โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สหภาพแรงงานไม่ได้ทำให้ใครล่มจม แถมยังทำให้บริษัทและสังคมดีขึ้นอีกด้วย

The101.world

อัพเดต 13 พ.ค. 2567 เวลา 13.14 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2567 เวลา 06.12 น. • The 101 World

1

“ถ้าบริษัทเขาล้มจะรู้สึก”

“เรียกร้องมากๆ น่าจะไล่ออกให้หมด จะได้รู้ว่างานมันหายาก”

“ถ้าไม่อยากทำงานก็ลาออกไป!”

ความคิดเห็นเชิงลบที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากมีข่าวการเรียกร้องของคนทำงาน โดยเฉพาะกับกลุ่มสหภาพแรงงาน ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มกันของคนทำงาน เพื่อเจรจาต่อรองหาข้อตกลงร่วมกันกับนายจ้าง หากมีการชุมนุมของสหภาพแรงงานเมื่อไหร่ สังคมก็พร้อมที่จะตำหนิแรงงานและเข้าข้างนายจ้างแทบทุกครั้ง

เพราะอะไรสังคมไทยถึงมองสหภาพแรงงานในแง่ลบ? ทั้งที่ห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เราอยู่ในยุคทองของสหภาพแรงงานด้วยซ้ำ

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ช่วงกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน ผู้คนตื่นตัวเรื่องสิทธิการทำงานเป็นจำนวนมาก การชุมนุมเรียกร้องกับแรงงานอยู่ในช่วงขาขึ้น แรงงานนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องทั่วประเทศถึง 501 ครั้ง มากกว่าปีก่อนหน้าถึง 14 เท่า มีการจัดตั้งองค์กร ‘ศูนย์ประสานงานกรรมกรแห่งชาติ’ เพื่อทำงานร่วมกับกลุ่มนักศึกษาและชาวนา

ในเดือนมกราคม 2519 การรวมกลุ่มของแรงงานหลากหลายอาชีพ ก่อตั้ง ‘กลุ่มสหภาพแรงงานแห่งประเทศไทย’ เป็นตัวแทนของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจ ชุมนุมเพื่อคัดค้านการขึ้นราคาข้าวสารและน้ำตาล จนรัฐบาลยอมลดราคาสินค้าลงเป็นผลสำเร็จ

เรียกได้ว่าสังคมก่อนหน้ามองการเรียกร้องของแรงงานเป็นเรื่องปกติ

แต่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนเกิดขึ้น หลังจากนั้น ประชาธิปไตยในประเทศก็เริ่มถดถอย เกิดรัฐประหารบ่อยครั้ง ส่งผลให้การต่อสู้ของแรงงานน้อยลงเช่นกัน โดยในปี 2520 มีการนัดหยุดงานเพียงแค่ 7 ครั้งเท่านั้น

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการด้านแรงงาน ได้ให้ความเห็นว่า หลัง 6 ตุลา รัฐไทยพยายามแยกแรงงานออกจากกัน ด้วยวิธีการ Divide and Rule หรือการแยกคนเป็นส่วนย่อยๆ ด้วยการใช้กฎหมาย เพื่อสลายความรู้สึกของการเป็นพวกเดียวกันของคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานนอกระบบ แรงงานในระบบ แรงงานแพลตฟอร์ม ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมถึงป้องกันการรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิต่างๆ ดังนั้น แรงงานแต่ละคนจึงไม่รู้สึกอินกับการรวมตัว แค่ยุ่งวุ่นวายกับการทำมาหากินก็เหนื่อยมากแล้ว

ในปัจจุบัน จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานของไทย (Trade union density) มีเพียง 1.5% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มประเทศนอร์ดิก ซึ่งมีรัฐสวัสดิการและสหภาพแรงงานเข้มแข็ง มีจำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานสูงถึง 50-90%

เมื่อแรงงานถูกแบ่งแยก ขาดสำนึกการรวมตัวกัน สังคมจึงรู้สึกไม่คุ้นเคยกับการเรียกร้องของแรงงาน และคิดว่าคนทำงานไม่ควรเรียกร้องอะไรมากนัก เพราะมีงานทำก็บุญแล้ว

เช่นเดียวกันกับสังคม ฝั่งผู้บริหารก็มองว่าสหภาพแรงงานไม่สร้างประโยชน์ให้บริษัท

ข่าวนายทุนต่อต้านการจัดตั้งสหภาพแรงงานมีให้เห็นบ่อยครั้ง กระทั่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา

