โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้างนอกฮาๆ ข้างในฮือๆ : ทำไมคนไว้อาลัยบน TikTok ด้วยมีมตลกร้าย?

The101.world

อัพเดต 19 ก.ค. 2567 เวลา 08.47 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2567 เวลา 01.46 น. • The 101 World

ร้องไห้ ฟูมฟาย แตกสลาย เยียวยา – สังคมมักคุ้นชินกับการเดินทางของความเจ็บปวดหลังการสูญเสียที่เป็นเส้นตรงแบบมีจุดหมายปลายทาง และอาจคาดหวังให้ระหว่างทางของการไว้อาลัยเต็มไปด้วยความหม่นหมอง ทั้งที่วิธีจัดการความเศร้าหลังความตายอาจไม่จำเป็นต้องเศร้าสลดเสมอไป

ความสนุกสนานก็สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างเส้นทางนี้ อย่างน้อยๆ ก็เกิดขึ้นกับเทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ บนแอปพลิเคชัน TikTok!

เทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ ผู้เสียชีวิตบนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) คือเทรนด์ที่ผู้โพสต์ให้คะแนนความตายของบุคคลอันเป็นที่รักโดยการโพสต์รูปและข้อความพร้อมกับใช้แผ่นเสียงที่มีจังหวะสนุกสนาน ซึ่งประโยคการให้คะแนนมีหลายรูปแบบ เช่น “-100 แม่ตุยคาที่จากเหตุเครื่องบินตก” “-10000000000 เพื่อนบอกปวดท้องกินยาก็หาย สรุปเป็นมะเร็งตับ ขิต” หรือ “ไม่มีคะแนนเพราะแม่เบ่งเราจนหมดลม” เป็นต้น เทรนด์นี้ได้รับความนิยมบนติ๊กต็อกมาก บางโพสต์มียอดชมสูงถึงสามล้านครั้ง ตามมาด้วยยอดถูกใจอย่างน้อยสองแสนครั้ง

9:16 นิ้วคือขนาดมาตรฐานของคอนเทนต์บนติ๊กต็อก แต่หากพิจารณาให้กว้างกว่าขนาดของสี่เหลี่ยมแนวตั้ง เราอาจพบว่านี่คือปรากฏการณ์ที่ฉีกบรรทัดฐานและขนบของการไว้อาลัย ทั้งในแง่การใช้ความตลกขบขันเข้าช่วยเยียวยา และในแง่ของการขยายพื้นที่การไว้อาลัยออกจากรั้วศาสนสถานและบ้าน สู่พื้นที่เสมือนจริงอย่างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

ปรากฏการณ์นี้บอกอะไรกับเรา 101 ชวนกะเทาะเปลือกคอนเทนต์ไว้อาลัยผู้สูญเสียผ่านติ๊กต็อกที่เคลือบด้วยอารมณ์ขัน โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ เหตุแห่งการแสดงความโศกเศร้าและไว้อาลัยบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงการใช้ตลกร้าย (dark humour) เป็นเครื่องมือจัดการความสูญเสีย

เข้าใจปรากฏการณ์

อธิบายก่อนว่าเทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ ไม่จำเป็นต้องใช้กับคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับความตายเสมอไป บางคนมีส่วนร่วมกับเทรนด์โดยให้คะแนนการกระทำของบุพการีหรือสมาชิกครอบครัวที่ยังมีชีวิต บางคนให้คะแนนการกระทำของสัตว์เลี้ยงที่ยังไม่ตาย ขณะที่บางคนให้คะแนนการกระทำของตัวเองในอดีต อย่างไรก็ดี บทความนี้จะเน้นที่การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ติ๊กต็อกชาวไทยต่อเทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ ในบริบทของการไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตเป็นหลัก

เทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ บนติ๊กต็อกริเริ่มโดยผู้ใช้ชาวต่างชาติ หนึ่งในโพสต์ที่ยอดชมสูงสุดคือโพสต์ของบัญชีผู้ใช้จากสหรัฐฯ ที่มียอดชมอย่างน้อย 109 ล้านครั้งและยอดถูกใจอย่างน้อย 12 ล้านครั้ง โดยเนื้อหาในรูปแรกของโพสต์ระบุว่า “ให้คะแนนสิ่งที่พ่อของฉันทำ” ส่วนรูปที่สองระบุว่า “0/10 เพราะฆาตกรรมแม่” และ “5/10 เพราะฆ่าตัวตายตาม” ขณะที่คำบรรยาย (caption) ของโพสต์ระบุว่า “deadparentsclub” ซึ่งหมายความว่าชมรมคนพ่อแม่ตาย

ด้วยยอดรับชมที่สูงหลักล้าน ทั้งยังเป็นโพสต์ว่าด้วยเรื่องความตายซึ่งเป็นประเด็นแสนสามัญที่มนุษย์แทบทุกคนต้องเคยสัมผัส ความนิยมของเทรนด์จึงก้าวข้ามพรมแดนภาษาอังกฤษและแพร่หลายสู่ผู้ใช้ติ๊กต็อกทั่วโลก เช่น อินโดนีเซีย เปรู ฝรั่งเศส และไทย อย่างไรก็ตาม เทรนด์นี้ไม่ใช่เทรนด์แรกที่ผู้ใช้ติ๊กต็อกไทยใช้เพื่อแสดงความไว้อาลัย เพราะที่ผ่านมาก็มีการโพสต์ไว้อาลัยในลักษณะอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว เช่น โพสต์คลิปงานศพประกอบเพลงทำนองเศร้า เป็นต้น

ลักษณะของโพสต์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ บนติ๊กต็อกก็ตรงตามชื่อ กล่าวคือมีการให้คะแนนผู้เสียชีวิตเป็นเนื้อหาหลัก โดยส่วนใหญ่มักจะโพสต์รูปภาพอย่างน้อยสองรูป รูปแรกระบุข้อความว่า “ให้คะแนนการกระทำของ…” ที่อาจหมายถึงการกระทำของพ่อ แม่ พี่น้อง หรือเพื่อนก็ได้ ส่วนรูปถัดมาจะระบุจำนวนคะแนน เช่น 0/10, -1000000/10, -ล้าน/10 เป็นต้น พร้อมด้วยข้อความอธิบายถึงสาเหตุและที่มาของจำนวนคะแนน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นข้อความที่เล่าถึงสาเหตุการเสียชีวิตของบุคคลที่ถูกให้คะแนน ความทรงจำระหว่างผู้โพสต์กับบุคคลที่ถูกให้คะแนน หรือพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกให้คะแนนในอดีต

ภาพที่ใช้ประกอบเทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ สามารถแบ่งหลวมๆ ได้สองรูปแบบ กล่าวคือ ภาพที่เกี่ยวข้องกับงานศพของผู้เสียชีวิต และ ภาพของผู้เสียชีวิต โดยภาพที่เกี่ยวข้องกับงานศพของผู้เสียชีวิตมักจะเป็นภาพโลงศพ ภาพกรอบรูปหน้าโลงศพ ภาพบรรยากาศงานศพ ภาพผู้โพสต์คู่กับโลงศพ หรือภาพผู้โพสต์ถือรูปผู้เสียชีวิตระหว่างแห่รอบเมรุ เป็นต้น ขณะที่ภาพของผู้เสียชีวิตมักจะเป็นภาพที่ผู้โพสต์และผู้เสียชีวิตถ่ายร่วมกัน หรือภาพในอดีตของผู้เสียชีวิต

แผ่นเสียง (sound) คืออีกหนึ่งจุดร่วมที่น่าสนใจ คนจำนวนมากเลือกใช้แผ่นเสียงจังหวะสนุกสนานและมีลักษณะเป็นมีม (meme) ประกอบการโพสต์ กล่าวคือใช้เพลง The Penis (Eek!) ในรูปแบบ ‘sped up’ หรือการปรับระดับเสียงและจังหวะให้เพิ่มสูงขึ้นจนเพลงมีลักษณะเร็วกว่าปกติ ซึ่งเพลงนี้แต่งขึ้นโดย Surasshu นักแต่งเพลงผู้มีชื่อเสียงจากการแต่งเพลงประกอบการ์ตูน Steven Universe

