กี่ชาติกี่ภพข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้ามีความสุข
ข้อมูลเบื้องต้น
คำโปรย
จะกี่ชาติกี่ภพข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้ามีความสุข ข้าจะตามจองล้างจองผลาญเจ้าทุกชาติไป! นังแพศยา!
ชาติที่ 1 : หนานกงเยี่ยนร่ำรวยล้นฟ้า แต่ว่าไม่มีแท่งหยก ข้าจะยอมกล้ำกลืนฝืนทนแต่งกับเขาเรอะ! ไม่! ข้าไม่ยอม! ใครจะอยากได้สามีเป็นขันทีกัน!
อีบุ๊ค มีขายที่เว็บ www.readfree.in , Meb และห้องสมุด ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ
1 แผนถอนหมั้น 1
วันที่เริ่มเขียน 5 มีนาคม 2567
กี่ชาติกี่ภพข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้ามีความสุข
ชาติที่หนึ่ง : สามีข้าคือขันที
Chapter 1 แผนถอนหมั้น 1
ณ บ้านตระกูลหนานกง ทุกหนทุกแห่งตกแต่งประดับประดาไปด้วยผ้าสีแดงเพราะวันนี้เป็นวันแต่งงานของหนานกงเยี่ยนกับคุณหนูหว่านหรง ใครๆ ต่างก็พากันอิจฉาคุณหนูหว่านหรงที่ได้แต่งงานกับหนานกงเยี่ยนบุรุษที่เก่งกาจที่สุดของแคว้นนี้ หลังจากเสร็จพิธีต่างๆ ตามประเพณีแล้วเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็เข้าห้องหอ หว่านหรงมองลอดผ้าคลุมศีรษะออกไป นางเขินอายจนหน้าแดง หนานกงเยี่ยนเปิดผ้าคลุมออกมองฮูหยินที่งดงามราวดอกไม้แรกแย้ม เขาเชยคางนางขึ้น หว่านหรงหลุบตาลงเขินอายจนหน้าแดงแล้วแดงอีก
ก่อนที่จะมีงานแต่งงานยิ่งใหญ่นี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้ว
“หรงเอ๋อร์ ดูซิผ้าผืนนี้สวยจริงๆ” หว่านหรูอี้จับเนื้อผ้าจากผ้าหลายพับที่อยู่ในร้านชี้ชวนให้น้องสาวต่างมารดาชมดู หว่านหรงขยับเข้าไปมองอย่างตื่นๆ นางไม่ค่อยได้ออกจากจวนมาบ่อยนัก เนื่องจากนางเป็นลูกกำพร้ามารดา แม้ว่ามารดาของนางจะเป็นฮูหยินเอก แต่ว่ามารดาก็ตายไปตั้งนานแล้ว อนุรองจึงรับหน้าที่ดูแลจวนหลังจากที่ฮูหยินเอกตายไป ทำให้หว่านหรง บุตรสาวของฮูหยินเอกไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควรนัก นางมีเพียงแม่นมกับสาวใช้ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ของมารดาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ นางเพิ่งจะผ่านพิธีปักปิ่นเมื่อวันก่อนมาหยกๆ ซึ่งก็ถือว่านางเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ส่วนหว่านหรูอี้นั้นแก่กว่า 1 ปี นางเข้าพิธีปักปิ่นไปเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้นางอายุ 16 กว่าๆ กำลังเป็นสาวน้อยสะพรั่งสวยสดงดงาม อาภรณ์ที่นางสวมใส่หรูหราดูดียิ่งกว่าลูกฮูหยินเอกอย่างหว่านหรงเสียอีก
สองสาวยืนเคียงกัน คนหนึ่งสวยสดงดงาม อีกคนแม้จะดูด้อยกว่าด้วยอาภรณ์ที่สวมใส่ไม่ใช่อาภรณ์ที่ตัดเย็บอย่างประณีตแต่ว่าอาภรณ์นั้นก็ไม่อาจบดบังความงามของสาวน้อยวัย 15 ได้เลย เอาจริงๆ หากว่าเทียบหน้าตากันแล้ว หว่านหรูอี้นั้นสวยไม่เท่าน้องสาวต่างมารดาอย่างหว่านหรง แต่ด้วยอาภรณ์ที่ตัดเย็บอย่างประณีตราคาแพงทำให้หว่านหรูอี้ดูงดงามเทียบเคียงองค์หญิงจากในรั้วในวังได้อย่างสูสี
“อา แม่นางช่างตาแหลมนัก ผ้าผืนนี้ทอจากใยไหม เนื้อนุ่มเบาสบาย หน้าร้อนใส่แล้วไม่ร้อนแน่นอนขอรับ” เถ้าแก่รีบพูดขึ้นมา เขาจำลูกค้าสาวคนนั้นได้ นางเป็นคุณหนูใหญ่ของอาลักษณ์ท่านหนึ่ง มักจะมาซื้อผ้าที่ร้านบ่อยๆ ทุกเดือน ส่วนสตรีอีกคนนั้นเขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ฟังจากคำพูดของคุณหนูหว่านหรูอี้แล้วนางน่าจะเป็นน้องสาวกระมัง
“เท่าไหร่?” หว่านหรูอี้ถาม เถ้าแก่รีบบอก “ไม่แพงขอรับๆ ผ้าพับนี้แค่ 1 ร้อยตำลึงทองขอรับ”
“1 ร้อยตำลึงทอง!” หว่านหรูอี้หลุดอุทานออกมา นางไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น 1 ร้อยตำลึงทองเทียบได้กับเบี้ยหวัดเกือบทั้งปีของท่านพ่อเลยทีเดียว ท่านพ่อของนางทำงานได้เบี้ยหวัดเดือนละ 10 ตำลึงทอง 1 ปีก็เป็น 120 ตำลึงทอง
“โอ้!” หว่านหรงได้ยินราคาแล้วก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน ถึงนางจะไม่ได้ออกมานอกจวน แต่ว่าเรื่องราคา เรื่องเงินเรื่องทองอะไรพวกนี้แม่นมพูดให้ฟังบ่อยๆ ซ้ำยังคอยทวงเบี้ยน้อยนิดของนางที่ควรได้รับจากจวนกับอนุรองอยู่บ่อยๆ อนุรองก็ไม่กล้ากดขี่อย่างออกนอกหน้ามากนัก เพราะหากเรื่องในจวนรู้ไปถึงหูสามีเมื่อไหร่ หว่านกัวฉายอาจจะริบหน้าที่ดูแลจวนแล้วให้อนุคนอื่นๆ ทำแทนก็ได้ ดังนั้นอนุรองจึงไม่กล้าทำอะไรให้มีเรื่องมีราวรู้ไปถึงหูสามีเด็ดขาด
“คุณหนูจะรับผ้าผืนนี้ไหมขอรับ?” เถ้าแก่ถาม หว่านหรูอี้แม้จะอยากได้มากเท่าไหร่ แต่ว่านางไม่มีเงินมากขนาดนั้น นางจึงบอกอย่างบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นว่า “ผ้าบางถึงเพียงนี้ เกรงว่าตัดชุดออกมาแล้วคงมองเห็นไปถึงไหนๆ เอ่อ ข้าดูผ้าเหมือนคราวที่แล้วดีกว่า”
“อ่อๆ ไม่เป็นไรขอรับแม่นาง” เถ้าแก่บอกแล้วหลิ่วตาสั่งลูกน้อง
ลูกน้องก็รีบเอาผ้าพับใหม่มาให้ดู นางเลือกผ้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับที่คุณหนูท่านนี้ซื้อไปเมื่อเดือนที่แล้วมาวางเรียงตรงหน้าลูกค้าสาว พลางเก็บผ้าไหมราคาแพงพวกนั้นออกไป
หว่านหรูอี้มองดูผ้าพับใหม่พวกนั้นพลางชี้ชวนให้หว่านหรงดูด้วย “หรงเอ๋อร์ เจ้าช่วยพี่ดูซิผืนไหนสวยที่สุด?”
“เอ่อ พี่อี้ดูเถอะเจ้าค่ะ ข้าโง่เง่า เกรงว่าจะช่วยพี่ไม่ได้มากนักเจ้าค่ะ” หว่านหรงบอก นางมองผ้าเหล่านั้นเหมือนพวกมันเป็นของเกินเอื้อม ก็ใช่ สำหรับนางแล้วเกินเอื้อมจริงๆ นั่นแหละ เบี้ยของนางแต่ละเดือนไม่ได้มากมายนัก
แม่นมกับสาวใช้เอาไปซื้อของกินเข้าเรือนอย่างกระเบียดกระเสียรทุกเดือนๆ ไม่มีเหลือ ซ้ำแม่นมกับสาวใช้ยังต้องปักผ้าแล้วเอาไปขายเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูนางอีก
หว่านหรูอี้เห็นน้องสาวต่างมารดาถ่อมตัวถึงขนาดนั้นก็ยิ้มพอใจอยู่รางๆ นางจึงเลือกผ้าเองไม่สนใจน้องสาวต่างมารดาอีก
หว่านหรงก็ยืนดูเงียบๆ นางมองไปรอบๆ ร้านอย่างอยากรู้อยากเห็น โลกนอกจวนช่างดูใหญ่โตมากสีสันเหลือเกิน
“ข้าเอาพับนี้” หว่านหรูอี้บอก เถ้าแก่รีบบอกราคา “ผ้าพับนี้ 20 ตำลึงเงินขอรับ”
ถางซือเห็นคุณหนูหลิ่วตาสั่ง นางจึงล้วงถุงเงินออกมานับเงินยื่นให้เถ้าแก่ เถ้าแก่รีบหยิบผ้าพับนั้นห่อส่งให้สาวใช้ทันที “นี่ขอรับ”
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ” หว่านหรูอี้บอก นางลุกขึ้นเดินนำออกไป ถางซือรีบเดินตามไป หว่านหรงเดินตามพี่สาวต่างมารดาไป เถ้าแก่ยืนคำนับส่ง “คราวหน้าเชิญอีกนะขอรับแม่นาง กลับดีๆ นะขอรับ”
หว่านหรูอี้เดินเชิดหน้าออกจากร้าน นางเหลือบมองน้องสาวต่างมารดาแล้วชวนว่า “หรงเอ๋อร์ พวกเราไปดื่มชาที่โรงเตี้ยมฮุ่ยหมิ่นเถอะ”
“เอ่อ…จะดีเหรอ…” หว่านหรงพูดยังไม่ทันจบ หว่านหรูอี้ก็คว้าข้อมือหมับ “ดีซิ ไปเร็ว ข้าคอแห้งจะตายแล้ว ขืนมัวรอกลับไปดื่มชาที่จวนข้าคงเป็นลมกลางทางแน่”
หว่านหรูอี้ลากหว่านหรงเดินไปทางโรงเตี้ยมใหญ่ของเมือง หว่านหรงจำใจต้องเดินตามพี่สาวต่างมารดาไปอย่างจำยอม ถางซือเดินตามไป นางเหลือบมองคุณหนูรองที่ดูโง่งมไม่ทันคนอย่างดูแคลนนิดหนึ่ง คุณหนูรองผู้นี้ก็โง่จริงๆ นั่นแหละ กำลังจะถูกหลอกก็ยังไม่รู้ตัวสักนิด เฮอะ!
จนไปถึงโรงเตี้ยมฮุ่ยหมิ่น เสี่ยวเอ้อร์รีบต้อนรับ “เชิญขอรับๆ”
หว่านหรูอี้เดินนำเข้าไป นางเลือกโต๊ะที่อยู่ด้านหน้าแล้วนั่งลงพลางสั่ง “น้ำชากานึง”
“ขอรับๆ” เสี่ยวเอ้อร์รีบเดินไปยกน้ำชามาให้ “น้ำชาขอรับ”
ถางซือขยับไปรินชาให้คุณหนู “น้ำชาเจ้าค่ะ”
“อืม” หว่านหรูอี้ยกถ้วยชาขึ้นเป่าๆ แล้วจิบอึกหนึ่ง ตาก็มองออกไปเบื้องนอกแล้วดึงสายตากลับมามองน้องสาวต่างมารดา “หรงเอ๋อร์ ดื่มซิ”
“เจ้าค่ะ” หว่านหรงรับคำเสียงเบา นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ ตามองไปรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น วันนี้พี่สาวต่างมารดาชวนนางออกมาซื้อของด้วย ช่างใจดีผิดปกติไปหน่อยนะ ปกติแล้วพี่สาวคนนี้แทบจะไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ นางไม่อยากออกมาด้วยแต่พี่สาวต่างมารดาก็คะยั้นคะยอจนนางไม่มาด้วยก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าพี่สาวต่างมารดาผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่?
