กินที่ชอบ บาลานซ์ที่ใช่ ไปกับเนสท์เล่ เนสท์เล่ และ มารี เบรินเนอร์ เผยเคล็ดลับ เอนจอยอาหารอร่อย โดยไม่เสียสุขภาพ ด้วยวิธีคิดแบบ ‘Balanced Diet’
ต้องยอมรับว่า ‘การกิน’ เป็นสิ่งที่คนไทยเอนจอยมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนหนึ่งเพราะเรามีวัฒนธรรมอาหารที่รุ่มรวย แต่เมื่อไม่นานมานี้ ข้อมูลจากสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยเปิดเผยตัวเลขว่า 38% ของคนไทยมีภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และ 1 ใน 3 ของประชากรไทยยังพบว่ากำลังอยู่ใน ‘ภาวะโรคอ้วน’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรผู้หญิง และสาเหตุหลักๆ ของโรคภัยไข้เจ็บนี้ก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใดนอกจากเรื่องอาหารนี่เอง
การกินที่ไม่สมดุลของคนไทยไม่เพียงนำมาสู่ภาวะโรคอ้วน แต่ยังเป็นสาเหตุของโรค NCDs หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคเบาหวานซึ่งเราจะเห็นได้ว่าปริมาณคนที่เจ็บป่วยด้วยกลุ่มโรคเหล่านี้นั้นเพิ่มมากขึ้นอย่างน่ากังวลทุกปี
สาเหตุเป็นเพราะปัจจัยแรกที่คนเราจะเลือกกินอะไรสักอย่างก็คือ ‘ความชอบ’ และ ‘ความอร่อย’ ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้เป็นสิ่งที่นักวิชาการอย่าง รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยบอกว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมากในปัจจุบัน ว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยยังคงกินอร่อย โดยที่ไม่เสียสุขภาพไปพร้อมกันได้ด้วย
และนั่นเป็นโจทย์ที่นำมาสู่แคมเปญดีๆ อย่าง ‘กินที่ชอบ บาลานซ์ที่ใช่ ไปกับเนสท์เล่’ โดยเนสท์เล่ ประเทศไทย ที่ตั้งใจสร้างมูฟเมนต์ให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองกันมากขึ้น พร้อมส่งต่อความรู้ความเข้าใจเรื่องการกินอยู่ด้วยแนวคิด ‘การกินอยู่อย่างสมดุล’ หรือ Balanced Diet กับคอนเซปต์ ‘คำเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่’ (Every Little Bite Matters) เพื่อสนับสนุนให้คนไทยเจ็บป่วยน้อยลง มีสุขภาพกายและใจที่ดี พร้อมกับมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
หลักการง่ายๆ ของ Balanced Diet คือการเลือกกินอาหารในสัดส่วนที่พอดีและหลากหลาย ทั้งประเภทและปริมาณ ด้วยวิธีคิดแบบ ‘บวก แบ่ง แพลน’ ที่ให้เราสามารถกินของอร่อยได้ทุกวันโดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับตัวเอง ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องอด แต่ใช้ความรู้เรื่องโภชนาเข้ามาเป็นตัวช่วยที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น! จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูกัน
บวก (Food Pairing) : เน้นเติม ไม่เน้นตัด
วิธีแรกที่จะสร้างสมดุลให้การกินของเราเฮลธ์ตี้มากขึ้นด้วยการเพิ่มประโยชน์ในมื้อนั้นๆ อย่างการเติมผักในมื้ออาหาร บาลานซ์ระหว่างผัก ธัญพืช ข้าว แป้ง และเนื้อสัตว์ ให้อยู่ในปริมาณที่พอดี พร้อมกับเลือกจับคู่อาหารแต่ละชนิดให้คุณประโยชน์ในอาหารนั้นๆ สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีที่สุด เช่นการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กพร้อมกับอาหารที่มีวิตามิน C หรือการกินอาหารที่มีแคลเซียมจำพวกนม ก็อาจกินคู่กันกับอาหารที่มีวิตามิน D เช่น เห็ด และไข่แดง เพื่อช่วยให้สารอาหารทั้งสองอย่างดูดซึมได้ดีขึ้น หรือจะเป็นการบวกอาหารจำพวกผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า พืชตระกูลถั่ว หรือธัญพืชไม่ขัดสีที่มีไฟเบอร์สูง ก็จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและไขมันจากอาหารที่เรากินอย่างพวกเบเกอรี่หรือขนมหวานไม่ให้เข้าสู่กระเเสเลือดเร็วเกินไปได้ เพื่อที่เราจะกินของอร่อยต่อไปโดยเป็นโทษต่อร่างกายน้อยที่สุดก็ย่อมได้เหมือนกัน