ในมุมแรงงาน พวกเขาตั้งสหภาพขึ้นเพราะต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของบริษัท และสร้างระบบที่เป็นธรรมกับทั้งคนทำงานและนายจ้าง แต่ผู้บริหารกลับมองว่าการก่อตั้งสหภาพแรงงานไม่ได้มีประโยชน์ต่อบริษัท อาจส่งผลเสียต่อผู้ถือหุ้น ผลประกอบการ หรือให้พูดตรงๆ คือ สหภาพจะขัดขวางการสร้างกำไรให้บริษัท ดังนั้น จึงเข้าแทรกแซงการจัดตั้งสหภาพแรงงานทุกวิถีทาง ทั้งผลิตสื่อหรือจัดบรรยายโน้มน้าวพนักงานไม่ให้เข้าร่วมสหภาพ และบางบริษัทก็มีข่าวข่มขู่พนักงานที่เข้าร่วมสหภาพ

ตัดกลับมาที่ไทย ด้วยความตื่นตัวและจำนวนสหภาพแรงงานที่น้อยอยู่แล้ว การก่อตั้งสหภาพยิ่งยากเพิ่มขึ้นไปอีก ในบทความ ‘เหตุไฉน ‘สหภาพ’ ถึงยังเป็น ‘คำต้องห้าม’ ในวงการสื่อไทย?‘ กล่าวถึงก่อตั้งสหภาพแรงงานในวงการสื่อมวลชนที่เป็นเรื่องยาก หากใครเข้าร่วมสหภาพแรงงานจะถูกเพ่งเล็งจากองค์กร จึงไม่มีใครอยากเข้าร่วมสหภาพเท่าไหร่นัก

ใครๆ ก็ไม่รักสหภาพแรงงาน และคิดว่ามีประโยชน์กับแค่แรงงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วการมีสหภาพแรงงานกลับสร้างประโยชน์ให้บริษัทอีกด้วย

2

‘การมีสหภาพแรงงานช่วยเพิ่มผลิตภาพให้องค์กร’

ผู้บริหารหลายคน อาจตกใจและไม่อยากเชื่อ เพราะสหภาพแรงงานมีขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของแรงงานไม่ใช่หรือ ทั้งค่าแรงสูงขึ้น เวลาทำงานน้อยลง แต่ข้อความด้านบนมาจากผลการวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่า สหภาพแรงงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเพิ่มผลิตภาพให้องค์กร

ผลิตภาพการผลิต (Productivity) คือการวัดความสามารถในการผลิตหรือการทำงาน ว่าทำแล้วได้ผลลัพธ์(Output) เท่าไหร่เมื่อเทียบกับปัจจัยการผลิตที่ใช้ (Input) คิดเป็นสมการง่ายๆ ว่า ผลิตภาพ = Output/Input ยิ่ง Output มีมาก แล้วใช้ Input น้อย ยิ่งดีต่อองค์กรเท่านั้น

ยกตัวอย่าง พนักงานหนึ่งคนสามารถผลิตกล่องกระดาษได้ 20 กล่องในหนึ่งชั่วโมง ต่อมาพนักงานมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น จนสามารถผลิตกล่องได้ถึง 40 กล่องในหนึ่งชั่วโมง นั่นคือพนักงานสามารถสร้าง ‘มูลค่าเพิ่ม’ ให้แก่องค์กรผ่านการผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น เรียกว่ามีผลิตภาพเพิ่มขึ้น

ยิ่งผลิตภาพสูง ผู้บริหารก็ยิ่งชอบ แต่สหภาพแรงงานจะมีส่วนช่วยให้เพิ่มผลิตภาพได้อย่างไร?

ไม่ต้องสงสัยนานครับ มีคนทำงานวิจัยไว้แล้ว

เริ่มที่ประเทศญี่ปุ่น งานวิจัยเรื่อง ‘Labor unions and productivity: An empirical analysis using Japanese firm-level data’ (2010) ศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในบริษัทญี่ปุ่นกว่า 4,000 แห่ง ระหว่าง ค.ศ. 1998-2004 เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และผลกระทบของสหภาพแรงงานต่อผลิตภาพและผลกำไรของบริษัท โดยใช้วิธีวัดมูลค่าเพิ่ม คือวัดจากผลรวมของการปฏิบัติงานและชั่วโมงการทำงานของบริษัทต่างๆ

ผลวิจัยพบว่า สหภาพแรงงานมีผลเชิงบวกต่อผลิตภาพของบริษัท เนื่องจากสหภาพแรงงานทำให้การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างแรงงานและผู้บริหารมากขึ้น มีการรับฟังความคิดเห็นของแรงงานผู้ปฏิบัติงานจริง จนองค์กรสามารถค้นพบวิธีเพิ่มผลิตภาพในการผลิตสินค้าและบริการได้

