โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครจะสู้ก็สู้ไป ฉันจะนอน! รับมืออย่างไรในวันที่ใจ อยากยอมแพ้กับทุกอย่าง?

Mission To The Moon

เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2567 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

“ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร แต่ทำร้ายเรา!” หนึ่งในประโยคที่สะท้อนถึงความผิดหวังและโกรธเกรี้ยวของคนยุคปัจจุบัน สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและวงกว้างเป็นเหตุให้ “ความพยายาม” กลายเป็นเงินเฟ้อที่มีมากเท่าไรก็ยังไม่เพียงพอให้ไปถึงความฝันหรือความสำเร็จที่วาดไว้
.
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เกิดเป็นต้นกล้าของการ“กลัวความผิดหวัง” ที่เผยตัวตนออกมาในรูปแบบค่านิยมสวนกระแสการพัฒนาตนเอง สังเกตจากประโยคที่ดูติดตลก แต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าทางสภาพจิตใจของชาวผู้คนในยุคปัจจุบันอย่าง
.
[ ] ‘ใครจะสู้ก็สู้ไป ฉันจะนอน’
[ ] ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น’
[ ] ‘ไม่มีอะไรที่เราทำได้’
[ ] ‘คนอื่นทำได้ ก็ให้เขาทำไป’
.
แนวคิด “การไม่พยายาม” จึงกลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโต้ความผิดหวังเหล่านั้น คล้ายกับต้องการจะบอกว่า ‘ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เพราะฉันไม่ได้ทำต่างหาก’ เพื่อปลอบขวัญตนเองไม่ให้จมอยู่กับความรู้สึกสูญเสียหรือสงสัยในตัวตนและความสามารถของตนเอง
.
แล้วยังไงล่ะ? หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจตั้งคำถามว่าการเลือกหันหลังให้กับความพยายาม เพื่อกลับมายืนอยู่บนความสุขที่จับต้องได้มันจะมีปัญหาที่น่ากังวลอย่างไร ทว่าแท้จริงแล้ว “ต้นกลัวความผิดหวัง” นั้นไม่เพียงแค่ขวางเราจากเป้าหมายที่ไปไม่ถึง แต่ยังสามารถลากเราลงสู่วังวนของการ “ทำร้ายตนเอง” ได้อีกด้วย
.
.
เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ที่ชื่อว่า “กลัวผิดหวัง” ทำไมเราถึงอยากเลิกพยายาม?
.
การเลิกพยายามไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ชีวิตที่ดำเนินแต่ละวันอย่างเรียบง่ายก็เพียงพอที่จะเป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่เช่นกัน หากมาลองพินิจพิเคราะห์ดูดีๆ แล้วเนี่ย การ‘เอื้อมได้แต่ไม่เอื้อม’ กับ‘เอื้อมไม่ได้ก็ไม่เอื้อม’ มีความแตกต่างกันกว่าที่คิด
.
กรณีแรกที่‘ทำได้แต่ไม่ทำ’ เกิดมาจากการตระหนักรู้ว่ามีความสามารถเพียงพอ จึงสามารถเลือกหนทางที่ตรงกับความต้องการได้มากที่สุด
.
แต่สำหรับกรณี‘ทำไม่ได้ก็ไม่ทำแล้ว’ มักเกิดมาจากการตระหนักว่าความสามารถที่มีไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการ จึงต้องหาทางรับมือกับที่เหมาะสมกับสภาพกายและใจในตอนนั้นมากที่สุด
.
ตามทฤษฎีจิตวิทยาของลีออน เฟสติงเจอร์ (Leon festinger) ภาวะทางจิตใจแบบนี้มีชื่อว่า“ภาวะการรับรู้ไม่ลงรอย” หรือ “Cognitive Dissonance” หมายถึงการที่เรารับชุดข้อมูลสองชุดที่ขัดแย้งกัน ส่วนมากแล้วจะเป็นกรณีที่ชุดข้อมูลใหม่มีเนื้อหาตรงข้ามหรือหักล้างกับความเชื่อ คุณค่า แนวคิดที่เรายึดถือมาแต่เดิม
.
ยกตัวอย่างเช่น ตอนเด็กได้รับการยอมรับว่าเป็นคนเก่ง โตมากลับพบว่าตนเองเป็นเพียงคนธรรมดาท่ามกลางอัจฉริยะและคนมีพรสวรรค์ ความเชื่อที่ว่าความพยายามไม่เคยทำร้ายใครกลายมาเป็นความจริงที่ต้องเผชิญว่าไม่ใช่ทุกความพยายามจะประสบความสำเร็จ
.