แบ่ง (Portion Control) : กิน / พอ / ดี
อาจารย์กฤษฎี โพธิทัต นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (ไทยและอเมริกา) บอกว่าสมองกับพฤติกรรมการกินของคนเรามีวิธีการทำงานที่เชื่อมโยงกัน 3 แบบคือ กินด้วยความรู้ มีการวางแผนในการกิน กินด้วยอารมณ์ความรู้สึก และกินด้วยสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด ซึ่งอาจารย์ได้แนะนำหลักคิดง่ายๆ คือทุกครั้งที่เรากิน ไม่ว่ากินอะไรเข้าไป ต้อง ‘กินอย่างมีสติ’ (Mindful Eating) โดยเริ่มจากการวางแผน กินด้วยการคำนึงถึงประโยชน์และโทษของอาหาร อย่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวกำหนดในการกินของเรามากนัก เช่น วันนี้รู้สึกอารมณ์ไม่ดี ต้องการกินขนมขบเคี้ยว กินอาหารรสจัดแซ่บๆ หรืออยากกินของหวานแบบไม่มีเหตุผล และสุดท้ายคืออย่าปล่อยให้หิวจัดจนกินได้ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า เพราะทั้งหมดที่ว่ามานี้อาจทำให้เราพบว่าตัวเองลงเอยด้วยการกินอย่างขาดสติซึ่งจะนำมาสู่ความอันตรายที่ให้ผลร้ายต่อสุขภาพนั่นเอง
การ ‘แบ่ง’ คืออีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยให้เราสามารถควบคุมปริมาณของการกินแต่ละครั้งให้เหมาะสมกับตัวเองได้ง่ายๆ เช่น ช็อกโกแลตของโปรดของใครหลายคนที่ใน 1 ห่อ สามารถแบ่งได้หลายบาร์ นั่นแปลว่าเราไม่จำเป็นต้องกินทั้งหมดในทีเดียว หรือสังเกตคำแนะนำการแบ่งกินตามหลักโภชนาการ (GDA : Guidline Daily Amounts) ที่หน้าบรรจุภัณฑ์เพื่อใช้เป็นหลักในการกินให้พอดีก็เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้เรากินแต่พอดี ไม่ทำร้ายสุขภาพได้เหมือนกัน
แพลน (Meal Planning) : วางแผนเพื่อได้ทั้งความอร่อยและได้ประโยชน์
สิ่งที่หลายคนน่าจะเคยได้เรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ที่สอนว่าการกินที่ถูกต้องคือกินให้ครบ 5 หมู่ แต่เราอยากแนะนำทริกที่จำง่ายกว่านั้นมากๆ นั่นคือการจัดจานแบบ 2 : 2 : 1 หรือการจัดอาหารแต่ละมื้อของเราให้แบ่งเป็นผัก 2 ส่วน ข้าวหรือแป้ง เนื้อสัตว์อีก 1 ส่วน เพื่อที่เราจะได้รับความสมดุลจากสารอาหารและคุณค่าทางโภชนา
แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งนักโภชนาการ รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ และนักกำหนดอาหารอย่างอาจารย์ กฤษฎี โพธิทัต ต่างแนะนำตรงกันว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการวางแผนมื้ออาหาร คือการปรับความหนัก-เบาในแต่ละมื้อเท่าที่เราจะทำได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว บางคนอาจมีปัจจัยที่ทำให้การกินตามสัดส่วนแบบนี้เป็นไปได้ยาก เช่น ในบางมื้อที่ต้องรีบเร่ง หรืออาหารมื้อนั้นไม่ได้ทำเองและจำเป็นต้องซื้อ ทางเลือกและโอกาสที่จะได้กินอาหารตามสัดส่วนนี้ก็อาจยิ่งน้อยลงไปอีก ดังนั้นการ ‘แพลน’ ที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้คือการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับตัวเอง ตามสถานการณ์และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แค่อย่าลืมหมั่นรีเช็กกับตัวเองบ่อยๆ ระหว่าง ‘ความอร่อย’ กับ ‘ประโยชน์’ ในแต่ละมื้อที่กินเข้าไป เท่านั้นก็เพียงพอที่เราจะสร้างสมดุลระหว่างความสุขในการกินกับสุขภาพให้เกิดขึ้นได้แล้ว
