โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอ็ดดี้’ ร้องนายกฯ ช่วย ‘อ.ป้อม’ ด้วย

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 สิงหาคม 2569 เวลา 17.22 น. • เผยแพร่ 53 นาทีที่แล้ว

25 ส.ค.2569- นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์จดหมายเปิดผนึก

กราบเรียน…

นายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

และนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่


เมื่อ “สิทธิในการร้องเรียน” กลายเป็นเครื่องมือกดดันคนทั้งระบบ

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

ผมติดตามเรื่องของ รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง หรือ “อ.ป้อม” มาระยะหนึ่ง และยิ่งติดตาม ผมยิ่งเห็นว่าประเด็นนี้กำลังเลยจากข้อพิพาททางวิชาการธรรมดา ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก

คำถามคือ

“คนหนึ่งคนมีสิทธิร้องเรียนได้แค่ไหน และสิทธินั้นมีขอบเขตหรือไม่?”

ตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา รศ.อัศวิณีย์ไม่ได้หลบหนีการตรวจสอบ

ตรงกันข้าม เธอยินยอมให้ทั้งคณะและมหาวิทยาลัยตั้งกรรมการตรวจสอบ ให้ข้อมูล ให้เอกสาร และเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

กระบวนการนั้นไม่ได้มีคนคนเดียวเป็นผู้ตัดสิน

มีคณะกรรมการซึ่งมหาวิทยาลัยแต่งตั้ง มีผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ มีการสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่า 10 คน และมีพยานเอกสารจำนวนมาก

จากนั้นคณะกรรมการจึงมีข้อสรุปออกมา หลังใช้เวลาตรวจสอบเป็นเวลานาน

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่ผมคิดว่าน่าสนใจในเชิง “เกมอำนาจ”

เมื่อผลการสอบสวนไม่เป็นไปตามที่ผู้ร้องต้องการ เรื่องไม่ได้จบลงที่การใช้สิทธิโต้แย้งตามกระบวนการเท่านั้น แต่กลับมีการยกระดับเรื่องขึ้นไปยังหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง มีการออกสื่อ มีการนำเรื่องเข้าสู่พื้นที่การเมือง และมีความพยายามทำให้ข้อกล่าวหาเดิมกลับมาเป็นประเด็นสาธารณะซ้ำอีกครั้ง

แน่นอน ผู้ร้องมีสิทธิไม่เห็นด้วยกับผลสอบ

มีสิทธิร้องเรียนต่อหน่วยงานที่สูงกว่า

มีสิทธิขอให้ตรวจสอบกระบวนการ

แต่ผมคิดว่าสังคมต้องเริ่มถามคำถามอีกด้านหนึ่งด้วยว่า

ถ้ามีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสอบพยานจำนวนมาก ตรวจเอกสารจำนวนมหาศาล ใช้เวลาพิจารณาเกือบ 2 ปี แล้วผลออกมาไม่ตรงกับความต้องการของผู้ร้อง

เราจะถือว่าคณะกรรมการทั้งหมด “ผิด” เพียงเพราะผู้ร้องคนเดียวไม่ยอมรับผลหรือ?

และถ้าทุกครั้งที่กรรมการมีคำวินิจฉัยไม่ตรงใจผู้ร้อง กรรมการเหล่านั้นต้องเผชิญการร้องเรียน การฟ้องร้อง หรือแรงกดดันตามมา

ต่อไปใครจะกล้ามาเป็นกรรมการสอบสวน?

นี่คือจุดที่คำว่า “สิทธิ” ต้องถูกพิจารณาควบคู่กับคำว่า “ความรับผิดชอบ”

เพราะสิทธิในการร้องเรียนเป็นหลักประกันสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

แต่สิทธิในการร้องเรียนไม่ควรหมายถึงสิทธิที่จะบังคับให้ทุกองค์กรต้องตัดสินตามที่ผู้ร้องต้องการ

และไม่ควรหมายถึงสิทธิที่จะเปิดกระบวนการใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้คำตอบที่ตัวเองพอใจ

มิฉะนั้น เราจะไม่ได้มี “ระบบตรวจสอบ”

แต่จะกลายเป็นระบบที่ใครมีเสียงดังพอ มีเครือข่ายมากพอ มีพื้นที่สื่อมากพอ หรือมีอำนาจทางการเมืองมากพอ สามารถลากบุคคลหนึ่งเข้าสู่กระบวนการสอบสวนได้ไม่รู้จบ

ผมจึงไม่ได้ถามว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องหรือไม่

มีครับ

แต่ผมกำลังถามว่า

“สิทธินั้นมีขอบเขตตรงไหน?”

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ

หากคณะกรรมการซึ่งมหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว กลับต้องถูกกดดันเพียงเพราะผลไม่เป็นที่พอใจของผู้ร้อง

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะยืนอยู่ข้างกระบวนการที่ตัวเองสร้างขึ้นหรือไม่?

จะปกป้องกรรมการที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้แต่งตั้งหรือไม่?

และจะปกป้องบุคลากรของตัวเองจากการถูกนำข้อกล่าวหาเดิมกลับมาใช้ซ้ำอย่างไม่มีที่สิ้นสุดหรือไม่?

นี่ไม่ใช่การปกป้อง รศ.อัศวิณีย์ โดยไม่ตรวจสอบ

ตรงกันข้าม เธอถูกตรวจสอบไปแล้วอย่างหนัก

แต่สิ่งที่ผมกำลังปกป้องคือหลักการว่า

“เมื่อเปิดให้ตรวจสอบ ก็ต้องเคารพกระบวนการตรวจสอบด้วย”

เพราะถ้าคนร้องเรียนมีสิทธิไม่ยอมรับผลทุกครั้งที่แพ้ และสามารถลากเรื่องไปได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะได้คำตอบที่ตัวเองต้องการ

วันหนึ่งสิ่งที่เราสูญเสียไปจะไม่ใช่เพียงความยุติธรรมของคนคนหนึ่ง

แต่คือความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ

และเมื่อถึงวันนั้น คำว่า “สิทธิ” อาจไม่ได้เป็นเครื่องมือปกป้องคนจากอำนาจอีกต่อไป

แต่มันอาจถูกกลับด้าน

กลายเป็นเครื่องมือของคนที่มีอำนาจทางสังคม การเมือง และสื่อ ใช้กดดันคนที่ไม่มีเครื่องมือเหล่านั้นเสียเอง

นี่ต่างหากที่ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระทรวง อว. และสังคมไทยควรจับตาให้ดี

เพราะเส้นแบ่งระหว่าง “การใช้สิทธิ” กับ “การใช้อิทธิพลผ่านสิทธิ”

บางครั้งบางกว่าที่เราคิด


ใครช่วยให้ความยุติธรรมกับ อ.ป้อมได้ ฝากด้วยครับ เพราะกรณีของ อ.ป้อม จะเป็นตัวอย่างให้คนที่ตั้งใจเป็นคนดี ทำความดี และรักษาหน้าที่เท่าชีวิต ว่าจะได้รับการปกป้องและได้รับความยุติธรรมหรือไม่?

หากสุดท้ายคำตอบคือ ”ไม่“

มันจะเป็นตัวอย่างให้คนทั่วประเทศที่จะไม่เหลือใครกล้าเผชิญหน้ากับคนที่ทำไม่ถูกต้องและความไม่ถูกต้อง

คงจะจินตนาการออกว่า สังคมไทยจะเป็นอย่างไรเมื่ออันธพาลครองเมือง แล้วไม่เหลือใครกล้าต่อกร.

Screenshot
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...