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าผู้โพสต์ส่วนใหญ่คือเยาวชนและคนรุ่นใหม่ มีทั้งโพสต์ถึงบุคคลที่เพิ่งเสียชีวิตและบุคคลที่เสียชีวิตเนิ่นนานแล้ว ขณะเดียวกัน โพสต์ส่วนใหญ่มักให้คะแนนการกระทำของผู้เสียชีวิตที่ระดับความใกล้ชิดสูง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ลูก แฟน เพื่อนสนิท ส่วนบางความสัมพันธ์อาจพบได้น้อยกว่า เช่น หลาน ลูกพี่ลูกน้อง เพื่อน สัตว์เลี้ยง ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการไว้อาลัยบนโซเชียลมีเดียอาจเกิดขึ้นบ่อยกว่าในระดับความสัมพันธ์ที่มีความสนิทและความใกล้ชิดสูง โดยเฉพาะในกรณีการเสียชีวิตของบุพการี

สำหรับใครที่ไม่เห็นภาพ เราขอหยิบตัวอย่างของโพสต์ให้คะแนนการกระทำมาให้ดู

พิธีกรรมความตายสไตล์ 4.0

เทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ คือพิธีกรรมความตายแห่งยุคสมัย

ความตายนำมาสู่พิธีกรรมของความตาย การแสดงออกถึงความเศร้าและการไว้อาลัยบนโซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นพิธีกรรมสไตล์ 4.0 แห่งศตวรรษที่ 21 หรือก็คือโซเชียลมีเดียในปัจจุบันได้กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับการแสดงออกถึงความเศร้า การสูญเสีย และการไว้อาลัย

ความเศร้าโศก (grief) ถูกให้ความหมายว่าเป็นความเจ็บปวดซึ่งเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เช่น ความสูญเสียที่เกิดจากความตาย เป็นต้น ความสูญเสียมักนำมาสู่การไว้อาลัย ซึ่งการไว้อาลัยถูกให้ความหมายว่าเป็นช่วงเวลาที่มวลอารมณ์และความเศร้าโศกถูกทำให้มองเห็น โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ

แม้ประสบการณ์เจ็บปวดเพราะความตายดูคล้ายเป็นเรื่องสากล แต่การแสดงออกถึงความเศร้าโศกของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะในมิติของการแสดงออก สภาพแวดล้อม หรือระยะเวลาในการไว้อาลัย กระบวนการเหล่านี้มีลักษณะเป็นปัจเจกสูงมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจำนวนหนึ่งไว้อาลัยและจัดการกับความเศร้าผ่านการโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนบันทึกความทรงจำและรำลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักได้หลายรูปแบบ แทบไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา พื้นที่แห่งนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการแสดงความเศร้าโศกและการไว้อาลัย ทว่าโซเชียลมีเดียไม่ใช่พื้นที่ใหม่ของการแสดงความเศร้าโศกและการไว้อาลัยเสียทีเดียว แต่เป็นโลกเสมือนที่ขยายพื้นที่ของการไว้อาลัยที่มีอยู่ก่อนในโลกของความเป็นจริง พูดง่ายๆ ก็คือโซเชียลมีเดียทำให้พื้นที่ของการไว้อาลัยเดิมกว้างขวางขึ้น แต่ลักษณะของการไว้อาลัยบนโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งก็ยังคงแก่นสารและบรรทัดฐานเดิมของการไว้อาลัยในชีวิตจริงอยู่

เทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ บนติ๊กต็อกไม่ใช่รูปแบบเดียวของการไว้อาลัยบนพื้นที่ออนไลน์ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสารพัดพิธีกรรมไว้อาลัยแห่งยุคสมัย เพราะการแสดงออกซึ่งความเศร้าและการไว้อาลัยเกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เอ็กซ์ หรือไลน์ ทั้งยังมีรูปแบบในการแสดงออกที่หลากหลาย เช่น ข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง รวมถึงการสื่อสารกับผู้เสียชีวิตผ่านการแสดงความคิดเห็นหรือกดถูกใจบนโปรไฟล์ หากไม่เห็นภาพ ลองจินตนาการถึงการโพสต์สุขสันต์วันเกิดหรือโพสต์รำลึกแด่ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วบนเฟซบุ๊ก การโพสต์ภาพโดยแท็ก (tag) ผู้ที่เสียชีวิตแล้วบนอินสตาแกรม หรือการแชตหาผู้ที่เสียชีวิตในไลน์ เป็นต้น