นักแสดงสาว มารี เบรินเนอร์ ผู้มาร่วมกิจกรรมสาธิตทำเมนูน่าอร่อยอย่าง ‘ยำคอหมูย่างกราโนล่า’ ในกิจกรรมนี้บอกว่า เธอเป็นหนึ่งในคนที่ชอบทำอาหารเอง ชอบกินของอร่อยเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก่อนหน้านี้เธอเองก็เคยมีความกดดันเหมือนกับคนอื่นๆ ส่วนหนึ่งเนื่องจากอาชีพนักแสดงซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการมีรูปร่างที่ดีอยู่เสมอ นั่นทำให้บางครั้งความสุขในการกินของเธอกลายเป็นความเครียด ความกดดันตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเธอค้นพบวิธีที่จะ ‘บาลานซ์’ ความชอบและการใช้ชีวิตไปด้วยกันได้ ด้วยการเอนจอยของอร่อยเหมือนเดิม แต่เพิ่ม ‘วินัย’ ในการดูแลตัวเองมากขึ้น
“ปกติมารีเป็นชอบทำอาหารกินเอง แล้วก็เป็นคนกินเก่งคนหนึ่งเลยนะคะ เพราะฉะนั้นทำให้ยิ่งต้องหาทางบาลานซ์ตัวเองเยอะขึ้นด้วยค่ะ”
มารีบอกว่าเธอชอบอาหารที่มีเนื้อสัตว์อยู่แล้ว ซึ่งเธอแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องตัดออก หรือไม่แตะเลย แต่เราสามารถบาลานซ์ให้เมนูเนื้อสัตว์เฮลธ์ตี้ขึ้นได้ ด้วยการ ‘บวก’ ส่วนผสมที่มีประโยชน์เพิ่มลงไปในเมนูนั้นๆ อย่างเช่นเมนู ‘ยำคอหมูย่างกราโนล่า’ ที่เลือกการย่างแทนการนำไปทอด เพื่อหลีกเลี่ยงไขมันสูงเกินจำเป็นจากน้ำมัน และการย่างยังเป็นการรีดไขมันออกจากเนื้อสัตว์ไปในตัว นอกจากจะได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์แล้ว เมนูนี้ยังได้คุณประโยชน์ ครบถ้วนทั้งไฟเบอร์ วิตามิน และสารอาหารที่หลากหลาย รวมถึงได้เท็กซ์เจอร์ความกรุบกรอบเคี้ยวอร่อยเพลินๆ จากกราโนล่าซึ่งมารีเลือกใช้ ‘เนสท์เล่ ฟิตเนสส์ กราโนล่า ข้าวโอ๊ตอบกรอบ พร้อมแครนเบอร์รี่และเมล็ดฟักทอง’
ในเมนูนี้มารียังแนะนำว่า หากใครชอบกินรสชาติจัดจ้านก็ไม่ผิด แต่ลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่โซเดียมต่ำเพื่อเติมรสชาติแทนเกลือหรือน้ำปลาอย่าง ‘แม็กกี้ ซอสปรุงอาหาร สูตรลดโซเดียม’ ซึ่งลดปริมาณโซเดียม 40% ก็จะยิ่งเพิ่มความอร่อยกลมกล่อมแบบได้สุขภาพและไม่เป็นโทษต่อร่างกายไปพร้อมกันด้วย
นอกจากความสุขของมารีจะเป็นการได้ทำอาหารกินเอง และการได้เอนจอยกับอาหารอร่อยที่ชอบโดยไม่ต้องอด ไม่ต้องงด ไม่ต้องรู้สึกผิดแล้ว เธอยัง ‘บวก’ วินัยในการดูแลตัวเองเข้าไปด้วยอย่างการออกกำลังกาย และการเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งบอกเลยว่าวิธีใส่ใจตัวเองทั้งหมดนี้ ทุกคนก็สามารถทำได้เหมือนกัน เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างสมดุลได้โดยไม่กดดัน มีความสุข และสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก
#กินที่ชอบบาลานซ์ที่ใช่ #goodfoodgoodlife #คำเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ #อยากกินต้องได้กิน
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- กินที่ชอบ บาลานซ์ที่ใช่ ไปกับเนสท์เล่ เนสท์เล่ และ มารี เบรินเนอร์ เผยเคล็ดลับ เอนจอยอาหารอร่อย โดยไม่เสียสุขภาพ ด้วยวิธีคิดแบบ ‘Balanced Diet’
- คำอธิบายจากนักจิตวิทยา ว่าทำไม กิจวัตรประจำวันสำหรับคนทั่วไปอย่าง “การอาบน้ำ” ถึงกลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่มีภาวะซึมเศร้า
- รู้จัก 'Mental Health Hyperawareness' เราแค่กำลังเศร้า หรือเราป่วยเป็นโรคซึมเศร้า? เมื่อความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตที่ล้นเกิน อาจส่งผลเสียไม่แพ้การไม่ตระหนักรู้เลย
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com