หว่านหรูอี้จิบชาอย่างอ่อยอิ่ง หว่านหรงก็จิบชาพลางมองไปมองมาเหมือนกบในกะลาที่ได้ออกมาสู่บึงกว้างอย่างไรอย่างนั้น
ใช่ นางเป็นกบในกะลาจริงๆ นั่นแหละ นางโตมาแบบไม่ค่อยย่างก้าวออกจากจวนมากนัก วันๆ อยู่แต่ในจวน ใช้ชีวิตไปวันๆ มีเพียงตำราในห้องหนังสือของท่านพ่อเป็นเพื่อนแก้เหงา วันๆ นางอ่านแต่ตำราจนจำตำราเหล่านั้นได้ขึ้นใจทุกม้วนเลยทีเดียว
จนกระทั่งเสียงเสี่ยวเอ้อร์ดังว่า “เชิญขอรับๆ”
หว่านหรูอี้ตาเป็นประกายทันที นางมองไปที่บุรุษคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินเข้ามา นางรีบหลุบตาลงปิดบังประกายบางอย่างในดวงตาเอาไว้ หว่านหรงเห็นท่าทีพี่สาวต่างมารดาดูลุกลี้ลุกลนชอบกล นางเกิดความสงสัยในใจ อยากจะหันหลังไปมองคนที่เดินเข้ามาในโรงเตี้ยมยิ่งนัก แต่ว่าถ้านางทำอย่างนั้นคงเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ดังนั้นนางจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวต่อไป ยกชาขึ้นจิบด้วยท่าทีซื่อๆ เช่นเดิม
จนกระทั่งบุรุษคนนั้นเดินผ่านมาที่โต๊ะซึ่งคุณหนูตระกูลหว่านสองคนนั่งอยู่ หว่านหรูอี้ก็ทำเป็นเงยหน้ามองอย่าง ‘บังเอิญ’
“อ่ะ นายท่านหนานกง!” หว่านหรูอี้ทักคล้ายกับคิดไม่ถึงว่าจะเจอคู่หมั้นของนางโดยบังเอิญ หนานกงเยี่ยนมองสตรีที่ส่งเสียงทักเขา “แม่นางคือ?”
หว่านหรูอี้ลุกขึ้นยืน “ข้า หว่านหรูอี้ บุตรสาวคนโตของท่านอาลักษณ์หว่านเจ้าค่ะ”
“อ่อ แม่นางหว่าน” หนานกงเยี่ยนทวนคำ มองหว่านหรูอี้ คู่หมั้นของตนเองที่เขาเพิ่งจะส่งของหมั้นหมายไปให้ตระกูลหว่านเมื่อ 5 วันก่อน เขากับนางไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน เพียงแต่ว่าที่เขาเลือกสตรีจากตระกูลหว่านเป็นคู่หมั้นก็เพราะว่าหว่านกัวฉายเป็นเพียงอาลักษณ์ตำแหน่งเล็กๆ ตระกูลหว่านไม่ได้มีอำนาจอะไรมากนัก สตรีจากตระกูลเล็กๆ แต่งเข้าตระกูลหนานกงย่อมไม่สร้างปัญหาใหญ่โตให้เขาแน่นอน ดังนั้นคุณหนูตระกูลหว่านจึงเป็นตัวเลือกที่ดี
หว่านหรงย่อมรู้เรื่องการหมั้นหมายของพี่สาวต่างมารดา ได้ยินว่านายท่านหนานกงเป็นคนมีความสามารถ อีกทั้งรูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ วันนี้ได้เห็นตัวจริงของเขาแล้ว นับว่าคำร่ำลือไม่เกินจริงเลย เขาเป็นบุรุษรูปงามจริงๆ นางรู้สึกอิจฉาพี่สาวต่างมารดานิดหน่อยที่ได้หมั้นหมายกับบุรุษรูปงามเช่นนี้
“แล้วแม่นางท่านนี้?” หนานกงเยี่ยนมองสตรีอีกนางที่นั่งอยู่ หว่านหรูอี้รีบแนะนำ “อ่อ นี่น้องสาวของข้าเจ้าค่ะ หว่านหรง”
“อ่อ” หนานกงเยี่ยนพยักหน้ารับรู้ เขามองหว่านหรงแวบหนึ่ง เพียงแวบเดียวเขาก็รู้สึกว่าหน้าตาของหว่านหรงดูงามกว่าหว่านหรูอี้หลายเท่านัก
“นายท่านหนานกงมากินอาหารที่นี่หรือเจ้าคะ?” หว่านหรูอี้ถามเหมือนชวนคุย หนานกงเยี่ยนพยักหน้า “ใช่”
เขามองบนโต๊ะที่มีเพียงน้ำชากาเดียวแล้วเอ่ยว่า “หากว่าแม่นางทั้งสองยังไม่ได้กินอะไร เช่นนั้นให้ข้าเลี้ยงเถิด ถือเป็นโอกาสดีที่ข้าได้พบแม่นางทั้งสอง”
“เอ่อ จะดีหรือเจ้าคะ” หว่านหรูอี้บ่ายเบี่ยง แต่ในดวงตาลึกๆ มีแววสมใจ หนานกงเยี่ยนเอ่ยชวนอีกครั้ง “มีอะไรไม่ดี แม่นางถือว่าเป็นคู่หมั้นข้าแล้ว ข้าย่อมอยากพูดคุยกับคู่หมั้นของข้า เราจะได้ทำความคุ้นเคยกันให้มากขึ้น”
“เอ่อ เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” หว่านหรูอี้ตอบคล้ายจนใจไร้หนทางบ่ายเบี่ยงอีก หนานกงเยี่ยนจึงผายมือ “เชิญ”
เขาเดินนำไปที่บันได หว่านหรูอี้รีบคว้าข้อมือหว่านหรงหมับ จูงมือเดินตามหนานกงเยี่ยนไป หว่านหรงไม่อยากไปด้วยเลย แต่ว่านางจะขอตัวกลับตอนนี้ก็จะดูน่าเกลียดเกินไป ถ้านางกลับไปตอนนี้เลยอาจทำให้ว่าที่พี่เขยเข้าใจผิดคิดว่านางรังเกียจเขาก็ได้ หากว่าเขาคิดเช่นนั้นขึ้นมา ภายภาคหน้านางต้องเจอหน้าเขาอีก คงทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนกันทั้งสองฝ่ายแน่นอน
“เอ่อ คุณหนูเจ้าคะ ข้าขอไปเก็บดอกไม้*ก่อนนะเจ้าคะ” ถางซือร้องบอกพลางเอามือกุมท้อง หว่านหรูอี้โบกมือไล่ “จะไปไหนก็ไปไป๊”
(เก็บดอกไม้ ในที่นี้หมายความว่า เข้าส้วม)
“เจ้าค่ะ” ถางซือขานรับแล้วรีบเดินไปเข้าส้วม นางเดินออกไปทางด้านหลังแล้วเดินออกไปจากโรงเตี้ยม รีบมุ่งหน้ากลับไปที่จวนทันที หน้าที่ของนางก็คือต้องพานายท่านมาที่นี่ให้ทันตามแผนของคุณหนูใหญ่
หนานกงเยี่ยนเดินนำเข้าไปในห้องส่วนตัวบนชั้นสองห้องหนึ่ง เสี่ยวเอ้อร์ก็ต้อนรับขับสู้อย่างกุลีกุจอ “เชิญขอรับๆ”
เขาใช้ผ้าเช็ดๆ โต๊ะกับเก้าอี้ทุกตัวอย่างว่องไวยิ่ง หนานกงเยี่ยนสะบัดเสื้อคลุมตัวยาวแล้วนั่งลงอย่างสง่าผ่าเผย เขามองสองพี่น้องตระกูลหว่านพลางผายมือ “เชิญนั่งซิ”
“เจ้าค่ะ” หว่านหรูอี้นั่งลงตรงข้าม หว่านหรงก็นั่งลงข้างพี่สาวต่างมารดา พลางคิดในใจว่า ที่แท้ที่พี่อี้ชวนข้าออกมาด้วยก็เป็นแค่ข้ออ้างในการมาพบหน้าคู่หมั้นกระมัง
“เอากับข้าวขึ้นชื่อมาสักเจ็ดแปดอย่าง เหล้าหวานสักกาเถอะ” หนานกงเยี่ยนสั่งเสี่ยวเอ้อร์ เสี่ยวเอ้อร์รับคำ “ขอรับๆ”
แล้วเขาก็เดินออกไป ทำให้ภายในห้องเกิดความเงียบขึ้นมาครู่หนึ่ง หว่านหรูอี้มองคู่หมั้นของตนเอง ใบหน้าของบุรุษผู้นี้จัดว่ารูปงามเหมาะสมกับนางมากจริงๆ แต่ว่าเขามีความลับที่ปกปิดเอาไว้ แล้วนางก็บังเอิญรู้ความลับนั้นของเขา นางจึงไม่อยากตกแต่งกับเขาขึ้นมา ดังนั้นนางจึงได้วางแผนมาเจอเขา ‘โดยบังเอิญ’ ในวันนี้
“ข้าไม่รู้ว่าแม่นางชอบกินอะไรบ้าง แต่ว่าอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ล้วนอร่อยทุกอย่าง หวังว่าแม่นางทั้งสองจะถูกปากนะ” หนานกงเยี่ยนเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ หว่านหรูอี้รีบพยักหน้า “ย่อมถูกปากเจ้าค่ะ อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ล้วนเลิศรส ถือว่าเป็นบุญปากของข้าแล้วเจ้าค่ะ”
นางพูดแล้วหันไปมองหว่านหรงแวบหนึ่งจากนั้นก็หันกลับไปพูดว่า “แต่ว่าหว่านหรงไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอกบ่อยนัก หากนางทำอะไรไม่ค่อยท่าขอนายท่านหนานกงโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไรๆ” หนานกงเยี่ยนบอก เขามองหว่านหรงแวบหนึ่ง ในเมื่อเขาหมั้นกับพี่สาวของนางแล้ว เขาก็ไม่ควรมองนางมากเกินไป
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หว่านหรูอี้ยิ้มแย้ม พลัน! เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก็อกๆ
“น้ำชาขอรับ” เสียงเสี่ยวเอ้อร์ร้องบอกหน้าประตู หนานกงเยี่ยนตอบ “เข้ามา”
เสี่ยวเอ้อร์จึงผลักประตูเข้าไป วางน้ำชาบนโต๊ะ เขากำลังจะรินชา หว่านหรูอี้รีบบอก “เจ้าไปเถอะ เดี๋ยวข้ารินชาเอง”
“อ่อ ขอรับๆ” เสี่ยวเอ้อร์มองนายท่านหนาน เห็นนายท่านหนานพยักหน้า เขาจึงถอยออกไป หว่านหรูอี้ลุกขึ้นยืน เลื่อนถาดน้ำชามาตรงหน้านาง แล้วจัดแจงรินชา ขณะที่รินชานางก็แอบใส่ผงยาบางอย่างลงไปในถ้วยชา 2 ถ้วย แน่นอนว่าทั้งสองถ้วยที่ใส่ยาลงไปนั้นย่อมเป็นของนายท่านหนานกงกับหว่านหรง หึๆๆๆ…