นอกจากนี้ภาวะการรับรู้ไม่ลงรอยยังเป็นสาเหตุที่ “ตั้งเป้าหมายทีไรก็ไม่สำเร็จ” อีกด้วย กรณีนี้มักเกิดกับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงนิสัยและการดูแลสุขภาพ เช่น อยากลดน้ำหนักแต่ชอบกินไอศกรีมเป็นชีวิตจิตใจ หรือรักสัตว์แต่ก็ชอบกินเนื้อสัตว์ ไปจนถึงการที่รู้ดีแก่ใจว่าบุหรี่และแอลกอฮอล์เป็นสิ่งไม่ดีแต่ก็ยังเลือกที่จะเสพ
.
การเผชิญหน้ากับภาวะการรับรู้ไม่ลงรอยเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน เพราะโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารมากมายไหลเวียนเป็นแม่น้ำเชี่ยวกราด แม้จะยึดถือคุณค่าหรือชุดข้อมูลหนึ่งไว้ก็ย่อมถูกทำลายลงได้ไม่กี่นาทีต่อมา แน่นอนว่าสำหรับมนุษย์แล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคุณค่า ความเชื่อ และแนวคิดต่างเป็นสิ่งที่แสดงออกถึง “ตัวตน” ของเราอย่างลึกซึ้ง
.
การโดนขยี้ความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบจึงไม่ต่างอะไรกับการโจมตีตัวตนของเราให้สั่นคลอน กลายเป็นชนวนความสงสัยต่อเป้าหมาย ต่อความต้องการ และต่อความสามารถของตนเอง และบ่อยครั้งที่คำตอบของคำถามมักพาเราไปพบกับทางตันที่บอกว่า “มันเป็นไปไม่ได้” จนเกิดเป็นความผิดหวังก้อนใหญ่ที่นำเราไปสู่ภาวะแตกสลายทางความรู้สึก
.
‘เมื่อแตกสลายก็สร้างใหม่’ เป็นทักษะความยืดหยุ่นทางความคิด (Resilience) ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความสับสนและสิ้นหวัง แต่สำหรับหลายคนการรับมือกับความผิดหวังเป็นประจำอาจนำไปสู่ภาวะเหนื่อยล้าทางความคิด จนผลักให้เรา “ชิงปฏิเสธโอกาส” ก่อนที่โอกาสจะปฏิเสธเราจนต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังอีกครั้ง
.
ฟังดูเป็น ‘ทางเลือก’ ที่เข้าท่าในการปกป้องตนเองจากความผิดหวัง ทว่าการปกป้องดังกล่าวอาจแปรเปลี่ยนเป็นการทำลายตนเองหรือ “Self-Sabotage” ที่กดทับและไม่ยอมรับความต้องการที่ทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวหรือผิดหวัง
.
การสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ด้วยการปฏิเสธความผิดหวังสร้างรอยแยกของตัวตนที่เราคิดว่าเป็นกับตัวตนในสถานการณ์จริง จนนำไปสู่การพัฒนาความคิดและบุคลิกภาพที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจในตนเองจนพังทลายไม่เหลือชิ้นดี เรียกได้ว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ของภาวะและโรคจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการปรับตัวและบุคลิกภาพ (Adjustment and Personality Disorder)
.
เพียงเพราะอยาก “รักตนเอง” จึงปกป้องมากเกินไปจนดาบสองคมนี้ย้อนกลับมา “ทำลายตนเอง” เสียอย่างนั้น สุดท้ายแล้วเราต้องรับมือกับความผิดหวังและหยุดวังวนการทำร้ายตนเองด้วยเกราะป้องกันที่ปฏิเสธทุกอย่าง เพื่อก้าวเข้าสู่หนทางการรักตนเองที่แท้จริงได้อย่างไร?
.
.
สังเกตตนเองก่อนจะสาย! โอบกอดความผิดหวังอย่างไรไม่ให้รักตนเองผิดวิธี?
.
เพราะการบ่อนทำลายตนเอง (Self-Sabotage) มักมีเหตุผลที่ดูคล้ายกับการทำเพื่อตนเองอยู่เสมอ เช่น อยากตื่นเช้าแต่นอนดึกเพพื่อชดเชยเวลากลางวันที่เสียไปกับความเครียด สุดท้ายเมื่อตื่นเช้าไม่ได้ก็ชิงออกตัวว่า ‘เห็นไหมล่ะ ก็ฉันไม่ใช่นกที่ตื่นเช้า’ เช่นนั้นแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือรักตัวเองที่แท้จริง หรือกำลังหลอกตนเองอยู่? มาเช็กไปพร้อมกันเลย
.
[ ] ปฏิเสธการขอความช่วยเหลือ
[ ] ตั้งเป้าหมายสุดโต่ง ไม่ต่ำไปเลยก็สูงไปเลย
[ ] หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์หรือสนิทชิดเชื้อกับผู้อื่น
[ ] สนทนาเชิงลบกับตนเอง หรือวิจารณ์ตนเองอย่างสุดโต่ง
[ ] สร้างข้ออ้างหรือกล่าวโทษสิ่งอื่นก่อนเสมอ
[ ] ใฝ่หาการยอมรับจากผู้อื่นเป็นประจำ
[ ] ลังเลที่จะพูดความต้องการ หรือความกังวลของตนเอง
[ ] กดความต้องการของตนเองไม่ให้ ‘หวังสูง’
[ ] มีพฤติกรรมขัดกับความต้องการ แม้จะมีเหตุผลก็ตาม
.
