‘2 เจ๊ 1 มาดาม’ เปิดสูตรสร้างตัว หมูทอด-ค้าปลีก-ยุทโธปกรณ์
3 นักธุรกิจหญิงแถวหน้าของไทย ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตและแนวคิดการสร้างธุรกิจ บนเวที “Shine Together เปิดมุมมองใหม่ สามตำนานสู้ชีวิต กับ 2 เจ๊ 1 มาดาม” จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับ เดอะมอลล์ ภายในงาน Sunflower Social Club ณ M Grand Hall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยสะท้อนบทเรียนสำคัญตั้งแต่การล้มละลาย การสร้างกิจการจากศูนย์ ไปจนถึงการบริหารธุรกิจระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
“เจ๊จง” จากคนเป็นหนี้ สู่เจ้าของร้านหมูทอด 29 สาขา
จงใจ กิจแสวง หรือ “เจ๊จง” เจ้าของร้านหมูทอดเจ๊จง เล่าย้อนถึงช่วงชีวิตที่เคยเป็นหนี้เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ครอบครัวแตกแยก และเติบโตมาในชุมชนแออัด ทำให้ตั้งใจว่าจะไม่หนีปัญหา แต่เลือกสู้เพื่อปลดหนี้และส่งลูกเรียนหนังสือ
เจ๊จงเล่าว่า เคยขายสินค้าหลายอย่าง ก่อนจะเริ่มทอดหมูขายจากหมูเพียง 8 กิโลกรัมในช่วงบ่าย หลังจากขายข้าวแกงบุฟเฟต์เสร็จ จนสามารถสร้างรายได้และขยายกิจการ ปัจจุบันมีร้านหมูทอดเจ๊จง 29 สาขา โดยยังยืนยันทำธุรกิจในรูปแบบครอบครัวและไม่ขายแฟรนไชส์
สำหรับการเลี้ยงลูก เจ๊จงมองว่าสิ่งสำคัญคือ “ต้องไม่สร้างปัญหาให้สังคม และช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ทำได้”
“เจ๊เล้ง” ยุคค้าปลีกเปลี่ยน ต้องให้เงินทำงาน
อารยา ลาภวิชย์สิทธิ์ หรือ “เจ๊เล้ง พลาซ่า” เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ธุรกิจค้าปลีกแบบเดิมแข่งขันได้ยาก จึงปรับตัวสู่การขายออนไลน์มากขึ้น พร้อมลดต้นทุนและลดจำนวนพนักงาน เพื่อให้ธุรกิจมีกำไรมากขึ้น
ปัจจุบันธุรกิจสร้างยอดขายระดับ 8-9 หลักต่อเดือน และขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยย้ำหลักการลงทุนว่า “ลงทุน 70% เก็บเงินสด 30%” เพื่อรักษาสภาพคล่อง
เจ๊เล้งยังเล่าถึงการลงทุนสร้างอพาร์ตเมนต์ 2 เฟสแรกที่สามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี และไม่เคยมีห้องว่าง ปัจจุบันกำลังลงทุนเฟส 3 มูลค่า 1,900 ล้านบาท บนพื้นที่ 20 ไร่ จำนวน 1,530 ห้อง โดยไม่เคยกู้เงินจากสถาบันการเงิน
เธอเชื่อว่า การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่ แต่ควรเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ แล้วค่อยเติบโตอย่างมั่นคง
ด้านการเลี้ยงลูก แม้จะไม่มีเวลามาก แต่ให้ความสำคัญกับการศึกษาที่ดีที่สุด ส่งลูกเรียนต่างประเทศทุกคน พร้อมฝึกให้บริหารเงินด้วยตัวเอง หากใช้เงินหมดจะไม่ให้เพิ่ม เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน
“มาดามรถถัง” ผู้หญิงไทยที่ขายยุทโธปกรณ์ให้ 47 กองทัพทั่วโลก
นพรัตน์ กุลหิรัญ หรือ “มาดามรถถัง” ผู้บริหารธุรกิจผลิตและซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจด้านการซ่อมรถทหารมาตั้งแต่ปี 2511 ก่อนต่อยอดสู่การออกแบบและผลิตชิ้นส่วน รวมถึงรถเกราะล้อยางและอุปกรณ์ทางทหารส่งออก
ปัจจุบันโรงงานตั้งอยู่ที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี บนพื้นที่กว่า 150 ไร่ มีพนักงาน 500-1,000 คน และสามารถส่งออกล้อรถถังไปยังกองทัพ 47 ประเทศ รวมถึงผลิตรถเกราะล้อยาง 8x8 รถพยาบาลหุ้มเกราะ และยุทโธปกรณ์ให้กองทัพไทย มาเลเซีย ภูฏาน และภารกิจขององค์การสหประชาชาติ (UN)
มาดามรถถังถ่ายทอดประสบการณ์ โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ผ่านไปได้อย่างยากลำบากว่า ในการเจรจาการค้ากับประเทศมุสลิม เคยต้องเผชิญข้อจำกัดด้านวัฒนธรรม เนื่องจากหลายประเทศไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าพื้นที่ทางทหาร จึงต้องปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับธรรมเนียมของแต่ละประเทศ
เธอมองว่า ธุรกิจที่มั่นคงต้องมี 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- มีเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของตัวเอง
- มีบุคลากรและเครื่องจักรที่มีคุณภาพ
- ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการและสามารถขายได้จริง
พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของธุรกิจไม่ใช่รายรับหรือรายจ่าย แต่คือ “เงินที่เหลือ” เพราะกำไรคือพื้นฐานของความมั่นคงและการพัฒนาธุรกิจในระยะยาว
สำหรับการเลี้ยงลูก เธอเปรียบเทียบว่าเหมือนการปลูกต้นไม้ ที่ต้องดูแล ใส่ปุ๋ย และจัดทรงอย่างต่อเนื่อง โดยหน้าที่ของพ่อแม่คือการเอาใจใส่และปลูกฝังความรับผิดชอบให้ลูกเติบโตได้ด้วยตัวเอง
เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ทั้ง 3 คนจะมาจากต่างอุตสาหกรรม แต่มีแนวคิดร่วมกันคือ การเริ่มต้นจากความขยัน การบริหารเงินอย่างมีวินัย การปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด และการให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณค่าที่ถูกต้องแก่คนรุ่นต่อไป ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จทั้งในชีวิตและธุรกิจ