โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำความเข้าใจ ‘e-Tax Invoice’ ทางเลือกนำส่งภาษียุคใหม่ ที่คนทำธุรกิจต้องรู้

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 01 ก.ค. 2567 เวลา 17.00 น. • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
พาทุกคนไปทำความรู้จักกับ e-Tax Invoice พร้อมแนะนำวิธีการใช้งาน เพื่อรองรับโอกาสดีๆ จากมาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐในปีต่อไปแบบไม่ตกเทรนด์

ปัจจุบันการยื่นภาษีสะดวกและง่ายมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการยื่นภาษี ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) ที่แค่คลิกเดียวก็สามารถยืนยันตัวตนและเชื่อมข้อมูลรายได้-รายจ่ายมาให้โดยไม่ต้องเสียเวลาหาเอกสาร

สำหรับผู้ประกอบการ หนึ่งในระบบที่น่าสนใจและช่วยลดภาระในการนำส่งภาษีคือ ‘ระบบการจัดส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์โดยการประทับรับรองเวลา’ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยกรมสรรพากร และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยการเรียกชื่อของระบบนี้ในส่วนของ กรมสรรพากรจะเรียกว่า e-Tax Invoice by TimeStamp” สำหรับในส่วนของ ETDA จะเรียกว่า e-Tax Invoice by Email” โดยทั้ง 2 ชื่อนี้หมายถึงระบบเดียวกันที่จะช่วยลดต้นทุนและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถจัดทำและส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอีเมลด้วยการประทับรับรองเวลา (e-Timestamping)

โดยตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2560 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ประกอบการใช้งานแล้วถึง 1,278,098 ฉบับ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิ.ย. 67) ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงการใช้งานระบบที่มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยนโยบายภาครัฐก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการใช้ระบบ e-Tax Invoice ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ‘Easy E-Receipt’ หรือนโยบายหักรายจ่าย 2 เท่าสำหรับบริษัทที่ลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับความนิยมมากในช่วงที่ผ่านมา

มาถึงตรงนี้ต้องบอกเลยว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังไม่เริ่มใช้ระบบ e-Tax Invoice หรืออยากเริ่มใช้ ยังไม่สายเกินไป เรานี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบนี้ พร้อมแนะนำวิธีการใช้งานอย่างมืออาชีพ เพื่อรองรับโอกาสดีๆ จากมาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐในปีต่อไปแบบไม่ตกเทรนด์

ทำความรู้จัก e-Tax Invoice ‘ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์’

ก่อนอื่นเลยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า e-Tax Invoice คือรูปแบบของการส่งใบกำกับภาษี จากเดิมที่เป็นกระดาษ ก็เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แทน ทำให้การเก็บรักษาและการค้นหาเอกสารง่ายขึ้น โดยประเภทของ e-Tax Invoice ก็จะขึ้นอยู่กับขนาดของผู้ประกอบการและรูปแบบของการนำส่งใบกำกับภาษี เช่น

ถ้าเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มียอดขายจำนวนมาก ก็จะใช้วิธีการส่ง e-Tax Invoice แบบ Host to Host ที่นำส่งข้อมูลแบบเชื่อมต่อระบบกับกรมสรรพากรเลย

ส่วนผู้ประกอบการรายเล็ก หรือเอสเอ็มอี ก็จะใช้วิธีอัพโหลดเอกสารผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร แต่ถ้าเอสเอ็มอี รายใดไม่สะดวกที่จะนำส่งใบกำกับภาษีเองก็จะมี e-Tax Servicer Provider ที่ผ่านการรับรองจากกรมสรรพากร หรือ ETDA มาช่วยจัดการในเรื่องนี้

และสุดท้าย คือ ระบบการส่งใบกำกับภาษีแบบ e-Tax Invoice หรือ ระบบการจัดส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ โดยการประทับรับรองเวลา ที่กรมสรรพากร และ ETDA ร่วมกันจัดทำขึ้น เพื่อเข้ามาช่วยให้ SMEs หรือ ผู้ประกอบการรายเล็ก ที่มีรายได้ไม่ควรเกิน 30 ล้านบาทต่อปี ที่มีจำนวนใบกำกับภาษีไม่มากนักให้สามารถนำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้กับกรมสรรพากรและผู้ซื้อได้ทางอีเมล ที่ผู้ประกอบการจะต้องลงทะเบียนกับกรมสรรพากรก่อนใช้ E-mail Addess ในการส่งอีเมลให้ระบบรับรองความมีอยู่ของใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์นั้น ซึ่งจะมีการประทับรับรองเวลา (e-Timestamping) และสามารถตรวจพบได้หากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง โดยใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งให้ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการและกรมสรรพากรเพื่อจัดเก็บข้อมูลต่อไป