สังคมไทยมักคาดหวังให้คนยอมรับว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ขณะที่ในบางพื้นที่มีพิธีกรรมตัดสายสัมพันธ์กับคนตาย ซึ่งเป็นการช่วยจัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างคนเป็นกับคนตาย สอดคล้องกับความเชื่อเรื่องชาติภพ ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับความสูญเสีย แต่กระบวนการรับมือกับความตายอาจไม่ได้เป็นเส้นตรงที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบเช่นนั้น อย่างในเทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ ก็มีกรณีที่โพสต์ถึงคนที่เสียชีวิตไปนานหลายปี สะท้อนว่ากระบวนการของความเศร้าโศกและการไว้อาลัยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและไม่ใช่สิ่งที่เราต้องพยายาม ‘ก้าวข้าม’ ด้วยการไม่พูดถึงเสมอไป

ในทางกลับกัน เริ่มมีการถกเถียงด้วยว่าการยอมรับความตายพร้อมกับการยังคงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับผู้เสียชีวิต ก็อาจเป็นอีกวิธีที่ช่วยจัดการความเศร้าโศกที่ดีเช่นกัน

ทำไมต้องโซเชียลมีเดีย?

ร้องไห้เงียบๆ หน้ากรอบรูปและธูปดอกเดียวก็ได้ ทำไมต้องป่าวประกาศการไว้อาลัยผ่านโซเชียลมีเดีย?

คำตอบของคำถามนี้ถูกอธิบายไว้หลากหลายผ่านงานวิชาการจากต่างประเทศ เหตุผลพื้นฐานคือทัศนะที่เชื่อว่าการแสดงออกถึงความรักและความเคารพต่อผู้สูญเสียเป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกัน คนจำนวนหนึ่งหวังให้โซเชียลมีเดียเป็นอนุสรณ์แห่งการรำลึกถึงที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์ โดยพวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่โพสต์ลงโลกดิจิทัลอาจไม่หายไปโดยง่าย

ส่วนอีกมิติหนึ่ง โซเชียลมีเดียถูกวิเคราะห์ว่ามีบทบาทสำคัญด้านการ ‘เติมเต็มตัวตน’ ของผู้สูญเสีย เพราะโซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมกับการไว้อาลัย และเปิดโอกาสให้ผู้สูญเสียสามารถแสดงอารมณ์และความรู้สึกต่อสาธารณะได้ง่ายขึ้น (แหงละ เพียงแค่การกลั่นกรองสารที่อยากสื่อแล้วจิ้มด้วยปลายนิ้วก็สำเร็จแล้ว) ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนมีส่วนช่วยให้ผู้สูญเสียรับมือและจัดการกับความเศร้าได้ดียิ่งขึ้น

มากไปกว่านั้น การแสดงออกถึงความเศร้าโศกบนโซเชียลมีเดียยังเติมเต็มผู้สูญเสียในมิติของการจัดระเบียบและการสนับสนุนทางอารมณ์ นอกจากนี้ ยังมีคำอธิบายทำนองว่าโซเชียลมีเดียช่วยให้ผู้สูญเสียจัดการความเศร้าได้ดีขึ้น เพราะการโพสต์ลงอินเทอร์เน็ตช่วยพาผู้สูญเสียออกจากสภาวะ ‘โดดเดี่ยว’ ท่ามกลางสังคมชีวิตจริงที่มักจะหลีกเลี่ยงการพูดถึงความตายและการสูญเสียโดยทั่วไป