การรักตนเองผิดวิธีไม่ใช่เรื่องน่าอาย อย่างน้อยเรายังคงอยากจะรักตนเองได้ย่อมเป็นแนวโน้มที่ดี หากใครที่พบว่าตนเองยืนอยู่บนเส้นทางที่นำไปสู่การทำลายตนเองเป็นลูกโซ่แล้ว วันนี้ Mission To The Moon อยากชวนมารับมือกับความผิดหวัง การเปลี่ยนแปลง และหวนกลับสู่การรักตนเองอย่างถูกต้องไปพร้อมกันกับคำแนะนำ 5 ข้อจาก Very Well Mind และ Better Up กันเลย
.
1. ให้เวลาเช็กอินความรู้สึกของตนเองสม่ำเสมอ
.
หลายครั้งที่ความไม่มั่นคงพาเราสับสนว่าเรากำลังรู้สึกอะไรกันแน่ ลองให้เวลาตนเองอย่างสม่ำเสมอในการหาที่มาของความรู้สึกนั้นว่ามาจากไหน ความรู้สึกดังกล่าวเกิดมาจากความต้องการแบบใด จดบันทึกปฏิกิริยาของตนเองต่อสถานการณ์ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบของอารมณ์ตนเอง
.
2. หันหน้าเผชิญกับความรู้หรือความเชื่อใหม่ที่ได้รับ
.
เมื่อเท่าทันอารมณ์แล้วก็เลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรับมือกับความรู้หรือความเชื่ออะไรใหม่ๆ ลองมองหาแนวคิดใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต หรือแค่ลองสำรวจมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องต่างๆ ดูก็ได้ โดยระหว่างนั้นก็คอยสำรวจความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาปฏิกิริยาของตนเอง ตรวจสอบและสังเกตใหม่อีกครั้งเพื่อเข้าใจว่าตนเองไม่มั่นคงกับส่วนไหน และจะรับมือกับส่วนนั้นอย่างไรได้บ้าง
.
3. ฝึกฝนการให้อภัยตนเอง
.
การยอมรับความจริงว่าชุดข้อมูลที่เคยยึดถือมันแตกสลายไปแล้วอาจนำมาซึ่งความเจ็บแค้นต่อตนเองที่เคยยึดถือคุณค่าหรือความเชื่อเหล่านั้น การให้อภัยกับอดีตที่ผ่านไปแล้วจะช่วยให้เดินก้าวต่อไปยังอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
.
4. กำหนดสิ่งที่อยากจะเปลี่ยนแปลง
.
เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะหลงประเด็นว่าจะต้องปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงไปทางไหน การเขียนออกมาว่าสิ่งไหนบ้างที่เรายังคงยึดมั่นได้ และสิ่งไหนบ้างที่เราอยากจะเปลี่ยนแปลง รวมถึงจุดประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงคืออะไร จะทำให้เราไม่หลงไปกับพายุความรุ้สึกไม่มั่นคง
.
5. สื่อสารความต้องการอย่างตรงไปตรงมา
.
สิ่งที่ผู้ที่แตกสลายไม่อยากให้คนอื่นรับรู้มากที่สุดคือความไม่มั่นคงของตนเอง หลายครั้งจึงเลือกสื่อสารความต้องการที่บิดเบือนไปจนพลาดการโอกาสที่จะได้รับหนทางสู่ความต้องการจริงๆ ของตนเองในที่สุด การฝึกสื่อสารความต้องการ ความรู้สึกและอารมณ์อย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นวิธีรักตนเองที่ดีที่สุด
.
การแตกสลายไม่รู้จบเป็นเรื่องยาก ถึงอย่างนั้นก็เป็นโอกาสที่เราจะได้ทบทวนตัวตนของตนเอง ขัดเกลา และกรุยทางให้ตนเองเข้าใกล้กับความสุขของชีวิตที่แท้จริงได้มากขึ้น ระหว่างทางอาจเต็มไปด้วยกระบวนการซับซ้อนและยุ่งยาก แต่สุดท้ายเราก็จะผ่านไปได้ในเวอร์ชันที่น่าภูมิใจกว่าเดิม
.
.
ที่มา
- Cognitive Dissonance and the Discomfort of Holding Conflicting Beliefs: Kendra Cherry, MSEd, Very Well Mind - https://bit.ly/3x6OnB7
- What is cognitive dissonance and how do you reduce it?: Allaya Cooks-Campbell, Better Up - https://bit.ly/45mob1O
- How to stop self-sabotaging: 5 steps to change your behavior: Allaya Cooks-Campbell, Better Up - https://bit.ly/3x6cT5r
.
.
#psychology
#worklife
#cognitivedissonance
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...