“น้ำชาเจ้าค่ะ” นางเลื่อนถ้วยชาไปตรงหน้าหนานกงเยี่ยน อีกถ้วยก็เลื่อนไปตรงหน้าหว่านหรง จากนั้นนางก็รินชาถ้วยที่ 3 ให้ตัวเอง
หนานกงเยี่ยนยกชาขึ้นจิบ น้ำชาร้อนๆ หอมกรุ่นทำให้รู้สึกสดชื่น หว่านหรงก็จิบชาเช่นกัน นางคิดว่ากินอาหารสักคำสองคำแล้วค่อยหาจังหวะขอตัวกลับดีกว่า นางไม่อยากอยู่เป็น ‘ก้างขวางคอ’ พี่สาวต่างมารดากับคู่หมั้นหรอกนะ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ก็อกๆ
“อาหารขอรับ” เสียงเสี่ยวเอ้อร์ร้องบอก หนานกงเยี่ยนจึงบอก “เข้ามา”
เสี่ยวเอ้อร์จึงผลักประตูเดินเข้าไป เขากับเสี่ยวเอ้อร์คนอื่นๆ เดินเรียงแถวเข้าไปวางอาหารบนโต๊ะแล้วก็เดินเรียงแถวออกไปอย่างเป็นระเบียบ หนานกงเยี่ยนหยิบตะเกียบขึ้นมาพลางผายมือ “เชิญแม่นางทั้งสอง”
“เจ้าค่ะ” หว่านหรูอี้ตอบรับ หยิบตะเกียบขึ้นมา หนายกงเยี่ยนลงมือกินก่อนในฐานะเจ้าภาพ หว่านหรูอี้จึงคีบกับให้หว่านหรง ทั้งยังคะยั้นคะยอน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าต้องกินเยอะๆ หน่อยนะ”
“เจ้าค่ะ” หว่านหรงตอบรับ หว่านหรูอี้ก็รินเหล้าให้หนานกงเยี่ยนกับหว่านหรง ขณะรินเหล้านางก็แอบใส่ผงยาลงไปในจอกเหล้าทั้งสองจอกอีกครั้ง “นายท่านหนานกงเจ้าคะ เหล้าเจ้าค่ะ”
“อืม” หนานกงเยี่ยนส่งเสียงคำหนึ่ง
“หว่านหรง ลองดื่มซิ เหล้าที่นี่รสหวานอร่อยนะ” หว่านหรูอี้ยกจอกเหล้าไปตั้งตรงหน้าหว่านหรง หนานกงเยี่ยนบอก “แม่นางลองดื่มเถอะ เหล้านี้ดื่มไม่เมาหรอก”
“ใช่ๆ เหล้านี้รสไม่ร้อนแรงมาก ข้ายังชอบมาดื่มบ่อยๆ เลย” หว่านหรูอี้บอกพลางยกจอกเหล้าของตนเองขึ้นจิบ หว่านหรงเห็นว่าที่พี่เขยมองมา นางจึงยกจอกเหล้าขึ้นจิบอึกหนึ่ง รสหวานอมเปรี้ยวไหลผ่านลิ้นลงไป มีกลิ่นหอมของผลไม้อ่อนๆ นี่เป็นเหล้าสำหรับสตรีรสชาติไม่ร้อนบาดคอ นางดื่มแล้วรู้สึกชอบจึงดื่มอีกอึกหนึ่ง หว่านหรูอี้มองอย่างพอใจ นางคีบกับกินข้าวด้วยท่าทีปกติ รอคอยให้ยาออกฤทธิ์ หลังจากนั้นทุกอย่างก็จะเป็นไปตามแผนการของนางล่ะ หึๆๆๆ…
หนานกงเยี่ยนกินดื่มโดยไม่รู้ตัวเลยว่าถูกวางยา หว่านหรงก็เช่นกัน นางไม่รู้เลยว่าพี่สาวต่างมารดาคิดผลักนางลง ‘บ่อโคลน’
จนกระทั่งกินๆ ดื่มๆ ไปสักพัก หว่านหรูอี้ก็เอ่ยขึ้นว่า “เอ่อ นายท่านหนาน ข้าขอตัวสักครู่เจ้าค่ะ”
“เชิญแม่นางเถอะ” หนานกงเยี่ยนบอก เขาคิดว่านางคงจะไป ‘เก็บดอกไม้’ กระมัง
หว่านหรูอี้ลุกออกไป พลางกระซิบบอกหว่านหรงว่า “รอก่อนนะ ข้าไปเก็บดอกไม้สักครู่เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
“เจ้าค่ะ” หว่านหรงตอบรับ หว่านหรูอี้เดินออกไปจากห้อง นางปิดประตูห้องแล้วยิ้มมาดหมายอย่างอดไม่อยู่ แผนการของนางช่างง่ายดายยิ่งนัก รออีกไม่นาน นางก็ไม่ต้องแต่งเข้าตระกูลหนานกงแล้ว ‘บ่อโคลน’ บ่อนี้นางยกให้หว่านหรงอย่างเต็มอกเต็มใจเลยทีเดียว
หนานกงเยี่ยนกินดื่มต่อ สักพักเขาก็รู้สึกรุ่มร้อนแปลกๆ ขึ้นมา เขาจึงรินชาดื่มอึกๆ ดับความร้อนในร่าง หว่านหรงก็รู้สึกร้อนๆ เช่นกัน นางยกเหล้าขึ้นดื่มอึกๆ แต่ความร้อนรุ่มแปลกๆ กลับไม่คลายลงเลย นางพึมพำเบาๆ “ร้อนจัง”
นางจึงเอื้อมมือไปจับกาน้ำชา จังหวะนั้นหนานกงเยี่ยนก็ยื่นมือไปจับกาน้ำชาเช่นกัน ทำให้มือใหญ่วางทับบนมือเรียวเล็กโดยไม่ตั้งใจ หว่านหรงชะงักไป “เอ่อ…”
หนานกงเยี่ยนผละออก “ขออภัยด้วย”
หว่านหรงไม่พูดอะไร นางหยิบกาน้ำชามาแล้วรินน้ำชาให้หนานกงเยี่ยนก่อน จากนั้นก็รินให้ตัวเอง นางยกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกๆ รู้สึกร้อนจนเหงื่อซึมตรงไรผม นางใช้มือโบกๆ ลมให้ตัวเอง หนานกงเยี่ยนก็รู้สึกร้อนจนเหงื่อซึมเช่นกัน เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติแล้ว เขารู้ตัวแล้วว่าตัวเองถูกวางยาปลุกกำหนัดเข้าให้แล้ว!
แต่ว่าใครเป็นคนวางยาเขา? แม่นางหว่านคนพี่หรือว่าแม่นางหว่านคนน้องกันแน่? แล้วจุดประสงค์ที่วางยาเขาเพื่ออะไร?
เขาหมั้นหมายกับแม่นางหว่านคนพี่แล้ว ดังนั้นจึงมองได้ 2 แง่ ข้อแรก หากว่าแม่นางหว่านคนน้องคิดแย่งคู่หมั้นพี่สาว ข้อนี้ก็อาจเป็นไปได้ที่นางคิดจะวางยาเขาเพื่อทำให้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก!
แต่ดูจากท่าทีของนางแล้ว ไม่น่าเป็นไปได้ที่นางคิดจะแย่งคู่หมั้นของพี่สาวตนเอง ตอนแรกเขาเห็นนางมีท่าทีกระอักกระอ่วนด้วยซ้ำ นางคล้ายกับจะเอ่ยปากขอตัวกลับไปตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่นางเช่นนั้นก็เหลือแค่ข้อสองแล้ว นั่นคือแม่นางหว่านคนพี่คิดจะผลักน้องสาวให้เขา ไม่เช่นนั้น สาวใช้คนนั้นเหตุใดจนป่านนี้จึงยังไม่กลับมาอยู่ข้างกายเจ้านายอีก เป็นไปไม่ได้ที่สาวใช้จะปล่อยให้เจ้านายอยู่กับคู่หมั้นตามลำพัง
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet : 098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ
2 (nc)แผนถอนหมั้น 2
Chapter 2 (nc)แผนถอนหมั้น 2
สาวใช้ที่ดีต้องรักษาเกียรติของเจ้านาย ไม่ยอมปล่อยให้เจ้านายอยู่ตามลำพังกับคู่หมั้น แม้ว่าจะมีน้องสาวของเจ้านายอยู่ด้วยก็ตาม เพราะว่าหากเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา สองปากย่อมดีกว่าปากเดียวแน่นอน! แล้วอีกอย่าง นั่นก็คือแม่นางหว่านคู่หมั้นของเขากลับขอตัวออกไป ทิ้งน้องสาวของนางเอาไว้กับเขาตามลำพังเนี่ยนะ! หากว่านางคิดหวงเขาในฐานะที่เป็นคู่หมั้นก็ไม่ควรปล่อยเขาไว้กับน้องสาวของนางตามลำพังซิ!
เท่าที่เขาคิดเหตุผลของเรื่องนี้แล้ว ดูแล้วข้อสองนี้เป็นไปได้มากสุด สถานการณ์ในตอนนี้กำลังถูกจัดฉากขึ้นมา เขาจะยอมลุยน้ำโคลนหรือไม่?
เขาเห็นแม่นางหว่านคนน้องใช้มือกระพือลมให้ตนเอง ใบหน้านางแดงระเรื่อนิดๆ ดูก็รู้ว่านางถูกพิษยาปลุกกำหนัดเข้าให้แล้ว!
“เอ่อ…นายท่านหนานเจ้าคะ ข้าขอตัวกลับก่อนเจ้าค่ะ” หว่านหรงเอ่ยขึ้นมา นางรู้สึกร้อนจนอยากจะถอดอาภรณ์ออกซะเดี๋ยวนี้เลยทีเดียว มันร้อนจนนางแทบจะทนไม่ไหวแล้ว!
นางบอกแล้วรีบลุกขึ้นทันที ก้าวเดินไปที่ประตู หนานกงเยี่ยนรีบลุกไปคว้าข้อมือนางเอาไว้ “เดี๋ยวก่อนแม่นางหว่าน”
“อ่ะ!” หว่านหรงสะดุ้ง มองมือหนานกงเยี่ยนที่ถือวิสาสะจับข้อมือนางเอาไว้ หนานกงเยี่ยนใช้อีกมือคว้าเอวหว่านหรงดึงเข้าหาตัวทันที หว่านหรงสะดุ้งอีกครั้ง “อ่ะ!”
ท่าทีตกใจของนางไม่ได้เสแสร้ง หนานกงเยี่ยนดูออก เช่นนั้นสิ่งที่เขาคิดก็คือ ข้อสอง แน่นอน! หว่านหรูอี้ไม่อยากหมั้นกับเขา จึงได้วางแผนผลักน้องสาวเข้ามาแทนที่ เขาเองก็ไม่ขัดข้องอะไร จะคนพี่หรือคนน้องเขาก็ไม่เกี่ยง ขอแค่แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินของเขาอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวก็พอ อีกทั้งดูๆ ไปแล้วหน้าตาของคนน้องก็งามกว่าคนพี่หลายเท่า เช่นนั้นเขาจึงคิดจะตามน้ำไป ปล่อยให้แผนการของหว่านหรูอี้สำเร็จอย่างที่นางหวังก็แล้วกัน หึๆๆๆ…
เขาดึงหว่านหรงเข้ามากอด จับท้ายทอยนางตรึงเอาไว้ ให้นางเงยหน้าขึ้น เขาก้มลงไปบดจูบริมฝีปากสีแดงระเรื่อเย้ายวนราวดอกไม้แรกแย้ม หว่านหรงตกใจเบิกตาโต “อื้อ!”