อีกประเด็นน่าสนใจ คือการไว้อาลัยบนโซเชียลมีเดียช่วยให้ผู้สูญเสียเชื่อมโยงกับเครือข่ายของกลุ่มคนที่อยู่ในสภาวะสูญเสียเช่นกัน กล่าวคือผู้โพสต์กับผู้ที่มีประสบการณ์ร่วมสามารถเชื่อมโยงความเศร้าและสร้างความเห็นอกเห็นใจต่อกันและกันได้ จนผู้โพสต์อาจเกิดความรู้สึกว่า ‘เราไม่โดดเดี่ยวนะ มีคนที่เจ็บปวดเหมือนกัน และมีคนที่เข้าใจในความเจ็บปวดของเราด้วย’ ซึ่งความรู้สึกไม่โดดเดี่ยวนี่แหละที่มีส่วนช่วยเยียวยาจิตใจของผู้สูญเสีย ส่วนในระดับคนแปลกหน้าที่อาจไม่ได้มีประสบการณ์ร่วม โซเชียลมีเดียก็ยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้พวกเขาได้ร่วมไว้อาลัย แสดงความห่วงใย และปลอบประโลมจิตใจ ซึ่งท้ายที่สุดก็สามารถเยียวยาผู้สูญเสียได้เช่นกัน

ดังนั้น การแสดงออกซึ่งความเศร้าบนโซเชียลมีเดียจึงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของผู้สูญเสียได้ แต่ข้อวิเคราะห์ที่ผู้เขียนรวบรวมมาอาจไม่แข็งแรงเท่าเสียงของผู้สูญเสียตัวจริง ถัดจากนี้จึงขอหยิบงานวิจัย Social Media Mourning: Using Grounded Theory to Explore How People Grieve on Social Networking Sites ซึ่งเป็นงานวิจัยจากสหรัฐฯ มาอธิบาย

งานชิ้นนี้ศึกษาการไว้อาลัยบนโซเชียลมีเดียเพื่อทำความเข้าใจสาเหตุและลักษณะการใช้งาน โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) ผู้สูญเสียที่ไว้อาลัยผ่านโซเชียลมีเดียวัย 22-60 ปี จำนวน24 คน ที่เพิ่งผ่านการสูญเสียสมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนสนิทในช่วง 18 เดือนนับจากวันเก็บข้อมูล โดยทุกคนอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ และสาเหตุที่กำหนดช่วงเวลาเช่นนี้ เพราะผู้วิจัยเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่อารมณ์และความรู้สึกของการสูญเสียยังคงไม่เจือจาง

งานชิ้นนี้สรุปสาเหตุและแรงบันดาลใจในการโพสต์ไว้อาลัยบนโซเชียลมีเดียไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ หนึ่ง เพื่อส่งต่อข้อมูลการเสียชีวิตแก่ครอบครัวและเพื่อน และบางครั้งก็ทำเพื่อเริ่มต้นบทสนทนา สอง เพื่อพูดคุยถึงความตายกับผู้ไว้อาลัยคนอื่นๆ สาม เพื่อพูดคุยและหารือเกี่ยวกับความตายในชุมชนไว้อาลัยที่วงกว้างขึ้น และสี่ เพื่อรำลึกถึงและดำรงความสัมพันธ์กับผู้เสียชีวิตต่อไป

ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนบอกตรงกันว่าการแบ่งปันเรื่องราว รูปภาพ และวิดีโอของผู้เสียชีวิตบนโซเชียลมีเดียมีส่วนช่วยในกระบวนการเยียวยาจิตใจ โดยคนหนึ่งเผยว่า “การสื่อสาร (บนโซเชียลมีเดีย) ทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้างและทำให้ตระหนักว่าเขาจากไปแล้วจริงๆ พอถึงจุดนั้นก็ทำให้เรารับรู้ว่าตัวเองค่อยๆ เยียวยาและหายดี”

บางคนเผยว่าสบายใจที่จะสื่อสารถึงความสูญเสียบนโซเชียลมีเดียมากกว่าพูดต่อหน้า และมองว่าการเล่าจากแป้นพิมพ์ง่ายกว่าการบอกตัวต่อตัว นอกจากนี้ ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งเล่าว่าโซเชียลมีเดียช่วยแยกตัวตนของเขาออกจากความรู้สึกได้ เพราะเมื่อโพสต์บนโลกออนไลน์ เขารู้สึกว่าอารมณ์ของเขาเคลื่อนย้ายไปอยู่กับคอมพิวเตอร์แทนที่จะยึดติดอยู่กับตัวตนของเขา

