โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เร่งสกัดน้ำอ่างฯ ห้วยเชียงคำ หลังน้ำกัดเซาะทำนบดินพังทลาย

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 17 ก.ค. 2567 เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2567 เวลา 03.34 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

มหาสารคาม 18 ก.ค. – อธิบดีกรมชลประทาน สั่งด่วนเร่งปิดจุดทำนบดินบริเวณด้านข้างอาคารระบายน้ำล้นของอ่างเก็บน้ำห้วยเชียงคำ จ.มหาสารคาม จากเหตุฝนตกหนัก ส่งผลให้น้ำปริมาณมากกัดเซาะทำนบดินเสียหาย น้ำไหลทะลักไปยังพื้นที่ด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า สั่งการด่วนที่สุดให้นำเครื่องจักร เครื่องมือลงพื้นที่ เข้าไปกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำที่ไหลทะลักจากอ่างเก็บน้ำห้วยเชียงคำให้ลงลำน้ำเสียวใหญ่ และแม่น้ำมูลตามลำดับ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำคาดว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม จะสามารถระบายน้ำได้ภายใน 5 วัน สำหรับสาเหตุที่ทำทบดินถูกน้ำกัดเซาะเนื่องจากมีฝนตกหนักมาก ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเกินกว่าความจุ โดยวันที่ 15 กรกฎาคมมีน้ำในอ่างเก็บน้ำประมาณ 2.72 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 54% ของความจุเท่านั้น ห้วง 1 - 2 วันที่ผ่านมามีฝนตกหนักในพื้นที่วัดปริมาณฝนสูงสุดใน 24 ชั่วโมงได้ 145.50 มิลลิเมตร (มม.)

อ่างเก็บน้ำห้วยเชียงคำ ต.โนนราษี อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ก่อสร้างแล้วเสร็จและใช้งานมาตั้งแต่ปี 2499 มีอายุการใช้งานกว่า 68 ปี มีความจุเก็บกักที่ประมาณ 5.07 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เฉลี่ย 24.20 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำไหลเข้ากับความจุเก็บกักพบว่า ปริมาณน้ำไหลเข้ามากกว่าความจุเก็บกักถึง 4.77 เท่า ทำให้เขื่อนมีความเสี่ยงที่น้ำจะไหลล้นข้ามสันเขื่อน จากฝนที่ตกลงมาเป็นปริมาณมากกว่าปกติ ขณะที่อาคารระบายน้ำล้น (Spillway) สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 24.2 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นทำนบดินชั่วคราวไหลลงช่องอาคารระบายน้ำล้นเกิดการกัดเซาะอาคารและทำนบดิน เสียหายขาดเป็นความยาวประมาณ 50 เมตร ไหลลงสู่พื้นที่ด้านท้ายได้รับผลกระทบ ประมาณ 3,000 ไร่

สำนักงานชลประทานที่ 6 โดยโครงการชลประทานมหาสารคามระดมเครื่องจักร เครื่องมือ และวัสดุหินใหญ่เข้าไปปิดกั้นน้ำทั้งสองฝั่งของทำนบดิน เพื่อไม่ให้เกิดการพังเสียหายขยายเพิ่มเติม ในวันนี้มอบหมายให้รองอธิบดีกรมชลประทาน 2 คนเดินทางไปอำนวยการซ่อมแซมทำนบและเร่งระบายน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนด่วนที่สุด

สถานการณ์ปัจจุบันระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าระดับกัดเซาะ ซึ่งเป็นระดับที่สามารถเข้าทำการปิดทำนบดินที่ขาดได้ ด้วยการทำพนังกั้นน้ำกึ่งถาวร เว้นช่วงให้น้ำไหลผ่านได้ เมื่อใกล้หมดฤดูฝนจะปิดทำนบแบบถาวร เพื่อให้สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าได้ต่อไป

จากการที่การสร้างควาตัวเขื่อนใช้งานมานานจึงเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงให้แก่ตัวเขื่อนโดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กรมชลประทาน ได้ทำการปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้น ให้สามารถระบายน้ำได้มากขึ้น จากเดิม 24.20 ลบ.ม./วินาที (2.09 ล้าน ลบ.ม./วัน) เป็น 54 ลบ.ม./วินาที (4.06 ล้าน ลบ.ม./วัน) แต่ฝนที่ตกหนักผิดปกติจึงเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นระหว่างก่อสร้าง

ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามและควบคุมสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ.-512-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...