นางส่งเสียงร้องแต่ว่าเสียงของนางก็หลุดออกมาเล็กน้อยเท่านั้น นางยันอกหนานกงเยี่ยนขัดขืน แต่ว่าความร้อนรุ่มในตัวนางคล้ายกับจะทุเลาลงเมื่อถูกจูบเช่นนี้ นางจึงเผลอไผลปล่อยให้เขาจูบตักตวงความหอมหวาน หนานกงเยี่ยนเลื่อนมือจากท้ายทอยลงไปลูบไล้แผ่นหลังเล็กบอบบางที่ตัวสั่นๆ ราวลูกนกต้องลมหนาว หว่านหรงรู้สึกถึงฝ่ามือที่ลูบหลังผ่านอาภรณ์ 3 ชั้น สัมผัสนั้นคล้ายเลือนๆ รางๆ แต่ว่ามันกลับช่วยคลายความรู้สึกร้อนรุ่มในตัวนางลงไปได้บ้าง นางจึงไม่ดิ้นขัดขืน
หนานกงเยี่ยนอุ้มนางขึ้นมาเหมือนอุ้มเด็ก ก้นนางวางอยู่บนท่อนแขนของเขา เขาก้าวไปที่เตียงในห้อง ซึ่งเตียงนี้มีไว้ให้ลูกค้าใช้พักผ่อนนอนหลับ หากว่าลูกค้าดื่มจนเมากลับไม่ไหวก็นอนที่นี่เลยก็ได้ เขาวางนางลงบนเตียงทั้งๆ ที่ริมฝีปากยังจูบกันอยู่ เขาดันนางนอนลงบนเตียง มือแหวกสาบเสื้อล้วงเข้าไปเค้นคลึงเต้าอวบเต่งตึงขนาดกำลังพอดีมือ
เดาว่าหากนางเติบโตมากกว่านี้สองเต้านี้คงอวบใหญ่มากกว่านี้แน่นอน นางช่างเป็นดอกไม้แรกแย้มที่คู่ควรให้เขารังแกจริงๆ ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องสะกดกลั้นอารมณ์ใดๆ เอาไว้ ลงมือรังแกนางอย่างเต็มอกเต็มใจ หว่านหรงรู้สึกเสียวสยิวจนบิดตัวไปมา มือข้างนั้นกำลังเค้นคลึงดอกบัวตูมของนาง ทำให้นางรู้สึกเสียวสยิวเป็นครั้งแรกในชีวิต นางบิดตัวไปมา คล้ายกับจะหลบหนีจากมือข้างนั้น และคล้ายกับจะแอ่นสู้มือข้างนั้นเช่นกัน หนานกงเยี่ยนถอนปากออก เลื่อนริมฝีปากเล็มไปตามแนวคางเรียว หว่านหรงเผลอคราง “อื้อ…”
หนานกงเยี่ยนดูดที่ลำคอนางจนเป็นรอยแดงรอยหนึ่ง เขาต้องการประทับตราเอาไว้บนตัวนาง คล้ายกับจะตีตราความเป็นเจ้าของอย่างไรอย่างนั้น หว่านหรงเสียวสยิวจนขนลุกชัน นางบิดอกไปมา หนานกงเยี่ยนแหวกสาบเสื้อจนบัวตูมออกมารับลมข้างหนึ่ง
ยอดบัวเป็นป้านสีชมพูสวยงาม มีรอยแดงระเรื่อจากการถูกบีบคลึงเล็กน้อย เขาก้มลงดูดยอดบัวดอกนั้น หว่านหรงเผลอคราง “อื้อ…อย่า…”
หนานกงเยี่ยนดูดดุนยอดบัวงามอย่างเอร็ดอร่อย หว่านหรงเสียวสยิวจนเผลอคราง “อื้อ…”
นางจับศีรษะเขาอยากจะผลักออก แต่ความรู้สึกเสียวสยิวประหลาดนั้นทำให้นางไม่อาจผลักเขาออกไปได้ ตัวนางกลับบิดแอ่นไปแอ่นมาคล้ายกับจะป้อนยอดอกเข้าปากเขาให้มากขึ้น
หว่านหรูอี้แอบมองอยู่ที่ประตู นางเห็นหนานกงเยี่ยนกำลังลวนลามน้องสาวต่างมารดาก็รู้สึกสมใจยิ่งนัก รอแค่ให้ท่านพ่อมาเห็นภาพนี้ นางก็ไม่ต้องแต่งเข้าตระกูลหนานกงแล้ว! ฮี่ๆๆๆ…
ขณะที่มองดูอยู่นั้น นางรู้สึกหายใจแรงขึ้น คล้ายกับอยากจะถูกกระทำเช่นนั้นบ้าง ดอกไม้กลางตัวชื้นฉ่ำขึ้นมา นางไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา นางเคยแอบดูท่านพ่อทำเรื่องในม่านมุ้งกับท่านแม่ ภาพที่ท่านพ่อเคลื่อนไหวอยู่บนตัวท่านแม่ทำให้สาวน้อยอย่างนางรู้สึกอยากรู้อยากเห็น นางจึงลูบคลำร่างกายตัวเองไปมา แต่ว่านางลูบเองก็ไม่รู้สึกอะไรสักเท่าไหร่ นางจึงให้ถางซือลองลูบคลำตัวนางเหมือนอย่างที่ท่านพ่อทำกับท่านแม่ นั่นทำให้นางรู้สึกถึงความรู้สึกเสียวเป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากนั้นถางซือจึงมีหน้าที่ช่วยคลายกำหนัดให้นางจนกว่านางจะพอใจ
นางแอบดู อยากจะเอามือล้วงไปใต้กระโปรงยิ่งนัก แต่ว่านางก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ จึงทำให้นางรู้สึกหน่วงๆ คันยุบยิบๆ ตรงดอกไม้กลางตัวเหลือเกิน!
นางมองไปที่ชั้นล่าง รออย่างร้อนใจว่าเมื่อไหร่ท่านพ่อจะมาสักที นางจะได้จบๆ เรื่องนี้แล้วรีบกลับจวนไปให้ถางซือช่วยคลายกำหนัดให้
ภายในห้องหนานกงเยี่ยนก็กำลังรังแกหว่านหรงอย่างไม่รู้สึกผิดสักนิด เขาดูดดุนยอดบัวอย่างเอร็ดอร่อย รอคอยให้ ‘ใคร’ เข้ามาเห็นภาพฉากนี้อย่างใจเย็น เขารู้สึกว่ามีคนยืนแอบมองอยู่หน้าประตู คนๆ นั้นต้องเป็นหว่านหรูอี้แน่นอน ในเมื่อนางวางแผนนี้เอาไว้ นางไม่อยากเป็นคู่หมั้นของเขา เช่นนั้นเขาก็ตามน้ำไปกับนางก็แล้วกัน ถึงอย่างไรเขาก็ไม่สูญเสียอะไร ซ้ำยังจะได้ฮูหยินที่งามกว่าหว่านหรูอี้เสียอีก เขาจึงยอมตกกระไดพลอยโจนไปกับแผนการในครั้งนี้ของหว่านหรูอี้เสียเลย หึๆๆๆ…
หว่านหรงรู้สึกผิดอยู่ในใจ นางพยายามผลักหนานกงเยี่ยนออกไป แต่ว่ามือนางไม่มีแรงเอาซะเลย อีกทั้งความร้อนรุ่มในกายก็ดูเหมือนจะปะทุขึ้นเรื่อยๆ นางบิดตัวไปบิดตัวมาอย่างทรมาน กัดริมฝีปากกลั้นเสียงครางจนริมฝีปากล่างขาวไปหมด หนานกงเยี่ยนเหลือบมองเห็นท่าทางนางเช่นนั้น เขาจึงเลื่อนมือล้วงเข้าไปในกระโปรงผ้าหยาบๆ ของนาง หว่านหรงสะดุ้งเฮือก “อ่ะ!”
นางได้สติขึ้นมา ร้องห้ามเสียงเบา “อย่า…”
หนานกงเยี่ยนเลื่อนตัวไปกระซิบข้างหูนางว่า “เจ้าถูกวางยาปลุกกำหนัด เจ้าต้องคลายกำหนัด หาไม่แล้วเจ้าจะทรมานไปเรื่อยๆ จนตาย”
“ถูกวางยา!” หว่านหรงตกใจ นางหันไปมองเขา “เจ้าวางยาข้ารึ!?”
“ไม่ใช่ข้า ข้าก็ถูกวางยาเช่นกัน คนที่วางยาเจ้ากับข้าน่าจะเป็นพี่สาวเจ้ากระมัง เจ้าก็ยอมตามน้ำไปกับข้าเถอะ แล้วข้าจะแต่งเจ้าเข้าตระกูลมาเป็นฮูหยินของข้า” หนานกงเยี่ยนบอก หว่านหรงตกตะลึงไป นางคิดไม่ถึงว่าพี่สาวต่างมารดาจะทำเช่นนี้กับนางได้ลงคอ! นางเคยไปทำอะไรให้หว่านหรูอี้โกรธเคืองงั้นรึ!? อีกฝ่ายถึงได้ทำกับนางเช่นนี้!
ในระหว่างที่หว่านหรงตกตะลึงอยู่นั้น หนานกงเยี่ยนก็บีบคลึงกลีบดอกไม้นุ่มนิ่มแล้ว หว่านหรงสะดุ้ง “อย่า!”
นางมองหนานกงเยี่ยนอย่างขอร้อง “อย่า ได้โปรด อย่าทำกับข้าเช่นนี้…”
“แม่นาง ข้ารับปากเจ้าแล้วว่าจะแต่งเจ้าเข้าตระกูล คำพูดข้าศักดิ์สิทธิ์เหมือนวาจาของฮ่องเต้ ข้าไม่เคยผิดคำพูดตัวเอง เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่เอาเปรียบเจ้าฝ่ายเดียวหรอก แต่งเข้าตระกูลข้า เจ้าจะกลายเป็นนายหญิงที่มั่งมีจนใครๆ อิจฉาเชียวล่ะ” หนานกงเยี่ยนกล่อมลูกกวางน้อยใต้ร่างตัวเอง มือก็บีบๆ คลึงๆ กลีบดอกไม้นุ่มนิ่มไปด้วย หว่านหรงอยากจะขัดขืน อยากจะผลักไสเขาออกไป แต่ว่านางไม่มีแรงเอาซะเลย ซ้ำความรู้สึกบางอย่างมันก็รบกวนจนนางไม่ค่อยมีสติ ร่างกายมันร้อน มันรู้สึกคันยุบยิบไปหมดทั้งตัว มือเขาคล้ายกับยาที่ช่วยบรรเทาอาการร้อนๆ คันๆ อย่างไรอย่างนั้น ทำนางปฏิเสธเขาไม่ออกขึ้นมา อีกทั้งฤทธิ์ยาทำให้นางเริ่มไร้สติอีกครั้ง “อือ…”
หนานกงเยี่ยนบีบคลึงกลีบดอกไม้นุ่มนิ่มไปเรื่อยๆ นิ้วแทรกเข้าไปในรอยแยก บดบี้เกสรที่แข็งชูชัน ทำให้หว่านหรงครางออกมา “อา…”
หนานกงเยี่ยนจึงประกบปากกับริมฝีปากจิ้มลิ้มหวานล้ำอีกครั้ง ปิดปากของนางเอาไว้ ไม่ให้นางส่งเสียงครางจนเป็นที่อับอายขายหน้า เขาค่อยๆ สอดนิ้วเข้าไปในรูคับแคบ หว่านหรงสะดุ้ง “อื้อ!”
นางอยากผลักเขาออกไป อีกใจก็ไม่อยาก ความรู้สึกสองด้านต้านทานกันอยู่ในใจนาง แต่ว่านิ้วเขาเหมือนยาที่ช่วยบรรเทาอาการคัน ขณะที่นิ้วเขาค่อยๆ แทรกเข้าไปนั้นนางรู้สึกดีขึ้นนิดหนึ่ง เกิดความเสียวที่บรรยายไม่ถูกขึ้นมาแทนที่อาการคันๆ ร้อนๆ
หว่านหรูอี้มองไม่เห็นว่าหนานกงเยี่ยนกำลังทำอะไรกับหว่านหรงเพราะตัวหนานกงเยี่ยนบังร่างหว่านหรงเอาไว้ นางเห็นแต่สีหน้าของหว่านหรงที่คล้ายกับกำลังพึงพอใจ ทำให้นางจินตนาการอยู่ในหัวถึงท่วงท่าแบบนั้น มันทำให้ตรงกลางกายของนางรู้สึกคันยุบยิบเหมือนถูกยาปลุกกำหนัดเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
“คุณหนูเจ้าคะ” ถางซือกระซิบข้างหู ทำให้หว่านหรูอี้สะดุ้งโหยง! ร้องออกมา “อ๊า…”
แต่ดีว่าถางซือปิดปากคุณหนูของนางได้ทันทำให้เสียงร้องดังอึกๆ ถางซือรีบกระซิบบอก “คุณหนูเจ้าคะ ข้าเองเจ้าค่ะ”
หว่านหรูอี้เหลือบมองสาวใช้คนสนิท ถางซือรีบกระซิบบอก “นายท่านมาแล้วเจ้าค่ะ”
หว่านหรูอี้พยักหน้า ถางซือเอามือออก หว่านหรูอี้รีบทำท่าอึกๆ อักๆ อยู่หน้าประตูทันที ขณะเดียวกันหว่านกัวฉายก็กำลังเดินขึ้นบันไดไป เขาเห็นลูกสาวคนโตกำลังยืนอยู่หน้าห้องๆ หนึ่ง สีหน้าไม่สู้ดีเอาเสียเลย เขาจึงเดินไปหาหว่านหรูอี้พลางถาม “มีเรื่องอะไรรึ?”