ไปต่อกันที่ประเทศอังกฤษ งานวิจัยเรื่อง ‘Human Resource Management as a Substitute for Trade Unions in British Workplaces’ (2005) ศึกษาข้อมูลจากบริษัทในอังกฤษระหว่าง ค.ศ. 1980-1998 พบว่าเมื่อสหภาพแรงงานกับฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างดี มีการเปิดรับความคิดเห็นระหว่างกัน จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผลิตภาพขององค์กรได้

มาดูการศึกษาในภาพรวมกันบ้าง งานศึกษาเรื่อง ‘What Do Unions Do to Productivity? A Meta-Analysis’ (2003) ศึกษาผลกระทบของสหภาพแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิต ก่อสร้าง ทำเหมืองและบริการ โดยศึกษาจาก 73 กรณีศึกษาในประเทศสหรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ พบว่ามีกรณีศึกษาถึง 45 กรณีศึกษาที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างสหภาพแรงงานและผลิตภาพขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา

ประเทศไทยของเราก็มีเช่นกัน งานวิจัยเรื่อง ‘สหภาพแรงงานกับผลิตภาพของสถานประกอบการ’ (พ.ศ.2555) สำรวจสถานประกอบการในไทยกว่า 1,043 แห่งทั่วประเทศ พบว่าสถานประกอบการที่มีแรงงานเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานมีค่าเฉลี่ยของผลิตภาพแรงงานและผลิตภาพการผลิตที่สูงกว่า

นอกจากนั้นยังมีงานวิจัย ‘Unions increase job satisfaction in the United States’ (2021) พบว่าสหภาพแรงงานมีผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานในสหรัฐฯ มากขึ้น และช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานอีกด้วย เพราะสหภาพแรงงานช่วยให้พนักงานมีสิทธิมีเสียงในการทำงานมากขึ้น

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้บริหารมองสหภาพแรงงานในมุมบวกมากขึ้น แน่นอนว่าในทุกงานวิจัยมีข้อจำกัด สหภาพแรงงานทุกที่อาจไม่ได้สร้างผลิตภาพให้แก่ทุกองค์กร ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมด้านอื่น เช่น ความแข็งแกร่งของสหภาพ การบริหารงานของผู้บริหาร วัฒนธรรมองค์กร ฯลฯ

แต่สิ่งที่แน่นอน คือการมีสหภาพแรงงานช่วยเปิดพื้นที่สื่อสารระหว่างแรงงานและผู้บริหาร สร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เดินไปข้างหน้า และผู้บริหารก็ได้ประโยชน์จากการมีสหภาพแรงงานเช่นกัน

แต่ยังไม่หมดแค่นั้น สหภาพแรงงานไม่ได้ส่งผลกระทบแค่แรงงานกับผู้บริหาร

3

‘สหภาพช่วยเพิ่มค่าแรงและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม’

หากมองในมุมมองแบบเดิม คนบางกลุ่มอาจเข้าใจว่าสหภาพแรงงานเรียกร้องแต่ผลประโยชน์ตนเอง แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กลับส่งผลต่อภาพรวมของสังคมอีกด้วย

จากการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ ค.ศ. 1917-2019 ที่สหรัฐอเมริกา โดยนำข้อมูลสัดส่วนสมาชิกสหภาพแรงงาน (Trade union density) มาเปรียบเทียบกับสัดส่วนรายได้ของคนรวยระดับ Top 10% ของประเทศพบว่า เมื่อแรงงานเข้าร่วมสหภาพมากขึ้นเท่าไหร่ รายได้ของคนรวยก็น้อยลง กลับกันคนเข้าร่วมสหภาพน้อย คนรวยก็รวยขึ้น

ภาพเปรียบเทียบสัดส่วนสมาชิกสหภาพแรงงาน (Trade union density) (เส้นสีแดง) และสัดส่วนรายได้ของคนรวยระดับ Top 10% (เส้นสีฟ้า) ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปีค.ศ. 1917 -2019 แหล่งที่มา : https://www.epi.org/publication/unions-help-reduce-disparities-and-strengthen-our-democracy/

เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะว่าสหภาพแรงงานเพิ่มอำนาจต่อรองให้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ สามารถเจรจาต่อรองเรื่องค่าจ้างให้เพิ่มขึ้นได้ทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของคนส่วนใหญ่ก็ส่งผลให้รายได้ของคนรวยระดับ Top 10% น้อยลง

