โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พายุมีกี่ประเภท แตกต่างกันยังไง? ทำความรู้จักกับ 3 พายุ ออกสอบบ่อย

Dek-D.com

อัพเดต 19 ก.ค. 2567 เวลา 04.28 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2567 เวลา 11.02 น. • DEK-D.com
พายุมีกี่ประเภท แต่ละลูกต่างกันยังไง? หาคำตอบได้ที่นี่!

สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่มาคู่กับฤดูฝนก็ต้องเป็น “พายุ”ที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อพายุต่าง ๆ เช่น พายุฝนฟ้าคะนอง พายุโซนร้อน พายุทอร์นาโด แต่บางครั้งก็ยังสับสนว่าแต่ละชนิดต่างกันยังไง ในวันนี้คอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับพายุว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และพายุแต่ละลูกมีความรุนแรง และจุดกำเนิดมาจากที่ไหนบ้าง? พร้อมกับตารางเทียบความแตกต่าง และแบบฝึกหัดจากข้อสอบจริงมาให้ได้ทดสอบความรู้ด้านล่างกันค่ะ

พายุคืออะไร?

พายุ (Storm)เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศโลกถูกรบกวนจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งมีชีวิต ซึ่งตามที่เราคุ้นชินกันพายุมักเกิดขึ้นพร้อมกับลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝนตกหนัก ควบคู่กันไปด้วย รวมไปถึงบางครั้งก็มีการพัดพาสสารบางอย่างผ่านไปในชั้นบรรยากาศที่ก่อให้เกิดพายุฝุ่น พายุหิมะ และพายุทราย เป็นต้น

พายุเกิดขึ้นได้ยังไง?

พายุเกิดจากการเคลื่อนที่ของมวลอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรง จากอากาศ 2 บริเวณที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันมากมักจะเกิดในพื้นที่ที่มีความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดกระแสลมพัดเข้าหาจุดศูนย์กลางของบริเวณดังกล่าว มวลอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสูง ส่งผลให้มวลอากาศในแนวราบที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ จนส่งผลให้เกิดเป็นพายุขึ้นมานั่นเอง

รู้หรือไม่? พายุไม่ได้มีแค่บนโลก

จริงๆ แล้ว พายุไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นแค่บนโลกของเราเท่านั้น บนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะจักรวาลก็มีพายุก่อตัวขึ้นเหมือนกัน เช่น ดวงอาทิตย์ ดาวเสาร์ ดาวอังคาร และดาวพฤหัส โดยเฉพาะจุดสีแดงขนาดใหญ่ (Great Red Spot) บนดาวพฤหัส จุดสีแดงดังกล่าว คือพายุหมุนที่มีอาณาเขตกว้างกว่า 25,000 กิโลเมตร และคงอยู่บนดาวพฤหัสมากกว่า 340 ปีแล้ว

ประเภทของพายุ

สำหรับประเภทของพายุจะแตกต่างกันไปตามความแรงของมวลอากาศในพายุ และสาเหตุของการเกิดพายุ โดยสามารถแบ่งพายุออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆได้แก่ พายุฝนฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน และพายุทอร์นาโด โดยแต่ละพายุมีจุดกำเนิดและความแตกต่างกัน ดังนี้

1. พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm)

เป็นพายุที่พบในเขตร้อนชื้น เกิดจากพื้นโลกได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์เป็นจำนวนมาก ทำให้มวลอากาศร้อนลอยตัวขึ้นสูงก่อนเย็นตัวลง และเกิดการควบแน่นกลั่นตัวเป็นไอน้ำ เกิดเป็นเมฆขนาดใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นในแนวดิ่ง เรียกว่า “เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus)”ขณะเดียวกันความร้อนแฝงจากการกลั่นตัวของไอน้ำก็มาช่วยเร่งการลอยตัวของอากาศในก้อนเมฆ ทำให้เมฆมีขนาดใหญ่ขึ้นและสูงขึ้น จนเคลื่อนที่ขึ้นถึงจุดอิ่มตัวเมื่อเวลาผ่านไปการลดลงของอุณหภูมิในก้อนเมฆ ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนที่ลงของมวลอากาศอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดเป็นพายุฝนฟ้าคะนองซึ่งมักมาพร้อมกับลมแรง ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง หรืออาจมีลูกเห็บตกได้ในบางพื้นที่