“ท่านพ่อ!” หว่านหรูอี้แสร้งทำท่าตกใจ นางยิ่งทำท่าทางอึกๆ อักๆ คล้ายกับกำลังซ่อนความผิดเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น หว่านกัวฉายรู้สึกว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ ถางซือไปเชิญเขามาที่โรงเตี้ยมนี้บอกว่าหว่านหรงเกิดเรื่อง เขาก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร รู้แต่ว่าถางซือท่าทางร้อนรนกระวนกระวายพิกล เหมือนว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีไม่งาม นังเด็กนั่นก็ไม่ยอมบอกเขาให้ชัดแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เอาแต่อึกๆ อักๆ ไม่กล้าพูด บอกแต่ว่า ‘นายท่านรีบไปเถิดเจ้าค่ะ’ เขาถึงได้รีบมาอย่างที่เห็น
ภายในห้อง หนานกงเยี่ยนได้ยินเสียงหน้าห้อง เขาจึงเร่งมือคลายกำหนัดให้หว่านหรง นิ้วแทงเข้าแทงออกในรูคับแคบอ่อนนุ่มที่ชุ่มไปด้วยน้ำจนได้ยินเสียงดังแจ๊ะๆ เบาๆ จนกระทั่งหว่านหรงตัวเกร็งกระตุก ส่งเสียงหลุดรอดออกมา “อ้าาาาา…”
หว่านกัวฉายได้ยินเสียงครางก็หูผึ่งทันที เสียงเช่นนั้นไม่ต้องให้ใครบอกเขาก็รู้ดีว่าเกิดจากอะไร หว่านหรูอี้อยู่หน้าห้อง เช่นนั้นคนที่อยู่ในห้องคงเป็นหว่านหรง!
เขาผลักบานประตูเข้าไปทันที เห็นเงาคนอยู่ที่เตียง เขามองคนๆ นั้น “นั่นใคร!?”
หว่านหรูอี้รีบก้าวตามหลังท่านพ่อไป นางเข้าไปในห้องแล้วแกล้งทำท่าตกใจ “อ๊า!”
หนานกงเยี่ยนดึงมือออกมาจากใต้กระโปรงของหว่านหรง เขาหันไปมองว่าที่พ่อตาด้วยสายตานิ่งเรียบ หว่านกัวฉายเห็นใบหน้าของคนๆ นั้น แล้วยังเห็นลูกสาวคนรองนอนอยู่บนเตียงกับชายคนนั้น ทำเขาตกตะลึงไป “เจ้า!”
หนานกงเยี่ยนดึงผ้าห่มมาปิดร่างหว่านหรงเอาไว้ แล้วลุกจากเตียงไปเผชิญหน้ากับว่าที่พ่อตาอย่างใจเย็นมาก เขากุมมือคารวะทีหนึ่งตามมารยาท “ท่านหว่านกัวฉาย”
“จะ…เจ้า…เจ้าทำอะไรลูกข้า!?” หว่านกัวฉายถามปากสั่นๆ นิ้วชี้ไปอย่างสั่นเทาไม่รู้ว่าสั่นเพราะตกใจหรือว่าโกรธกันแน่ หรือว่าอาจจะทั้งสองอย่างเลยกระมัง
“นายท่านหนานกง นี่ท่าน!” หว่านหรูอี้แกล้งทำท่าตกใจ แล้วนางรีบยกมือปิดปากเอาไว้ ทำเหมือนว่ากำลังเจอเรื่องไม่คาดฝันสุดชีวิตอย่างไรอย่างนั้น หนานกงเยี่ยนมองท่าทีของหว่านหรูอี้ที่แกล้งเล่นงิ้วฉากหนึ่งต่อหน้าต่อตาเขาอย่างสมบทบาทยิ่ง
ขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในอิริยาบถต่างๆ กันนั้น หว่านหรงที่เพิ่งจะสุขสมเป็นครั้งแรกในชีวิตก็สิ้นสติไปเพราะฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด นางหลับไปอย่างไม่รับรู้เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งการที่นางหลับไปแล้วนั้นหนานกงเยี่ยนเห็นว่าดีแล้ว เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่งแล้วมองหว่านกัวฉาย เอ่ยปากว่า “ก็อย่างที่ท่านเห็น ข้ากับแม่นางหว่านหรง ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว ไม้กลายเป็นเรือแล้ว ดังนั้นเรื่องหมั้นหมายกับแม่นางหว่านหรูอี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว เรื่องของหมั้นท่านไม่ต้องห่วงว่าข้าจะทวงคืน ถือเสียว่าเป็นค่าปลอบใจแม่นางหว่านหรูอี้เถอะ ส่วนแม่นางหว่านหรง ข้าจะรีบจัดพิธีแต่งงานกับนางให้เร็วที่สุด”
หว่านกัวฉายฟังแล้วอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก หนานกงเยี่ยนแม้ว่าจะอายุอ่อนกว่าเขาเป็นเด็กคราวลูก แต่ว่าตระกูลหนานกงก็ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ ไร้อำนาจที่เขาจะต่อกรด้วยได้เลย อีกทั้งเรื่องหมั้นหมายก็ยังไม่ทันประกาศออกไป ผู้คนรู้กันแต่ว่าตระกูลหนานกงส่งของหมั้นมาขอหมั้นบุตรสาวตระกูลหว่านเท่านั้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะคนพี่หรือคนน้องก็ยังไม่ถือว่าหว่านหรูอี้เสียชื่อเสียง อีกทั้งข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว หากว่าไม่แต่งหว่านหรงออกไป เกรงว่าท้องขึ้นมาจะยิ่งงามหน้ามากกว่านี้เสียอีก
ขณะที่หว่านกัวฉายกำลังคิดอยู่นั้น หนานกงเยี่ยนก็หันไปอุ้มหว่านหรงขึ้นมา นางถือว่าเป็นคนของเขาแล้ว เช่นนั้นเขาก็จะพานางกลับบ้านล่ะ อีกอย่างถ้าปล่อยให้นางกลับไปกับหว่านกัวฉายก็ไม่รู้ว่าหว่านกัวฉายจะโมโหโกรธเคืองจนลงไม้ลงมือกับว่าที่ฮูหยินของเขาหรือไม่ เช่นนั้นเขาพานางกลับบ้านเขาไปด้วยกันดีกว่า นางอยู่บ้านของเขาย่อมปลอดภัยแน่นอน!
เขาอุ้มนางขึ้นมาแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ดีดเท้าทะยานตัวออกไปทางหน้าต่าง กระโจนไปบนหลังคาร้านค้าติดๆ กันราวกับนกโผบิน ภาพนั้นทำให้หว่านกัวฉายตกตะลึงจนปากอ้าค้างคางแทบจะติดพื้นแล้ว! ตาเขากะพริบปริบๆ มองดูว่าที่ลูกเขยอุ้มลูกสาวคนรองของเขาไปอย่างหน้าตาเฉยเช่นนั้น
หว่านหรูอี้ก็ตกใจเช่นกัน นางตกตะลึงจนพูดไม่ออก คิดไม่ถึงว่าการหมั้นหมายของนางกับหนานกงเยี่ยนจะถูกยกเลิกไปง่ายๆ เช่นนี้น่ะรึ!
ทำนางรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนไร้ค่าที่คู่หมั้นไม่ต้องการอย่างไรอย่างนั้น! นี่มัน!…นี่มันกลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร!? ควรเป็นนางซิที่ต้องพูดจาตัดสัมพันธ์กับหนานกงเยี่ยน!
“เอ่อ…” ถางซือกะพริบตาปริบๆ มองดูหนานกงเยี่ยนที่ห่างไปไกลลิบจนมองแทบไม่เห็นแล้ว นางหันไปสะกิดๆ คุณหนูของนาง “คะ…คุณหนู…”
หว่านหรูอี้หันไปมองสาวใช้ หว่านกัวฉายหันไปมองลูกสาวคนโตกับสาวใช้ เขากระแอมไอสองที “แค่กๆ”
แล้วถลึงตาจ้องถางซือ เอ่ยน้ำเสียงดุๆ ว่า “เรื่องในวันนี้เจ้าจงปิดปากให้เงียบเชียว หากเจ้ากล้าพูดออกไปแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะตัดลิ้นเจ้าแล้วขายให้หอคณิกาไปซะ!”
ถางซือถูกจ้องจนรู้สึกกลัว นางรีบพยักหน้าหงึกๆ เหมือนไก่จิกข้าว หว่านกัวฉายคว้ามือหว่านหรูอี้เดินออกไปด้วยกัน หว่านหรูอี้เดินตามท่านพ่อไปอย่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว การหมั้นหมายของนางกับหนานกงเยี่ยนจบลงง่ายๆ อย่างนี้เลยเรอะ!?