ขณะที่บางคนก็รู้สึกอิ่มเอมใจที่คนแปลกหน้าร่วมอินเทอร์เน็ตแสดงความเห็นอกเห็นใจผ่านการกดถูกใจหรือแสดงความคิดเห็นเพื่อให้กำลังใจ ไม่ว่าจะข้อความอย่าง ‘เสียใจด้วยนะ’ หรือ ‘ภาวนาให้นะ’

“เป็นเรื่องดีที่ได้เห็นว่าความเศร้าของเราได้รับการแบ่งปันและรับฟัง ทุกคนคงอยากให้ความรู้สึกถูกรับฟังอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก… การปลอบใจบนโลกออนไลน์มีความหมายกับเรามาก โดยเฉพาะการที่มีคนที่ไม่ใช่แม้แต่สมาชิกครอบครัวเข้าหาและเป็นห่วงเป็นใย” คือข้อความของผู้ให้สัมภาษณ์จากงานวิจัย

อีกคำอธิบายที่น่าสนใจ คือผู้ให้สัมภาษณ์จำนวนหนึ่งเลือกใช้โซเชียลมีเดียเพราะเห็นว่าเป็นพื้นที่ไว้อาลัยที่คงอยู่ตลอดไปและเป็นพื้นที่ที่สามารถเข้าไปใช้งานเพื่อรำลึกถึงและไว้อาลัยเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ โดยที่ไม่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดของการไว้อาลัยแบบดั้งเดิม ถ้าในบริบทแบบไทยๆ ก็คือไม่ถูกจำกัดว่าต้องเขียนอะไรบนป้ายอัฐิติดหน้าธาตุเจดีย์ หรือไม่ถูกจำกัดว่าต้องกล่าวถึงแค่ประวัติผู้เสียชีวิตในงานศพ เป็นต้น

“สุสานหมายถึงความตาย ออนไลน์หมายความว่าคุณยังมีชีวิตอยู่ และคุณจะมีชีวิตอยู่ต่อไป” หากจะสรุปเหตุแห่งการโพสต์ไว้อาลัยบนโลกออนไลน์ คงไม่มีคำตอบใดอธิบายได้ดีเท่าผู้ให้สัมภาษณ์รายนี้ ซึ่งในแง่หนึ่งเทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ อาจมีเหตุและแรงบันดาลใจแห่งการโพสต์คอนเทนต์บนติ๊กต็อกในลักษณะที่ใกล้เคียงกับชุดคำอธิบายที่อภิปรายไปข้างต้น

Dark Humour: ข้างนอกฮาๆ ข้างในฮือๆ(?)

สิ่งที่ทำให้เทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ โดดเด่นกว่าโพสต์ไว้อาลัยอื่นบนมหาสมุทรแห่งคอนเทนต์ คือเทรนด์นี้แฝงเคลือบไปด้วยความตลกขบขัน ซึ่งเป็นความตลกที่ผู้เขียนขออนุญาตนิยามว่าเป็นตลกร้าย (dark humour)

ตลกร้ายกลายเป็นรูปแบบของความตลกที่เติบโตมากบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงยอดรับชมและยอดถูกใจจะสูงถึงหลักแสนหลักล้าน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคนอาจไม่เข้าใจการเล่นมุกตลกลักษณะนี้ กล่าวคือการเล่นมุกที่ใช้ความเป็นความตายหรือความทุกข์ยากเป็นวัตถุดิบหลัก

ตลกร้ายคือความตลกที่เล่นกับประเด็นที่ถูกมองเป็นเรื่องต้องห้ามและมีขอบเขตในการเอ่ยถึง มักเป็นประเด็นจริงจังอย่างเช่น ความตาย โรคระบาด สงคราม ความพิการ เพศ เชื้อชาติ หรือความยากจน เป็นต้น อย่างไรก็ดี เส้นแบ่งของความ ‘ตลกร้าย’ เป็นที่ถกเถียงมาโดยตลอดว่าเป็นความตลกที่ควรเล่นกับตัวเองหรือผู้มีอำนาจมากกว่าเท่านั้น หากใช้กับกลุ่มเปราะบางที่มีอำนาจน้อยกว่าแล้วอ้างว่า ‘แค่เล่นมุก’ อาจไม่ถูกนับว่าเป็นตลกร้าย

