เปิดประวัติ แว่นท็อปเจริญ ร้านแว่นตา 7 ทศวรรษ ก้าวสู่ "บริษัทมหาชน"
เปิดประวัติ แว่นท็อปเจริญ แบรนด์ร้านแว่นตาชั้นนำ อายุกว่า 7 ทศวรรษ กับก้าวใหม่ แปรสภาพสู่ “บริษัทมหาชน” ตั้งเป้าเป็นผู้นำในอาเซียน
หากพูดถึงแบรนด์ร้านแว่นตา ที่คนไทยมักคุ้นเคยกัน คงหนีไม่พ้น “แว่นท็อปเจริญ” ร้านแว่นตา โลโก้สีฟ้าสว่าง ที่อยู่คู่กับคนไทยมากว่า 70 ปี และมีอยู่ทั่วไทย ตั้งแต่ในศูนย์การค้า จนถึงพื้นที่ชุมชน
และล่าสุด แว่นท็อปเจริญ ภายใต้การบริหารของ บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ประกาศแปรสภาพนิติบุคคล เป็น “บริษัทมหาชน” อย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งเป้าหมายในการเป็นผู้นำบริการด้านสายตาระดับอาเซียน
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนรู้จักความเป็นมา ของร้านแว่นตาแห่งนี้ให้มากขึ้น
เริ่มต้นจากการตระเวนขายแว่นตา
แว่นท็อปเจริญ เริ่มต้นมาจาก เจริญ ตรีพรชัยศักดิ์ ก่อตั้ง “เจริญการแว่น” ที่จังหวัดสระบุรี โดยเป็นการเปิดหน่วยรถขายแว่นตา ตระเวนไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้บริการตรวจวัดสายตาแก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิดและทั่วถึง
เวลาต่อมา นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ลูกชายของผู้ก่อตั้ง เข้ามารับช่วงต่อในการบริหารกิจการ ก็ค่อย ๆ ปรับรูปโฉมของ เจริญการแว่น ให้ดูเป็นที่จดจำมากขึ้น ผ่านเปลี่ยนชื่อร้านเป็น “แว่นท็อปเจริญ” ในปัจจุบัน
เหตุผลของการเปลี่ยนชื่อจาก “เจริญการแว่น” สู่ “แว่นท็อปเจริญ” นั้น มาจากการที่ นพศักดิ์ มองว่า ชื่อ “เจริญการแว่น” นั้น ไม่มีการจดลิขสิทธิ์ ใครนำไปใช้ก็ได้ จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อขอจดลิขสิทธิ์ ส่วนที่มาของชื่อ “ท็อปเจริญ” มาจาก “เจริญ” ซึ่งเป็นชื่อของคุณพ่อเจริญ และ “ท็อป” ซึ่งมาจากความตั้งใจที่อยากทำ อยากให้บริการให้ดีที่สุด
นอกจากการเปลี่ยนชื่อร้านแว่นตา ให้เป็นที่จดจำมากขึ้นแล้วนั้น ยังมีการพัฒนาร้านให้ทันสมัยขึ้น ผ่านการนำเทคโนโลยีด้านการตรวจวัดสายตามาใช้
ขณะที่กลยุทธ์การขยายสาขาของ “แว่นท็อปเจริญ” ใช้รูปแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากขยายสาขาในพื้นที่ต่างจังหวัดก่อนจะขยายเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จนปัจจุบัน มีสาขารวมกันมากถึง 2,130 สาขา
เปิดแบรนด์ใหม่ แข่งกับตัวเอง
ระหว่างเส้นทางการเติบโตของแว่นท็อปเจริญนั้น จากความเชื่อในกลยุทธ์การตลาดของนพศักดิ์ ที่มองว่า ทุกอย่างต้องมีคู่ มีที่หนึ่ง มีที่สอง จึงตัดสินใจเปิด “แว่นบิวตี้ฟูล” ขึ้นมาอีกหนึ่งแบรนด์ และจดทะเบียนเป็นบริษัทใหม่แยกออกจากแว่นท็อปเจริญ เพราะหากไม่ปั้นแบรนด์ใหม่มาสู้กันเอง ก็อาจมีคู่แข่งรายอื่นมาสู้อยู่ดี
ในอดีต หลายคนมองความสัมพันธ์ระหว่าง “แว่นท็อปเจริญ” กับ “แว่นบิวตี้ฟูล” ว่าเป็นคู่แข่งกัน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็แตกต่างกัน โดยแว่นท็อปเจริญ เน้นให้บริการลูกค้าทุกกลุ่มอายุ และแว่นบิวตี้ฟูล เน้นให้บริการกลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่น