หว่านกัวฉายพาลูกสาวคนโตกลับจวนไป เขานั่งเงียบอยู่ในรถม้าไปตลอดทาง หว่านหรูอี้ก็นั่งเงียบไปตลอดทางเช่นกัน ถางซือซึ่งนั่งอยู่กับสารถีก็นั่งเงียบไปเหมือนกัน นางไม่กล้าพูดเรื่องราวออกไปเพราะกลัวว่าจะหลุดปากพูดเรื่องแผนการของคุณหนูของนางออกไป หากว่านางหลุดปากออกไปล่ะก็…นางได้ถูกคุณหนูหาเรื่องให้มีความผิดแล้วคงถูกตัดลิ้นขายออกไปแน่นอน
จนกระทั่งใกล้จะถึงจวน หว่านกัวฉายก็เอ่ยปากว่า “เรื่องในวันนี้เจ้าไม่ต้องเสียใจไป เจ้าถูกแย่งคู่หมั้นไปแล้วก็คิดเสียว่าไร้วาสนากับหนานกงเยี่ยนคนนั้นเถอะนะ”
หว่านหรูอี้อยากจะพูดยิ่งนักว่า ‘ข้าเสียใจที่ไหนกัน ข้าดีใจเสียด้วยซ้ำที่ไม่ต้องแต่งกับหนานกงเยี่ยน! ฮ่าๆๆๆ…’
แต่นางก็พูดออกไปไม่ได้ นางจึงได้แต่นิ่งเงียบ แกล้งทำหน้าตาเศร้าๆ หว่านกังฉายลูบๆ หัวลูกคนโตปลอบใจสองสามทีแล้วหดมือกลับไป
จนกระทั่งรถม้าหยุดลง สารถีร้องบอก “ถึงเรือนแล้วขอรับ”
หว่านกัวฉายจึงลงจากรถม้า เขาเดินเข้าเรือนไป หว่านหรูอี้ก็ลงจากรถม้า นางรีบเดินกลับเรือนของนางไป ถางซือรีบตามเจ้านายไป
เมื่อไปถึงเรือน หว่านหรูอี้ก็สั่ง “เตรียมน้ำร้อน ข้าจะอาบน้ำ”
“เจ้าค่ะ” ถางซือรับคำแล้วรีบสั่งสาวใช้คนอื่นอีกทอดหนึ่ง หว่านหรูอี้เดินไปนั่งรอน้ำร้อนในเรือน ถางซือตามไปรินชาให้คุณหนูของนาง “น้ำชาเจ้าค่ะ”
“เจ้าทำดีมาก ท่านพ่อสงสัยอะไรหรือไม่?” หว่านหรูอี้ถาม ถางซือส่ายหน้า “ไม่เจ้าค่ะ ข้าพูดตามที่คุณหนูสั่งทุกอย่าง นายท่านไม่สงสัยอะไรเลยเจ้าค่ะ รีบตามข้าไปทันทีเจ้าค่ะ”
“ดี” หว่านหรูอี้ชมพลางยิ้ม นางพูดเสียงเบาว่า “ข้าไม่ต้องแต่งกับหนานกงเยี่ยนแล้ว ดีจริงๆ ดีจริงๆ ฮ่าๆๆๆ…”
“คุณหนูเบาเสียงหน่อยเจ้าค่ะ” ถางซือเตือน หว่านหรูอี้จึงลดเสียงหัวเราะลง
“คุณหนูเจ้าคะ น้ำร้อนเต็มอ่างแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้เดินเข้าไปรายงาน หว่านหรูอี้จึงโบกมือไล่ “เจ้าจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ ไม่ต้องเข้ามาจนกว่าข้าจะเรียก”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำแล้วถอยออกไป หว่านหรูอี้สั่ง “ปิดประตูซิ”
ถางซือเดินไปปิดประตูขัดกลอน หว่านหรูอี้ลุกขึ้นยืน ถางซือช่วยถอดอาภรณ์ออก หว่านหรูอี้เหลือแต่ตัวเปลือยเปล่า นางเดินไปทางห้องด้านหลัง ก้าวลงอ่างน้ำอุ่นๆ แล้วสั่งว่า “มาช่วยข้าที”
“เจ้าค่ะ” ถางซือก้าวไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างอ่าง ยื่นสองมือลงไปในอ่างลูบคลึงทรวงอกอูมของคุณหนู หว่านหรูอี้ครางเบาๆ “อือ…”
นางแอ่นอกสู้มือถางซืออย่างกระสันอยาก สั่งว่า “แรงอีกหน่อย”
“เจ้าค่ะ” ถางซือจึงบีบคลึงแรงขึ้นอีกนิด ใช้ปลายนิ้วคลึงยอดอกทั้งสองข้างไปมา ปากก็ชมว่า “ของคุณหนูสวยยิ่งนัก หากใครได้เป็นสามีคุณหนู คงไม่ยอมออกจากห้องหอง่ายๆ แน่เจ้าค่ะ”
“อื้อ…รีบถูตัวให้ข้าเถอะ ข้าทนไม่ไหวแล้ว” หว่านหรูอี้สั่ง ถางซือรับคำ “เจ้าค่ะ”
นางจึงผละจากทรวงอกอูมดั่งเด็กสาวอายุ 12 ของคุณหนู แล้วหยิบผ้ามาขัดเนื้อขัดตัวให้คุณหนู จนขัดทั่วตัวแล้วหว่านหรูอี้ก็ลุกขึ้น ก้าวออกจากอ่าง ถางซือรีบหยิบผ้ามาเช็ดตัวให้คุณหนูทันที หลังจากเช็ดตัวแห้งแล้วหว่านหรูอี้ก็เดินตัวเปลือยเปล่าไปนอนบนเตียง ถางซือรีบตามไปขึ้นคร่อมบนตัวคุณหนู ก้มลงไปดูดยอดอกสีน้ำตาลดูดเลียไปมา หว่านหรูอี้ครางเบาๆ “อา…”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet : 098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ
3 (nc)ส่งของหมั้นอีกครั้ง
Chapter 3 (nc)ส่งของหมั้นอีกครั้ง
ถางซือดูดยอดอกข้างหนึ่ง อีกข้างก็ใช้มือลูบคลึงไปมา อีกมือก็วางบนเนินหญ้าดำขลับ บีบคลึงกลีบดอกไม้เบาๆ หว่านหรูอี้อ้าขาออกพลางสั่ง “ใส่นิ้วเข้าไปเร็ว ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
ถางซือจึงสอดนิ้วเข้าไปในรูเล็กแทงเข้าๆ ออกๆ หว่านหรูอี้แอ่นสะโพกสู้นิ้วสีหน้าเหยเกอย่างพึงพอใจ “อื้อ…เร็วอีก”
ถางซือจึงยิ่งแทงนิ้วเร็วขึ้นจนเกิดเสียงดังแจ๊ะๆ หว่านหรูอี้ตัวเกร็งสั่นระริกๆ “อื้อ…เร็วอีก ใกล้แล้ว”
ถางซือยิ่งแทงนิ้วรัวๆ เสียงดังแจ๊ะๆ พลางดูดยอดอกอย่างแรง จนกระทั่งหว่านหรูอี้ตัวเกร็งกระตุก “อ้าาาาา…”
นางสุขสมถึงสวรรค์ รู้สึกตัวเบาลอยละล่อง นอนหอบหายใจถี่กระชั้น ถางซือดึงนิ้วออกมา นางผละจากยอดอกลงไปที่เนินหญ้าดำขลับ แหวกกลีบดอกไม้ออกแล้วเลียกินน้ำหวานทำความสะอาดให้คุณหนู หว่านหรูอี้เสียวจนตัวเกร็ง นางยิ่งอ้าขากว้างขึ้น “อ้า ดูดแรงๆ”
ถางซือจึงดูดเกสรกลางดอกไม้จนเสียงดังจ๊วบๆ นางดูดเกสรจนแทบจะขาดติดปากได้ คุณหนูชอบให้นางดูดแรงๆ นางก็สนองให้อย่างถึงพริกถึงขิง หว่านหรูอี้เสียวจนแทบอยากจะร้องครางดังๆ แต่นางก็รีบเอาผ้ามาอุดปากเอาไว้ กลั้นเสียงไม่ให้ดังลอดออกไป เสียงจึงเหลือเพียงเสียงอือๆ เหมือนนกกลางคืนร้อง
ถางซือดูดๆ เลียๆ อยู่พักหนึ่ง นางก็แทงนิ้วใส่รูเล็กจนหว่านหรูอี้ตัวเกร็ง เสียวกระสันจนหูอื้อตาลาย “อื้อ…”
นางอยากลองถูกแท่งเนื้อของบุรุษกระแทกรู แต่ว่านางก็ยังทำเช่นนั้นไม่ได้ หากว่านางแต่งงานไปแล้วสามีพบว่านางไม่ใช่สาวพรหมจรรย์ สามีย่อมทอดทิ้งนางแน่นอน นางจะปล่อยให้ตัณหาครอบงำจนถึงขั้นนั้นไม่ได้เด็ดขาด พรหมจรรย์ของนางยังต้องเก็บไว้ให้สามีเป็นผู้ทะลวง นางในยามนี้ทำได้แค่ให้ถางซือช่วยคลายกำหนัดเช่นนี้ไปก่อน แต่แค่ลิ้นกับนิ้วก็ทำนางสุขสมถึงสวรรค์นับไม่ถ้วนแล้ว ดังนั้นนางจึงโปรดปรานถางซือเป็นพิเศษ มีของกินดีๆ ก็แบ่งให้เสมอ บางคราวก็ให้เบี้ยเป็นรางวัล ถางซือจึงไม่รังเกียจที่ต้องใช้ลิ้นใช้นิ้วช่วยสร้างความสุขให้คุณหนูของนาง ยิ่งคุณหนูมีความสุขมากเท่าไหร่ รางวัลที่นางได้รับก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ความเป็นอยู่ของนางก็ดีกว่าสาวใช้คนอื่นๆ มากนัก นางได้นอนอุ่นเตียงให้คุณหนูทุกค่ำคืน ใช้นิ้วใช้ปากช่วยสร้างความสุขให้คุณหนูทุกคืน
เกสรถูกดูด รูถูกแทงเข้าๆ ออกๆ ทำให้หว่านหรูอี้เสียวจนสุขสมอีกครา “อ้าาาาา…”
นางเกร็งกระตุก ดันศีรษะของถางซือออก “พอแล้ว”
ถางซือจึงผละจากเนินหญ้าดำขลับ ดึงนิ้วออกมา น้ำหวานยืดติดนิ้วออกมาเป็นสาย นางยกนิ้วขึ้นเลียกินอย่างเอร็ดอร่อยลิ้น หว่านหรูอี้ปรือตาลง พลางสั่ง “ข้าจะนอนสักพัก”
“เจ้าค่ะ” ถางซือรับคำ นางลุกไปหยิบเสื้อกับกางเกงตัวในมาสวมให้คุณหนูของนาง หว่านหรูอี้สวมอาภรณ์ตัวในอย่างสะลืมสะลือ นางหลับไปแทบจะทันทีที่ถางซือสวมอาภรณ์ตัวในให้นางเสร็จแล้ว ถางซือลุกออกจากเตียงไปนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง ใช้พัดโบกๆ ลมให้คุณหนูเบาๆ
ณ บ้านตระกูลหนานกง หนานกงเยี่ยนอุ้มว่าที่ฮูหยินของเขาที่ยังหลับใหลไม่ตื่นเข้าห้องนอนไป บ่าวในเรือนมองอย่างแตกตื่นตกใจ จู่ๆ นายท่านก็อุ้มสตรีกลับมางั้นรึ!?
นางเป็นใคร!? พวกบ่าวล้วนอยากรู้อยากเห็น แต่เมื่อถูกเจ๋อหมิงบ่าวคนสนิทของนายท่านถลึงตามอง พวกบ่าวก็รีบหลุบตาลงแล้วรีบแยกย้ายกันไปทำงานทันที เจ๋อหมิงเดินเข้าไปในห้องนอน เขายืนกุมมืออยู่เงียบๆ หนานกงเยี่ยนวางว่าที่ฮูหยินลงบนเตียงแล้วหันไปบอกเจ๋อหมิงว่า “นางคือว่าที่ฮูหยินของข้า”
“ไม่ใช่แม่นางหว่านหรูอี้นี่ขอรับ” เจ๋อหมิงเอ่ยคล้ายถาม หนานกงเยี่ยนจึงบอก “ข้าเปลี่ยนตัวคู่หมั้นแล้วน่ะ ข้าถอนหมั้นกับแม่นางหว่านหรูอี้แล้ว แล้วก็กำลังจะให้เจ้าเอาของหมั้นไปมอบให้หว่านกัวฉาย อ่อ นางเป็นน้องสาวของหว่านหรูอี้น่ะ ชื่อหว่านหรง ในเมื่อหว่านหรูอี้วางแผนผลักน้องมาแต่งกับข้าแทน ข้าก็ไม่ขัดข้อง เจ้าดูซิ นางสวยกว่าหว่านหรูอี้ตั้งเยอะแล้วข้าจะขัดข้องไปทำไม ฮ่าๆ นี่ถ้าหากข้าเห็นนางก่อนข้าคงไม่ต้องสิ้นเปลืองของหมั้นอีกรอบเช่นนี้หรอก”
“อ่อ” เจ๋อหมิงส่งเสียงรับรู้ หนานกงเยี่ยนจึงเล่าว่า “วันนี้ข้าไปเจอสองพี่น้องตระกูลหว่านที่โรงเตี้ยม ข้าจึงชวนพวกนางกินข้าวด้วย ไม่คิดเลยว่าจะถูกแม่นางหว่านคนพี่วางยาปลุกกำหนัดซะได้ ทีแรกข้าคิดว่าแม่นางคนน้องวางยาข้าซะอีก แต่กลับไม่ใช่ กลายเป็นว่าแม่นางหว่านหรูอี้เป็นคนวางยาข้า นางวางแผนให้ข้าได้เสียกับแม่นางหว่านหรง ซ้ำยังเชิญหว่านกัวฉายมาเป็นพยานในความบัดซบของข้าอีก ในเมื่อนางรังเกียจที่จะเป็นฮูหยินของข้าถึงเพียงนั้น ข้าก็เลยตามน้ำไปกับนางซะเลย ฮ่าๆ”
“หรือว่านางจะรู้เรื่องนั้นของท่านแล้ว นางจึงไม่อยากแต่งกับท่าน” เจ๋อหมิงคาดเดา หนานกงเยี่ยนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “นางจะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็จะแต่งฮูหยินอยู่ดี จะเป็นคนพี่หรือคนน้องก็ได้ แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าเป็นคนน้องนี่แหละดีที่สุดแล้ว ข้าชอบนาง ดังนั้นนางต้องแต่งกับข้า”
เจ๋อหมิงฟังแล้วจึงบอก “เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมของหมั้นไปให้หว่านกัวฉายอีกครั้ง หากใครถามข้าจะก็บอกว่าท่านคิดว่าของหมั้นน้อยไปหน่อยจึงได้ส่งไปเพิ่มล่ะกัน หว่านกัวฉายคงไม่อยากให้เรื่องนี้อื้อฉาวออกไปแน่นอน ดังนั้นเขาคงปิดปากทุกคน อีกทั้งแม่นางหว่านหรูอี้ก็ไม่อยากแต่งกับท่าน ไม่เช่นนั้นหลังจากที่ท่านไปขอหมั้นแล้ว นางคงป่าวประกาศเรื่องน่ายินดีนี้จนรู้กันทั่วเมืองนานแล้ว คงไม่ปิดเงียบไว้เช่นนี้หรอก มาวันนี้นางวางแผนผลักน้องสาวมาแต่งกับท่านแทนก็ถือว่านางไร้วาสนาเป็นฮูหยินตระกูลหนานกงเถอะ”
“ไปๆ เจ้ารีบไปจัดการเถอะ” หนานกงเยี่ยนพยักหน้า เจ๋อหมิงจึงถอยออกไป หนานกงเยี่ยนนั่งลงมองหว่านหรงที่ยังหลับใหลไม่ตื่น เขาพิศดูใบหน้านางที่งดงามราวนางเซียน แม้ว่านางจะไร้เครื่องประทินโฉม แต่ใบหน้าเช่นนี้ก็ถือว่างามพิสุทธิ์ยิ่งนัก เขามองนางด้วยสายตาอ่อนโยน ต่อให้นางตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากแต่งกับเขา เขาก็จะบังคับให้นางแต่งกับเขาจนได้
เขา…หนานกงเยี่ยนหากทำอะไรแล้วไม่มีทางไม่สำเร็จ ดังนั้นเรื่องกล่อมสตรีนางหนึ่งให้ยอมตกแต่งกับเขาย่อมไม่ใช่เรื่องยาก หึๆๆๆ…
เวลาผ่านไป หว่านหรงค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา นางเห็นใบหน้าของบุรุษหล่อเหลาอยู่ด้านข้างก็สะดุ้ง “อ่ะ!”