หากดูจากรูปภาพจะพบว่า ใน ค.ศ. 1930 -1970 เป็นช่วงที่คนสหรัฐฯ เข้าร่วมสหภาพแรงงานจำนวนมาก เพราะกระแสการตื่นตัวของแรงงานมีเพิ่มขึ้น บวกกับการเกิดขึ้นของสวัสดิการสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศใช้นโยบาย New Deal (ค.ศ.1933) วางระบบคุ้มครองทางสังคมให้แก่ประชาชน การออกกฎหมายระบบประกันสังคม (ค.ศ.1935) ส่งผลให้เม็ดเงินกระจายมาสู่คนส่วนใหญ่ของประเทศมากขึ้น

แต่หลัง ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา การมาของแนวแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ที่ลดบทบาทของรัฐและปล่อยให้กลไกลตลาดทำงานเต็มที่ ลดงบประมาณด้านสวัสดิการสังคม เพราะมองว่าสิ้นเปลือง ส่งผลให้สหภาพแรงงานถูกทำให้อ่อนแอลง แรงงานถูกแบ่งแยกออกจากกัน ทำให้จำนวนสมาชิกสหภาพมีน้อยลงเรื่อยๆ

เมื่อไม่มีสหภาพ อำนาจต่อรองเรื่องรายได้ของคนส่วนใหญ่ก็น้อยลง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือรายได้ของคนรวยระดับ Top 10% กลับเพิ่มสูงขึ้นเหมือนเช่นเดิม

ดังนั้น เมื่อคนเข้าร่วมสหภาพน้อย อำนาจต่อรองน้อย คนรวยก็รวยขึ้น ความเหลื่อมล้ำยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกา หากดูข้อมูลประเทศที่มีจำนวนสมาชิกสมาชิกสหภาพแรงงานมากที่สุด 5 อันดับแรกของโลกอย่าง ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ก็พบว่าเป็นประเทศที่ได้รับคะแนนดัชนีจีนี (GINI Index) น้อย หรือมีความเหลื่อมล้ำน้อยเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน นอกจากนั้น สหภาพแรงงานยังเป็นรากฐานสำคัญในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่เป็นธรรมให้คนส่วนใหญ่ จนทำให้ประเทศเหล่านี้มีรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็งมาจนถึงปัจจุบัน

4

‘โลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน’

แรงงานเพียงหนึ่งคนอาจไร้อำนาจต่อรอง แต่การรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน กลับส่งผลดีต่อทั้งองค์กรและประเทศ

จากเดิมที่ผู้บริหารมองสหภาพในแง่ร้าย และกังวลว่าบริษัทจะขาดทุน แต่งานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าสหภาพช่วยเพิ่มผลิตภาพและทำให้องค์กรเดินต่อไปได้

จากเดิมที่คนในสังคมมองว่าสหภาพเรียกร้องแต่ผลประโยชน์ของตนเอง แต่ข้อมูลบอกเราว่า หากแรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำก็น้อยลง

ปัจจุบันสังคมส่วนใหญ่อาจมองการเรียกร้องของสหภาพเป็นเรื่องผิดปกติ เป็นเรื่องที่สร้างความวุ่นวายใจและน่ารำคาญ เพราะอาจไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ คุ้นเคยกับการชื่นชมผู้บริหารที่มากความสามารถ และมองเป็นเรื่องของบุญคุณที่นายจ้างให้โอกาสเราทำงานเสียมากกว่า

แต่หากเปิดใจลองรับข้อมูลใหม่ๆ จากทั่วโลก จะพบว่า แรงงานคนธรรมดาแบบพวกเราทุกคน คือคนสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพไหนล้วนมีส่วนในการพัฒนาประเทศด้วยกันทั้งสิ้น

ดังนั้น การเรียกร้องให้ชีวิตคนส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ชีวิตใครแย่ลงอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร คนรวยระดับ Top (อาจจะทำให้มั่งคั่งน้อยลง แต่ไม่ลำบาก) ตรงกันข้าม ชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้น เราทุกคนก็ได้ประโยชน์ตามไปด้วย

ต่อไปหากมีข่าวการเรียกร้องของคนทำงานเกิดขึ้นอีก ผมอยากให้สังคมมองเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย และปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ จากการมองว่า ‘พวกเขา’ น่ารำคาญ เรื่องมาก เป็น ‘พวกเรา’ ที่กำลังเดือดร้อนและช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...