ต่อมา เมื่อปี 2556 หรือเมื่อ 11 ปีที่แล้ว มีการเปิดเผยว่า ทั้ง 2 แบรนด์ มีเจ้าของคนเดียวกัน และควบรวมสาขาทั้งหมดของแว่นบิวตี้ฟูล เป็น “แว่นท็อปเจริญ” เพียงแบรนด์เดียว ในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ดี แว่นท็อปเจริญ ยังมีแบรนด์ย่อยอื่น ๆ เช่น ร้าน LUXOPTIC, EYE CLASS, Eye Bright เป็นต้น ซึ่งจะถูกออกแบบสาขาให้ดูพรีเมี่ยมขึ้นจากสาขาแบบทั่วไป รวมถึงการทำรูปแบบสาขาที่เรียกว่า “แฟลกชิป สโตร์ (Flagship Store)” ซึ่งออกแบบสาขาให้โดดเด่น เข้ากับพื้นที่ แต่ยังคงความครบครันทั้งแบรนด์แว่นตาที่จำหน่าย และบริการด้านสายตา
นอกจากการสร้างแบรนด์ร้านแว่นตาแล้ว แว่นท็อปเจริญ ยังเปิด “โรงเรียนวิชาการแว่นตาไทย” ซึ่งได้รับการอนุมัติก่อตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านสายตาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การควบคุมดูแลโดยจักษุแพทย์ นักทัศนมาตร (หมอสายตา) และผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาระดับมืออาชีพ
อีกทั้งยังได้ก่อตั้ง ศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ (Top Charoen Eye Center) เพื่อให้บริการด้านสายตาที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น และรองรับความต้องการของผู้ที่มีปัญหาด้านสายตาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการสวมแว่น ตั้งแต่โปรแกรมการตรวจสุขภาพตาแบบเจาะลึก ตรวจรักษาโรคตาทั่วไป โรคต้อทุกชนิด โรคเบาหวานขึ้นตา ผ่าตัด-เลเซอร์ทางตา เลสิค แก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติ ตรวจรักษาโรคตาในเด็กเล็ก ตรวจรักษาพร้อมวิเคราะห์ผลและให้คำปรึกษาเพื่อประกอบแว่นและคอนแทคเลนส์
โดยบริหารงานและดูแลการรักษาโดยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และความชำนาญ พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ชั้นสูง เพื่อการให้บริการที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน
เปิดกำไร “แว่นท็อปเจริญ” 5 ปีย้อนหลัง
แว่นท็อปเจริญ อยู่ภายใต้การบริหารของ บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) โดยจัดตั้งนิติบุคคลเป็น “บริษัทจำกัด” เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2537 ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท ก่อนจะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 2,450 ล้านบาท เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2554
และแปรสภาพเป็น “บริษัทมหาชนจำกัด” เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ทุนจดทะเบียน 3,267 ล้านบาท
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ผลประกอบการของ บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ระหว่างปี 2562-2566 เป็นดังนี้
ปี 2562
- รายได้รวม 5,041,720,990.29 บาท
- รายจ่ายรวม 4,869,374,940.43 บาท
- กำไรสุทธิ 134,088,324.31 บาท
