกทั้งในช่วง ค.ศ. 1960 ที่มีโครงการก่อสร้างเขื่อนอัสวานบนแม่น้ำไนล์ ก็มีความเป็นห่วงว่าระดับน้ำในเขื่อนจะต้องท่วมโบราณสถานต่าง ๆ หลายแห่ง จึงมีคนช่วยกันคิดว่าจะปกป้องและรักษาโบราณสถานเหล่านั้นอย่างไรดี จนมีผู้เสนอประเด็นนี้เข้าสู่ที่ประชุมของสหประชาชาติ โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization = UNESCO) กระทั่งในปี ค.ศ. 1972 ชาติต่าง ๆ จึงได้ตกลงกันเขียนเป็นอนุสัญญา ชื่อว่า “อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ (World Heritage Convention)” เพื่อให้คุ้มครองสถานที่ที่อยู่ในอันตรายเหล่านั้น

กลุ่มโบราณสถานในอียิปต์จึงเป็นสถานที่แรกที่ได้รับ “การขึ้นทะเบียน” (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Inscription) ขึ้นเป็น “มรดกโลก” ต่อมาถ้าสถานที่ใดมีสภาพหรืออยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายแบบนั้น ยูเนสโกก็จะเข้าไปจัดให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเสียเลย แต่ต่อมาก็มีรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ เสนอขอให้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ตลอดจนสถานที่ “แปลก ๆ” เช่น ป่าเขา แม่น้ำ ฯลฯ เข้ามาเรื่อย ๆ จนยูเนสโกต้องขยายกฎเกณฑ์ขึ้นอีกหลายข้อเพื่อรองรับและไม่ให้มีการขอเข้ามาพร่ำเพรื่อ แต่กระนั้นก็ยังมีผู้เสนอสิ่งอื่น ๆ เข้ามาอีก เช่น สิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรม การประดิษฐ์คิดค้น จนถึงข้าวปลาอาหาร ฯลฯ จนยูเนสโกก็ปรับกฎเกณฑ์ตามให้ยืดหยุ่นและกว้างขวางขึ้น แต่หลักเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดที่จะต้องมีนั้น ก็คือข้อที่ว่าด้วยต้องเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง และมีการสร้างสรรค์ที่ทรงคุณค่าร่วมกันของมนุษยชาติอีกอย่างหนึ่ง

ผู้เขียนขออนุญาตที่จะไม่กล่าวถึงสถานที่และสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับการยกย่อง “ขึ้นทะเบียน” เป็นมรดกโลกว่ามีอยู่ที่ใดหรือมีอะไรบ้าง แต่ที่เขียนเล่าประวัติมาพอสังเขปนี้ก็เพื่อจะให้พวกเรา โดยเฉพาะคนที่ยังจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป คือลูกหลานของเรานั่น ได้รู้สักเล็กน้อยว่า มรดกไม่ว่าจะเป็นมรดกของพ่อแม่หรือของโลก ก็เป็นสิ่งที่ได้รับการสร้างสรรค์มาด้วยความยากลำบาก ด้วยสติปัญญาและความฝ่าฟันพยายามต่าง ๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรจะช่วยกันดูแลรักษา ที่สำคัญอย่าไปทำลายหรือทำให้เกิดความเสียหาย อย่างหนึ่งก็คือเพื่อรักษา “หน้าตา” ถ้าเป็นวงศ์ตระกูล หรือมรดกของพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา ก็คือความดีงามของวงศ์ตระกูล อย่างที่เรียกว่า “เกียรติยศศักดิ์ศรีแห่งวงศ์ตระกูล” หรือถ้าเป็นระดับชาติ คือมรดกโลกในประเทศ ก็คือ “เกียรติภูมิและความภาคภูมิใจของคนในชาติ” ที่ควรรักษาให้นานาชาติได้จดจำไปตลอดกาลนั้นด้วย

ขออนุญาตเขียนถึงอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งดี ๆ ของชาติ นั่นก็คือการยกย่องบุคคลให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ที่มียูเนสโกเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งโดยส่วนตัวของผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องที่คนในชาตินั้นควรจะภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน

ผู้เขียนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเสนอชื่อ “ศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” ให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ที่เริ่มต้นใน พ.ศ. 2550 จนกระทั่งมีการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการในที่ประชุมของยูเนสโกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นวาระที่ครบรอบชาตกาล 100 ปีของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในปีนั้น ซึ่งก็เป็นไปด้วย “ความประณีต” คือละเอียดและสวยงาม ที่น่าจะต้องเอามาเล่าให้ลูกหลานคนไทยของเราได้รับรู้ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจกับความเป็นไทย ในเรื่องที่เราก็มี “คนดี ๆ” ที่ควรค่าแก่การจดจำร่วมกันนั้นตลอดไป

ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมความเอาการเอางานของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรม ที่เป็นผู้จัดการในทุกขั้นตอน เริ่มจากการเสนอชื่อ ซึ่งในกรณีของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ คณะกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (พระนามและพระราชอิสริยยศในครั้งนั้น) ที่มีผู้เขียนเป็นกรรมการมูลนิธิฯ อยู่ด้วยคนหนึ่ง ได้เสนอชื่อของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปยังกระทรวงวัฒนธรรม โดยศาสตราจารย์ พันเอกหญิง คุณนิออน สนิทวงศ์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นผู้จัดทำรายละเอียดในประวัติและข้อมูลต่าง ๆ ที่จะนำเสนอให้ยูเนสโกพิจารณา ทั้งนี้ตามระเบียบในกระบวนการเสนอชื่อ จะต้องเสนอเข้าไปล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 ปี เมื่อถึงคราวพิจารณาที่วาระของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เข้าสู่ที่ประชุมของยูเนสโกเพื่อตัดสิน ตัวแทนประเทศไทย คือท่านปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จะต้องเป็นผู้เข้าร่วมประชุมด้วย อนึ่งใน พ.ศ. 2554 ที่ยูเนสโกได้ตัดสินและประกาศให้ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นบุคคลสำคัญของโลกนั้น ก็ยังมีคนไทยอีกท่านหนึ่งที่ได้รับเกียรติอันสูงส่งจากยูเนสโก ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกร่วมด้วย คือครูเอื้อ สุนทรสนาน ที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม “สุนทราภรณ์” นั่นเอง

สหประชาชาติอาจจะเป็นองค์กรที่ไม่ค่อยได้ความเท่าไหร่ โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในหลาย ๆ ภูมิภาคของโลก (อย่างที่สำนวนไทยเรียกว่า “เสือกระดาษ” คือไม่มีอะไรน่าเกรงขามหรือน่าเชื่อถือ) แต่ก็ยังมียูเนสโกที่มากู้หน้ากู้ตา นำเอาสิ่งดี ๆ งาม ๆ ในโลก ทั้งสถานที่และบุคคลต่าง ๆ มายกย่องเชิดชู แม้จะมีเจตนาเบื้องต้นเพื่อให้คนรุ่นหลัง ๆ ได้จดจำและช่วยกันพิทักษ์รักษาให้ยั่งยืน แต่ผลทางอ้อมนั้นก็คือการสร้างสังคมที่เชิดชูความดีงาม และพิทักษ์รักษาความดีงามนั้นให้ยั่งยืนตราบนานเท่านาน

ที่สุด “ต้นสันติภาพ” ที่มนุษยชาติแสวงหา ก็จะถูกปลูกขึ้นในจิตใจของผู้คน หยั่งรากลึก ลำต้น กิ่งก้าน และใบก็เติบโต ออกดอก ออกผล เบ่งบานขึ้นในจิตใจของผู้คน ให้อยู่ในความดีความงามนั้นตลอดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...