โดยการก่อตัวที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่จะเป็นไปตามฤดูกาล ในบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรมีโอกาสที่จะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองได้ตลอดปี เนื่องจากมีสภาพอากาศร้อน อบอ้าวส่วนบริเวณขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ที่อยู่ในละติจูดที่สูงขึ้นไป มักจะเกิดขึ้นในฤดูร้อน

สำหรับประเทศไทยพายุฝนฟ้าคะนองสามารถก่อตัวได้เกือบตลอดเวลา และในทุกพื้นที่ เพราะบ้านเรามีภูมิอากาศอยู่ในเขตร้อน ช่วงที่เจอพายุฝนฟ้าคะนองได้บ่อยๆ จะอยู่ในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมพายุฝนฟ้าคะนองสามารถพัฒนาจนมีความรุนแรงเกินกว่าระดับปกติในลักษณะที่เรียกว่า “พายุฤดูร้อน” และ “พายุทอร์นาโด” ได้

2. พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone)

เป็นพายุที่ก่อตัวบริเวณผิวน้ำทะเลและมหาสมุทรในเขตร้อน ที่มีอุณหภูมิของน้ำสูงกว่า 27 องศาเซลเซียส และอยู่ในบริเวณเส้นศูนย์สูตรโดยน้ำจะระเหยกลายเป็นไอน้ำปริมาณมาก และเคลื่อนที่สูงอย่างรวดเร็วเป็นบริเวณกว้าง ทำให้อากาศที่อยู่รอบๆ เคลื่อนมาแทนที่ โดยอากาศที่อยู่รอบๆ จะพัดเวียนเป็นเกลียวเข้าหาศูนย์กลางของพายุ ก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่กินวงกว้าง และเกิดขึ้นพร้อมกับลมที่พัดรุนแรงจะมีความเร็วอยู่ที่ประมาณ 120 – 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ทิศทางการหมุนวนของพายุ หากเกิดเหนือเส้นศูนย์สูตรจะหมุนวนทวนเข็มนาฬิกาแต่หากเกิดใต้เส้นศูนย์สูตรหรือซีกโลกใต้จะหมุนวนตามเข็มนาฬิกาโดยสามารถแบ่งประเภทของพายุหมุนเขตร้อนได้ตามความแรงของลมพายุเป็น 3 ประเภทดังนี้

พายุดีเปรสชัน (Tropical Depression)

เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่มีความเร็วลมต่ำที่สุดโดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางไม่เกิน 63 กิโลเมตร/ชั่วโมง (34 นอต) มีลักษณะเป็นกลุ่มเมฆหนาทึบหมุนวนเป็นวงกลม แต่ไม่เป็นเกลียว และไม่มีตาพายุที่ชัดเจนกระแสลมไม่แรงมากพอที่จะพังบ้านเรือน แต่ก็อาจทำให้ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันจนน้ำท่วมได้

พายุโซนร้อน (Tropical Storm)

เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่มีความเร็วลมปานกลาง มักจะก่อตัวขึ้นในทะเลแถบเส้นศูนย์สูตร ก่อนที่จะเคลื่อนที่เข้าหาชายฝั่งโดยมีความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลางตั้งแต่ 63-118 กิโลเมตร/ชั่วโมง (64 นอต) มีลักษณะเป็นพายุหมุน แต่ยังไม่มีตาพายุที่ชัดเจนพายุนี้จะเกิดพร้อมกับลมกระโชกแรงและฝนตกหนัก สามารถทำลายบ้านเรือนที่มีโครงสร้างไม่แข็งแรง เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง ต้นไม้ใหญ่หักโค่น ถนนหนทางเสียหาย และแผ่นดินสไลด์ตัวได้

ถ้าพายุโซนร้อนเคลื่อนที่เข้าฝั่งมักจะอ่อนกำลังลง จนกลายเป็นเพียงกลุ่มเมฆหมุนวนหรือพายุดีเปรสชันก่อนจะสลายตัวไปเนื่องจากเคลื่อนที่มาเจออุณหภูมิในอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่ได้รับพลังงานจากความร้อนและความชื้นอย่างต่อเนื่อง ตามแนวร่องกดอากาศต่ำเหนือผิวน้ำในมหาสมุทรเหมือนเดิม ในทางกลับกันถ้าพายุโซนร้อนก่อตัวขึ้นในทะเลลึกห่างไกลชายฝั่งก็จะมีกำลังรุนแรงขึ้น จนพัฒนาไปเป็นพายุไต้ฝุ่นหรือเฮอร์ริเคนได้เช่นกัน