ปี 2563
- รายได้รวม 4,432,242,245.07 บาท
- รายจ่ายรวม 4,261,965,503.98 บาท
- กำไรสุทธิ 133,347,445.99 บาท
ปี 2564
- รายได้รวม 4,273,370,924.10 บาท
- รายจ่ายรวม 3,915,161,648.71 บาท
- กำไรสุทธิ 284,589,096.45 บาท
ปี 2565
- รายได้รวม 5,414,101,028.78 บาท
- รายจ่ายรวม 4,626,869,837.39 บาท
- กำไรสุทธิ 626,912,413.68 บาท
ปี 2566
- รายได้รวม 5,784,978,182.00 บาท
- รายจ่ายรวม 5,326,875,028.00 บาท
- กำไรสุทธิ 281,879,047.00 บาท
กลยุทธ์ปั้นกำไร “แว่นท็อปเจริญ”
ความสงสัยหนึ่งที่หลายคนอาจคิด เกี่ยวกับร้านแว่นตา คือ เมื่อสังเกตเข้าไปที่ร้านแว่นตา จะพบว่ามีลูกค้าน้อย แล้วร้านแว่นตาจะปั้นกำไรให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
เทคนิคในการสร้างกำไรของ แว่นท็อปเจริญ มีทั้งการตั้งสาขา เพราะเมื่อสาขาเยอะ สามารถต่อรองกับซัพพลายเออร์เพื่อให้มีต้นทุนสินค้าที่ถูกลงได้ ทั้งการซื้อแบบขายส่ง และการออกแบบและผลิตกรอบแว่นใหม่ จนถึงการเลือกเช่าพื้นที่ แทนการซื้อหรือเซ้งตึก เป็นอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทไปเลย เพราะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า
แปรสภาพ “บริษัทมหาชน” ตั้งเป้าเป็นจ่าฝูงในอาเซียน
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ผู้บริหาร “แว่นท็อปเจริญ” ประกาศว่า ได้ดำเนินการแปรสภาพเป็นบริษัท “มหาชน” เรียบร้อยแล้ว
นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือแว่นท็อปเจริญ กล่าวว่า แว่นท็อปเจริญ มีเป้าหมายในการเป็นผู้นำธุรกิจร้านแว่นตาแบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน โดยวางแผนขยายสาขาไปในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย
โดยยังคงจุดเด่นด้านคุณภาพเหนือระดับ ราคาที่ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเลือกสรรได้ตามต้องการ และบริการที่สร้างความประทับใจ ผ่านความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี AI สุดล้ำหน้า รวมไปถึงโปรแกรมตรวจวัดสายตาเฉพาะบุคคลที่ละเอียดแม่นยำ (AxQ20) โดยเฉพาะผู้ใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟ
ทั้งนี้ยังมีการพัฒนาสาขาการให้บริการในรูปแบบของ Flagship Store ขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อมอบประสบการณ์การมองเห็นแบบลักซ์ชูรี่ให้ลูกค้า ภายใต้วิสัยทัศน์ “ผู้นำการบริการด้านสายตาที่เชี่ยวชาญครบวงจร พร้อมให้การดูแลที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในอาเซียน”
ทั้งนี้ แว่นท็อปเจริญ ระบุอีกว่า ปัจจุบันมีจำนวนสาขามากถึง 2,130 สาขา มากที่สุดในไทยและอาเซียน และครองส่วนแบ่งตลาดธุรกิจร้านแว่นตาในไทยถึงกว่า 41% และเตรียมปูพรมขยายสาขาไปยังภูมิภาคอาเซียนในปี 2567 นี้
ข้อมูลจาก สำนักข่าวอิศรา, แว่นท็อปเจริญ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดประวัติ แว่นท็อปเจริญ ร้านแว่นตา 7 ทศวรรษ ก้าวสู่ “บริษัทมหาชน”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net