นางกระถดตัวถอยไปจนติดผนังด้านในอย่างตื่นกลัว พลางมองไปรอบๆ ห้องหรูหราที่ไม่คุ้นตาอย่างงุนงง “ที่นี่?”
“บ้านข้าเอง” หนานกงเยี่ยนบอก หว่านหรงกะพริบตาปริบๆ นางนึกไม่ออกว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้นางก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที
“แม่นางดื่มชาก่อนเถอะ พิษยาปลุกกำหนัดคงทำให้แม่นางรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก ถ้าอย่างไรให้ข้าช่วย…”
“ไม่ต้อง!” หว่านหรงพูดแทรกก่อนที่หนานกงเยี่ยนจะพูดจบ นางยิ่งหน้าแดงก่ำมากขึ้นอีก นางอายจนอยากมุดดินหนีแล้ว นางไม่เคยต้องมือชายใดมาก่อน จู่ๆ กลับถูกคู่หมั้นพี่สาวรังแกซะจนนางแทบอยากผูกคอตายหนีอายให้รู้แล้วรู้รอดไป ยิ่งคิดถึงตอนที่เขาจูบ เขาดูด เขาลูบ เขาแทงนิ้วอยู่ในตัวนาง นางก็ยิ่งอายแสนอาย นางชันเข่าขึ้นมา ซุกหน้ากับเข่าตัวเอง
“ข้าหมายถึงว่า ข้าจะตามหมอมาตรวจเจ้าต่างหาก” หนานกงเยี่ยนบอก เขายิ้มขำบางๆ หว่านหรงเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่งเหลือบมองเขาอย่างตื่นกลัว พลัน! นางก็นึกได้ว่าก่อนที่นางจะหลับไป นางเห็นท่านพ่อใช่ไหม!?
“ท่านพ่อข้าล่ะ?” นางถาม หนานกงเยี่ยนตอบ “เขาก็อยู่บ้านเขาซิ เจ้าไม่ต้องกังวลไป เขาทำอะไรเจ้าไม่ได้หรอก มีข้าอยู่ทั้งคนใครหน้าไหนกล้าตีเจ้า ก็ต้องข้ามศพข้าไปซะก่อน”
“ข้าจะกลับบ้าน” หว่านหรงบอก หนานกงเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้น “เจ้ายังอยากจะกลับไปถูกตีเนี่ยนะ?”
เขาแน่ใจว่าหากแม่นางน้อยผู้นี้กลับบ้านไปแล้วจะต้องถูกหว่านกัวฉายตีสัก 1 รอบแน่แท้ หว่านหรงคิดตาม ถ้านางกลับไป ท่านพ่อต้องตีนางแน่นอน ต่อให้นางจะพูดจนปากฉีกว่าถูกคนวางยา ท่านพ่อก็คงไม่เชื่อนางแน่ๆ อีกทั้งนางไร้แม่คอยปกป้อง ในจวนนั้นนอกจากแม่นมกับสาวใช้เก่าแก่ของท่านแม่แล้วก็ไม่มีใครดีกับนางเลย ท่านพ่อก็เจอหน้ากันนับครั้งได้ ไม่ต้องพูดถึงความรักความผูกพันอะไรเลย มีพ่อที่เหมือนเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเช่นนั้น นางต้องถูกตีแน่นอน!
“แต่ว่าแม่นมกับจางลี่ป่านนี้คงเป็นห่วงข้าแย่แล้วกระมัง” นางเอ่ยอย่างกังวล หนานกงเยี่ยนบอก “งั้นข้าจะให้คนไปรับตัว 2 คนนั่นมา เจ้าจะได้เลิกกังวลเสียที”
“รับมา?” หว่านหรงทวนคำ เขาพูดเหมือนง่าย แต่คงไม่ง่ายอย่างที่เขาพูดหรอก หนานกงเยี่ยนคล้ายจะอ่านใจนางได้ เขาเห็นสีหน้ากังวลใจของนางก็พอจะเดาได้ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว เขาจึงบอกว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลไป แค่คนสองคนข้าย่อมมีวิธีพามาให้เจ้าอยู่แล้ว จำไว้ ข้า หนานกงเยี่ยน ไม่มีอะไรที่ข้าทำไม่สำเร็จ”
เขาบอกอย่างอหังการแล้วลุกขึ้นหมุนตัวเดินออกไป หว่านหรงมองตามจนประตูปิดลง นางจึงถอนหายใจโล่งอก
หนานกงเยี่ยนเดินออกไป เขามองหาเจ๋อหมิง แล้วก็เห็นเจ๋อหมิงกำลังสั่งบ่าวไพร่อยู่ เขาจึงเดินไปหา “เจ๋อหมิง”
“นายท่าน” เจ๋อหมิงหันไปกุมมือ หนานกงเยี่ยนจึงสั่งว่า “เจ้าไปจวนตระกูลหว่าน ก็อย่าลืมพาเอ่อ…”
เขานึกๆ อึดใจหนึ่งแล้วบอก “แม่นม กับจาง…ลี้ อ่อ จางลี่ กลับมาด้วยล่ะ ดูเหมือนคู่หมั้นข้าจะเป็นห่วง 2 คนนี้มาก แล้วเจ้าก็ช่วยสืบเรื่องของหว่านหรงมาให้ข้าด้วย ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับนาง ข้าอยากรู้ทั้งหมด”
“เรื่องของแม่นางหว่านหรง เท่าที่ข้าสืบมาก่อนหน้านี้ นางเป็นบุตรสาวของฮูหยินเอกกับหว่านกัวฉาย แต่เพราะมารดานางตายตั้งแต่นางอายุได้ขวบกว่าๆ นางจึงกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก นางเพิ่งจะปักปิ่นไปเมื่อวันก่อน ดังนั้นตอนที่ท่านให้ข้าไปสู่ขอฮูหยิน ข้าจึงไม่ได้บอกชื่อนางมาเป็นตัวเลือกให้ท่าน เท่าที่ข้ารู้ นางอยู่ในจวนนั้นแทบจะเป็นคุณหนูที่ถูกลืมไปแล้ว หว่านกัวฉายมีลูกสาวหลายคนก็จริง แต่ว่าคนที่อายุถึงวัยออกเรือน ก็มีแค่แม่นางหว่านหรูอี้ อ่อ ตอนนี้ก็มีแม่นางหว่านหรงอีกคนแล้ว”
“ข้าไม่สนแล้วว่าจะยังไง ข้าจะแต่งกับคนนี้ ต้องเป็นหว่านหรงเท่านั้น ดังนั้นเรื่องนี้เจ้าไปจัดการให้เรียบร้อย” หนานกงเยี่ยนสั่ง
“ขอรับ” เจ๋อหมิงรับคำ เขารู้ดีว่านายท่านของเขาเอาแต่ใจมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้เหตุผลไปซะทุกเรื่อง อย่างเช่นเหตุผลในการเลือกฮูหยิน ที่เลือกตระกูลหว่านก็เพราะว่าตระกูลหว่านเป็นตระกูลเล็กๆ ไม่มีอำนาจอะไร ดังนั้นฮูหยินที่มาจากตระกูลเล็กๆ แบบนั้นย่อมไม่ก่อเรื่องก่อราวก่อคลื่นลมอะไรได้ หากแต่งเข้ามาแล้วย่อมเชื่อฟังสามี อยู่อย่างไร้ปากไร้เสียง ทำหน้าที่ฮูหยินได้ดีแน่นอน
“อ่อ แล้วถ้าหว่านกัวฉายคิดจะพานางกลับไป บอกไปว่าข้าต้องการให้นางอยู่ที่บ้านข้าเพื่อทำความคุ้นเคยกับข้า” หนานกงเยี่ยนบอก เจ๋อหมิงรับคำ “ขอรับ”
หนานกงเยี่ยนสั่งเสร็จแล้วก็หมุนตัวจะเดินกลับไป เขาชะงักแล้วหันกลับไปสั่งเจ๋อหมิงว่า “ตามช่างตัดอาภรณ์มาด้วย คู่หมั้นข้าควรจะสวมอาภรณ์ที่งดงามไม่ใช่อาภรณ์ราคาถูกแบบนั้น ช่วงนี้ก็หาอาภรณ์ดีๆ ที่ตัดเสร็จแล้วให้นางสวมไปก่อน”
“ขอรับ” เจ๋อหมิงรับคำอีกครั้ง เขารู้สึกว่านายท่านใส่ใจคู่หมั้นคนนี้มากจริงๆ มากยิ่งกว่าแม่นางหว่านหรูอี้ซะอีก แม่นางคนนั้นเกรงว่านายท่านคงจำหน้านางไม่ได้ด้วยซ้ำ เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว
หนานกงเยี่ยนสั่งแล้วก็หมุนตัวเดินกลับไปจริงๆ เที่ยวนี้เขาเดินกลับไปไม่มีอะไรต้องสั่งความอีก เรื่องที่ควรสั่งก็สั่งไปหมดแล้ว เขาจึงคิดจะไปดูคู่หมั้นของเขาซะหน่อย เจ๋อหมิงเห็นนายท่านเดินไปไกลแล้วเขาจึงหันไปสั่งบ่าวไพร่ ให้ไปตามช่างตัดอาภรณ์มา ซ้ำยังให้คนไปเอาอาภรณ์สตรีที่ตัดไว้แล้วจากร้านของตระกูลหนานกงมาให้คู่หมั้นของนายท่านได้สวมใส่ไปก่อน
จากนั้นเขาก็สั่งบ่าวไพร่ให้เตรียมของหมั้นต่อ แน่นอนว่าของหมั้นเที่ยวนี้ย่อมไม่มากไปกว่าของหมั้นเที่ยวที่แล้ว และก็ย่อมไม่น้อยไปกว่าของหมั้นเที่ยวที่แล้วสักชิ้นแน่นอน ส่วนสินสอดที่เตรียมไว้แล้วก็ใช้ของเดิมที่จะมอบให้ตอนงานแต่งของนายท่านกับแม่นางหว่านหรูอี้นั่นแหละ
อ่อ นายท่านบอกว่าถูกวางยาปลุกกำหนัด เช่นนั้นก็ควรจะตามหมอมาด้วย เขาคิดแล้วก็สั่งคนไปตามหมอมาทันที บ่าวไพร่ล้วนทำตามคำสั่งของพ่อบ้านเจ๋อหมิง เพราะว่าท่านพ่อบ้านผู้นี้คือคนสนิทที่นายท่านไว้ใจที่สุด คำพูดของเขาก็เปรียบเหมือนกับคำพูดของนายท่านนั่นแหละ พวกบ่าวไพร่ไม่เคยเห็นนายท่านขัดแย้งอะไรกับพ่อบ้านเจ๋อหมิงเลย จนพวกเขาแอบคิดกันไปต่างๆ นานา ว่าบางทีพ่อบ้านเจ๋อหมิงอาจจะเป็น ‘คนรัก’ ของนายท่านก็ได้
พวกเขาจะคิดเช่นนี้ก็ไม่ผิด นายท่านออกจากบ้านไปครั้งหนึ่ง จู่ๆ ก็กลับมาพร้อมกับบุรุษรูปงามคนหนึ่ง บอกกับพวกเขาว่า ‘ต่อไปนี้พวกเจ้าต้องฟังคำสั่งเจ๋อหมิงเหมือนฟังคำสั่งข้า ใครกล้ามีปัญหากับเจ๋อหมิงก็เตรียมตัวไสหัวออกไปซะ!’