ข้อดีของการใช้ e-Tax Invoice ที่ SMEs ต้องรู้

ข้อดีของการเปลี่ยนมาใช้ระบบ e-Tax Invoice นอกจากจะทำให้การนำส่งใบกำกับภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจที่จะต้องเสียไปกับการจัดส่งเอกสารทางบัญชีและภาษี ที่แต่ละปีมีค่าดำเนินการค่อนข้างสูงอีกทั้งยังช่วยลดภาระและความซับซ้อนในการจัดการเอกสารภาษี ป้องกันการสูญหายของเอกสาร รวมถึงสามารถตรวจสอบการปลอมแปลง หรือแก้ไขเอกสารได้ เพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีให้กับธุรกิจ โดยข้อมูลยังเชื่อมโยงระบบการชำระเงินกับระบบภาษีและการส่งเอกสารไปยังกรมสรรพากรเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และยังเพิ่มโอกาสในการรับการสนับสนุนทางด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐ เป็นต้น

เอสเอ็มอี อยากใช้ e-Tax Invoice จะเริ่มได้อย่างไร

สำหรับผู้ประกอบการ หรือเอสเอ็มอีที่ต้องการใช้ระบบนี้ ควรจะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ต้องไม่เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติในการจัดทำส่งมอบและเก็บรักษาใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และต้องไม่มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงการเสียภาษี ไม่มีประวัติการออกและใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติว่าครบถ้วนตามข้างต้นแล้ว สามารถดำเนินการยื่นขอจัดทำใบรับอิเล็กทรอนิกส์ได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th เพื่อยื่นคำขอกรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและตรวจสอบข้อมูล ทั้งที่อยู่ และอีเมลที่จะใช้ในการติดต่อกับกรมสรรพากร และยืนยันที่อยู่อีเมล ก่อนพิมพ์เอกสาร ก.อ.01 และลงนามแล้วสแกน ก.อ.01 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่ออัปโหลดเอกสาร จากนั้นกรมสรรพากรจะตรวจสอบความถูกต้องและจัดส่งเอกสารยืนยันทางไปรษณีย์ พร้อมรหัสยืนยัน (Activate Code) เพื่อให้ผู้ประกอบการยืนยันตัวตนผ่านทางเว็บไซต์และกำหนดรหัสผ่าน

ภายใน 15 วันทำการ จากนั้นแจ้งอีเมลที่ประสงค์จะใช้ในการส่งใบกำกับภาษี

e-Tax Service Provider ทางเลือกนำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

หากผู้ประกอบการ ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการและใช้ระบบ e-Tax Invoice แต่ไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน ไม่สามารถดำเนินการในเรื่องของเอกสารได้ด้วยตัวเอง สามารถดำเนินการผ่านผู้ให้บริการ e-Tax Service Provider ที่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการจัดการ และนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ใบรับหรือใบเสร็จรับเงินให้กับกรมสรรพากรแทนผู้ประกอบการได้ด้วย โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องลงทุนหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยตนเอง แต่มีตัวช่วยอย่าง e-Tax Service Provider ที่จัดการนำส่งเอกสาร ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินให้กรมสรรพากรแทนได้ ที่สำคัญ มีความปลอดภัย เชื่อถือได้เพราะผ่านการรับรองด้านระบบสารสนเทศจาก ETDA ซึ่

ปัจจุบันมีบริษัทที่ได้รับการรับรองและพร้อมให้บริการในฐานะ e-Tax Service Provider แล้ว 19 ราย ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อ e-Tax Service Provider ได้ที่เว็บไซต์ https://www.etda.or.th/th/Our-Service/e-tax-Invoice-Receipt/announce.aspx

เมื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การปรับวิธีดำเนินธุรกิจด้วยการหันมาใช้เครื่องมือที่มีความทันสมัย และช่วยลดภาระต่างๆ ในช่วงเริ่มต้นอาจจะต้องมีการลงทุนทั้งเรียนรู้การใช้ระบบ การปรับระบบภายในให้รองรับการใช้งาน รวมถึงการสนับสนุนความรู้ให้กับบุคลากร แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะในระยะยาวถือเป็นการเชื่อมโอกาสที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่การได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเกิดความได้เปรียบในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา : ETDA

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...