อย่างไรก็ตาม ตลกร้ายถูกอธิบายว่าเป็นหนทางแห่งการปฏิเสธความเศร้าโศกและความทุกข์ยากในโลกของความเป็นจริง คล้ายกับเป็นกลไกในการรับมือ (coping mechanism) เหตุการณ์อะไรบางอย่างที่ยากลำบาก หรืออีกนัยคือตลกร้ายสามารถช่วยให้บุคคลนั้นๆ จัดการช่วงเวลาที่ยากลำบากและดำเนินชีวิตต่อไปได้ มีคำอธิบายด้วยว่าคนมักอยากเล่นมุกตลกร้ายเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกไร้อำนาจหรือไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งการได้ยิงมุกตลกร้ายอาจทำให้บุคคลนั้นรู้สึกว่าตนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

เพราะฉะนั้น ในมิติหนึ่งเทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ จึงอาจเป็นการหยิบเอาประเด็นอย่างความตายมาบิดให้เป็นเรื่องตลกร้ายชวนขำขันที่ผู้โพสต์กระทำในฐานะกลไกรับมือและประมวลผลกับความสูญเสียก็ได้

แต่เรื่องราวอาจไม่ซับซ้อนขนาดนั้น ผู้โพสต์เทรนด์ ‘ให้คะแนนการกระทำ’ อาจไม่ได้อยู่ในภาวะเศร้าโศกเพราะรับมือกับความสูญเสียไม่ได้ แต่อาจแค่โพสต์เพราะรู้สึกต้องการโพสต์หรือโพสต์ด้วยเจตนาเพื่อความสนุกสนานจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องผิด อย่างที่ผู้เขียนยืนยันชัดเจนตั้งแต่พารากราฟแรกว่าวิธีจัดการความเศร้าหลังความตายไม่จำเป็นต้องเศร้าสลดเสมอไป

เพราะมันไม่เป็นไรที่จะร้องไห้ และไม่เป็นไรที่จะหัวเราะ – สิ่งสำคัญคืออย่าให้ใครมาบอกคุณต่างหากว่าเราต้องไว้อาลัยและเศร้าโศกแบบใด

อ้างอิง

Kakar, V., & Oberoi, N. (n.d.). Mourning with Social Media : Rewiring grief.pdf. https://www.academia.edu/28934970/Mourning_with_Social_Media_Rewiring_grief_pdf

Eriksson Krutrök, M. (2021). Algorithmic Closeness in Mourning: Vernaculars of the Hashtag #grief on TikTok. Social Media + Society, 7(3), 205630512110423. https://doi.org/10.1177/20563051211042396

Wagner, A. J. M. (2018). Do not Click “Like” When Somebody has Died: The Role of Norms for Mourning Practices in Social Media. Social Media + Society, 4(1), 205630511774439. https://doi.org/10.1177/2056305117744392

Moore, J., Magee, S., Gamreklidze, E., & Kowalewski, J. (2017). Social media mourning: Using grounded theory to explore how people grieve on social networking sites. OMEGA – Journal of Death and Dying, 79(3), 231–259. https://doi.org/10.1177/0030222817709691

Sinha, S., & Saha, A. (2023). Dark Humour As A Coping Mechanism [Review of Dark Humour As A Coping Mechanism]. European Chemical Bulletin, 12(Special Issue 5), 3684–3687. https://doi.org/10.48047/ecb/2023.12.si5a.0262

Voisey, S., & Heintz, S. (2024). Do Dark Humour Users Have Dark Tendencies? Relationships between Dark Humour, the Dark Tetrad, and Online Trolling. Behavioral Sciences, 14(6), 493–493. https://doi.org/10.3390/bs14060493

Why do we use dark humour as a coping mechanism? (n.d.). Patient.info. Retrieved July 16, 2024, from https://patient.info/news-and-features/why-do-we-use-dark-humour-as-a-coping-mechanism#what-is-dark-humour

Dickson, A. (n.d.). Dark humor isn’t what you think. The Bolles Bugle. https://bollesbugleonline.com/opinion/2022/02/07/dark-humor-isnt-what-you-think/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...