คำสั่งของนายท่านครั้งนั้นทำให้พวกบ่าวได้แต่คิดๆ อยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดกล้าถามอะไร นับตั้งแต่นั้นมาพวกบ่าวไพร่จึงได้รู้ถึงความสำคัญของพ่อบ้านเจ๋อหมิงที่กลายเป็นคนสนิทของนายท่าน
เมื่อก่อน นายท่านมีสาวใช้อุ่นเตียง แต่ว่าหลังจากที่นายท่านกลับมาพร้อมกับท่านพ่อบ้านเจ๋อหมิง สาวใช้อุ่นเตียงเหล่านั้นก็ถูกหมางเมินจนกลายเป็นคนไร้ความสำคัญในสายตานายท่านไปเสียได้ สาวใช้เหล่านั้นเคยหาเรื่องเจ๋อหมิง ผลสุดท้ายนายท่านให้ความสำคัญกับเจ๋อหมิงมากกว่า ดังนั้นสาวใช้อุ่นเตียงเหล่านั้นจึงถูกขายออกไป หลังจากนั้นจึงไม่มีใครกล้าหาเรื่องกับพ่อบ้านเจ๋อหมิงอีกเลย
หลังจัดเตรียมของหมั้นเสร็จแล้ว เจ๋อหมิงก็ให้บ่าวไพร่ขนหีบของหมั้นไปที่จวนตระกูลหว่านทันที เขานั่งรถม้านำหน้าไป รถม้าที่ขนหีบก็ขับตามหลังไป ส่วนบ่าวไพร่ก็เดินตามรถม้าไป ผู้คนมองรถม้า 2 คันที่ผูกผ้าแดงไปตลอดทาง อีกทั้งบ่าวไพร่ที่เดินตามรถม้าก็แต่งตัวด้วยอาภรณ์สีแดง ดูก็รู้ว่าเป็นรถม้างานมงคล คงเป็นรถม้าที่ไปส่งสินสอดเจ้าสาวกระมัง ในเมื่อบ้านตระกูลหนานกงเพิ่งจะหมั้นหมายไปไม่กี่วันก่อนเอง คงเป็นเช่นนี้แหละ ผู้คนพูดกันไปต่างๆ นานา
เจ๋อหมิงไม่สนใจเสียงซุบซิบของผู้คน เขาแค่ทำหน้าที่ของตัวเอง นำของหมั้นไปมอบให้กับหว่านกัวฉาย จัดการเรื่องหมั้นหมายของนายท่านกับแม่นางหว่านหรงให้เสร็จสิ้น ถูกต้องตามธรรมเนียม 3 หนังสือ 6 พิธีการก็พอ
เมื่อรถม้าไปจอดหน้าจวนตระกูลหว่าน บ่าวไพร่ก็บอกกับคนเฝ้ายามที่ประตูตามที่ท่านพ่อบ้านเจ๋อหมิงบอก รออยู่สักพัก เจ๋อหมิงก็ถูกเชิญเข้าไปภายในจวน เขาเดินตามบ่าวจวนตระกูลหว่านไปถึงห้องโถงหลัก เห็นหว่านกัวฉายนั่งอยู่ในห้องจึงกุมมือคารวะ “ท่านอาลักษณ์หว่าน”
หว่านกัวฉายมองพ่อบ้านตระกูลหนานกงสีหน้าค่อนข้างเย็นชา “นังลูกไม่รักดีของข้าล่ะ?”
เขามองจ้องพ่อบ้านคนนั้น
“แม่นางหว่านหรงตอนนี้อยู่ที่บ้านตระกูลหนานกง นายท่านของข้าบอกว่า ในเมื่อนางกำลังจะแต่งงานกับนายท่าน เช่นนั้นก็ให้นางอยู่ที่บ้านตระกูลหนานกงทำความคุ้นเคยกับนายท่านดีกว่า ข้านำของหมั้นมามอบให้ท่านอาลักษณ์ตามพิธี เชิญท่านอาลักษณ์ตรวจดูได้เลย” เจ๋อหมิงบอก เขาไม่พูดคำว่า ‘ขอรับ’ กับคนอื่น คนเดียวที่เขาใช้คำว่า ‘ขอรับ’ ด้วยก็คือนายท่านเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้หว่านกัวฉายไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ คิดว่าพ่อบ้านตระกูลหนานกงช่างไร้มารยาทเกินไป เป็นแค่พ่อบ้าน ฐานะก็คือบ่าวไพร่นั่นแหละ แล้วพ่อบ้านไยจึงได้เย่อหยิ่งถึงเพียงนี้! หากว่าเป็นพ่อบ้านของตระกูลหว่าน พูดจาเช่นนี้คงถูกโบยจนหลังขาดไปแล้ว! หึ!
“เจ้ากลับไปบอกหนานกงเยี่ยนว่าให้รีบจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้ข้าไม่ยอมจบง่ายๆ แน่” หว่านกัวฉายบอก เจ๋อหมิงตอบกลับ “นายท่านข้าจะรีบจัดการเรื่องนี้ เช่นนั้นขอดวงของแม่นางหว่านหรงด้วย ข้าจะได้ให้ซินแสดูฤกษ์”
“ได้” หว่านกัวฉายตอบ เจ๋อหมิงจึงถามว่า “บ่าวคนสนิทของแม่นางหว่านหรงมีใครบ้าง? นายท่านข้าต้องการให้พวกนางไปรับใช้แม่นางหว่านหรง”
“หึ!” หว่านกัวฉายแค่นเสียงคำหนึ่งอย่างอารมณ์ไม่ดีนัก เขาจึงหันไปสั่งพ่อบ้านของตนเอง “เจ้าจัดการเรื่องแทนข้าที ข้าปวดหัวต้องการพักผ่อน”
เขาสั่งแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไป พ่อบ้านตระกูลหว่านรับคำ “ขอรับ”
เขารีบก้าวไปคุยกับพ่อบ้านตระกูลหนานกงทันที “เจ้าพาข้าไปตรวจนับของหมั้นก่อนเถอะ”
“อืม” เจ๋อหมิงพยักหน้าแล้วหมุนตัวเดินนำไป พ่อบ้านเดินตามไป เขาพอจะรู้เรื่องจากนายท่านมาบ้างแล้ว ดังนั้นจึงไม่ตกใจนักที่จู่ๆ ตระกูลหนานกงก็ส่งของหมั้นมาอีก แต่ว่าคุณหนูรองช่างไร้ยางอายเกินไปหน่อยแล้ว แย่งคู่หมั้นพี่สาวไปได้อย่างไร ไม่มีความละอายใจเลยรึ? เห็นนางอยู่ในจวนอย่างสงบเสงี่ยมเช่นนั้น คิดไม่ถึงเลยว่านางจะร้ายถึงเพียงนั้น เฮ้อ…ใจคนยากแท้หยั่งถึงจริงๆ
ขณะเดียวกัน ณ บ้านตระกูลหนานกง บ่าวพาหมอไปพบนายท่านที่เรือนนอน “นายท่านขอรับ ข้าพาหมอมาแล้วขอรับ”
“อืม ดีๆ” หนานกงเยี่ยนพยักหน้ารับ หมอที่เดินตามบ่าวก็รีบก้าวไปข้างหน้ากุมมือคารวะนายท่านหนานกง “นายท่านขอรับ”
“มาๆ ตามข้าไปตรวจคู่หมั้นข้า นางอยู่ในห้อง” หนานกงเยี่ยนบอก เขาเปิดประตูห้องนอนเดินนำเข้าไป หมอเดินตามเข้าไป หว่านหรงเห็นคนเข้ามาก็รีบขยับตัวแอบอยู่ข้างเสาเตียง นางเห็นคนนำหน้าคือหนานกงเยี่ยน ส่วนอีกคนที่เดินตามหลัง นางเคยเห็นเขาบ้าง ตอนที่เขาไปที่จวนของบิดา ตรวจโรคให้คนในจวน ใช่ เขาเป็นหมอเลื่องชื่อของเมืองนี้ เขาชื่ออะไรนางก็จำไม่ได้แล้ว
“แม่นางหว่านหรง ข้าพาหมอมาตรวจ” หนานกงเยี่ยนบอก หว่านหรงจึงค่อยๆ ขยับตัวออกจากเสามุ้ง จัดอาภรณ์ให้เข้าที่เข้าทาง หมอเห็นสาวน้อยนางหนึ่งนั่งอยู่บนเตียงจึงยิ้มให้อย่างเมตตา เขาวางล่วมยาลงพลางถาม “แม่นางเจ็บป่วยอย่างไรหรือ?”
“นางถูกวางยาปลุกกำหนัดน่ะ” หนานกงเยี่ยนตอบแทนนาง หมอตกใจ “ยาปลุกกำหนัด!”
“อื้ม! ท่านรีบตรวจนางเถอะ” หนานกงเยี่ยนเจ้ากี้เจ้าการสั่ง หมอจึงยิ้มให้แม่นางน้อย “แม่นางยื่นมือมาให้ข้าจับชีพจรสักหน่อยเถิด”
หว่านหรงค่อยๆ ยื่นมือออกไปอย่างกลัวๆ กล้าๆ หมอวางนิ้วบนจุดชีพจร ภายในห้องจึงไร้เสียงใดๆ ครู่หนึ่ง จนหมอดึงมือกลับไปกำลังจะเปิดปากพูด แต่หนานกงเยี่ยนก็ชิงถามซะก่อน “นางเป็นอย่างไรบ้าง?”
“นายท่านอย่าได้ร้อนใจไป แม่นางไม่เป็นอะไรมาก เดี๋ยวข้าจัดยาให้นางสักเทียบก็ดีขึ้นแล้ว” หมอบอกแล้วลุกไปที่โต๊ะ บ่าวก็รีบก้าวไปฝนหมึกให้ หมอจับพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำหมึกแล้วลงมือเขียนเทียบยา หลังจากเขียนเสร็จแล้ว เขาก็บอกว่า “ต้มยาตามนี้ ดื่มคราวละ 1 ถ้วย เช้าเย็นก็ล้างพิษยาปลุกกำหนัดได้หมดแล้ว”
“อ่อ ขอบคุณมากๆ” หนานกงเยี่ยนยิ้มบางๆ หมอมองหน้าหนานกงเยี่ยนแล้วเอ่ยว่า “ดูเหมือนนายท่านก็ถูกพิษเช่นกัน ถ้าอย่างไรให้ข้าจับชีพจรสักหน่อยเถอะ ไหนๆ ข้าก็มาแล้ว จะได้ไม่ต้องไปๆ มาๆ ให้เสียเที่ยว”
“อืม” หนานกงเยี่ยนเดินไปนั่งลงตรงข้าม ยื่นแขนวางบนโต๊ะ หมอจึงตรวจชีพจรครู่หนึ่งแล้วดึงมือกลับ เขาหยิบพู่กันมา หนานกงเยี่ยนก็ดึงแขนกลับมา มองดูหมอเขียนเทียบยา ครั้นเขียนเสร็จ หมอก็ส่งเทียบยาให้พลางบอก “ต้มดื่มคราวละ 1 ถ้วย ดื่มเช้าเย็นสัก 2 วัน พิษก็หมดไปได้ หลังจากนั้นท่านก็ต้มยาเทียบนี้ดื่มเช้าเย็น 1 วัน เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาใดๆ แล้ว”
“ขอบคุณมากๆ” หนานกงเยี่ยนบอก หมอเหลือบมองแม่นางบนเตียงแวบหนึ่งแล้วก็เอ่ยขอตัว “เช่นนั้นข้าลาล่ะ”
“เชิญๆ” หนานกงเยี่ยนผายมือ พลางสั่งบ่าวว่า “เจ้าตามไปส่งท่านหมอแล้วรับยามาด้วย”
“ขอรับ” บ่าวรับคำ หมอก็ลุกขึ้นเดินไปถือล่วมยาขึ้นมา เขาเอ่ยกับแม่นางบนเตียงว่า “ขอลา”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet : 098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