พายุไต้ฝุ่น (Typhoon) หรือเฮอริเคน (Hurricane)

เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่มีความเร็วลมแรงที่สุดความเร็วลมใกล้จุดศุนย์กลางสูงกว่า 118 กิโลเมตร/ชั่วโมง (64 นอต)มีตาพายุชัดเจน ซึ่งบริเวณตาพายุจะมีสภาพอากาศโปร่งใส อาจมีฝนตกเพียงเล็กน้อยและกระแสลมสงบ ต่างกับสภาพรอบนอกของตาพายุที่มีความรุนแรงมาก จนสามารถทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือน อาจทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่น เกิดไฟฟ้าช็อต หรือเพลิงไหม้ได้ เมื่ออยู่ในทะเลก็จะมีคลื่นลมรุนแรงเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ โดยเฉพาะเรือเล็ก

ส่วนพายุเฮอริเคน (Hurricane) หรือพายุไซโคลน (Cyclone) ที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ นั้นเป็นพายุชนิดเดียวกันกับพายุไต้ฝุ่นแต่มีชื่อเรียกต่างกันไปตามถิ่นที่เกิดเท่านั้น โดยมีชื่อเรียกพายุตามแหล่งเกิด ดังนี้

  • เกิดที่มหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลจีนใต้ อ่าวไทย อ่าวตังเกี๋ย ประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า พายุไต้ฝุ่น
  • เกิดที่มหาสมุทรอินเดีย ทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล เรียกว่า พายุไซโคลน
  • เกิดที่มหาสมุทรแอตแลนติก ทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก เรียกว่าพายุเฮอริเคน

Note :ประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพายุหมุนเขตร้อนทั้งคู่ จึงมีโอกาสที่จะได้รับอิทธิพลจากพายุทั้งสองแห่ง แต่มีโอกาสที่พายุจะเคลื่อนจากทางฝั่งตะวันออกหรือด้านมหาสมุทรแปซิฟิกมากกว่าฝั่งตะวันตก

โดยพายุที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นแค่พายุหมุนเขตร้อนดีเปรสชัน เนื่องจากพายุได้อ่อนกำลังลงก่อนถึงประเทศไทย ซึ่งมักจะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคม

3. พายุทอร์นาโด (Tornado) หรือพายุงวงช้าง

เป็นพายุที่เกิดจากการปะทะกับระหว่างมวลอากาศร้อนและมวลอากาศเย็น จนก่อตัวให้เกิดลมหมุนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางค่อนข้างเล็ก มีรัศมีราว 50-500 เมตร แต่หมุนด้วยความเร็วสูง โดยความเร็วลมที่จุดศูนย์กลางสูงตั้งแต่ 300-500 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถพบได้ทั้งบนบกและทะเลแต่ร้อยละ 90 มักจะเกิดขึ้นบนบกด้วยความเร็วลมที่สูงมากทำให้พายุนี้มีลักษณะหมุนบิดเป็นเกลียวจากฐานเมฆลงสู่พื้นดิน หรือที่เรียกกันว่า “ลมงวง” สามารถพัดพาเอาสิ่งปลูกสร้างลอยขึ้นไปในอากาศได้ถึงแม้พายุทอร์นาโดเป็นพายุที่คงตัวอยู่ได้ไม่นานประมาณ 1-2 ชั่วโมง แต่ความรุนแรงของพายุ และความไม่แน่นอนของการก่อตัว ส่งผลให้พายุทอร์นาโดเป็นพายุที่อันตรายที่สุด

โดยปกติแล้วมักพบในทวีปอเมริกาเหนือ และมหาสมุทรแอตแลนติกเพราะว่าพื้นที่ตรงนั้นมีความแตกต่างของสภาพอากาศค่อนข้างมากซึ่งประเทศที่พบได้บ่อยที่สุดคือ สหรัฐอเมริกาเนื่องมาจากสภาพภูมิประเทศของสหรัฐอเมริกาเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ จึงเอื้อต่อการปะทะกันของมวลอากาศร้อนและมวลอากาศเย็นในบริเวณที่ราบ ทำให้พายุที่ก่อตัวส่วนมากมีขนาดใหญ่และเกิดได้บ่อยครั้งนั่นเอง

Note :สำหรับประเทศไทยก็มีพายุลักษณะนี้เช่นกันแต่จะมีกำลังลมอ่อนไม่รุนแรงเท่าพายุทอร์นาโดที่เกิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเราจะเรียกว่า ‘พายุงวงช้าง’ ถ้าเกิดบนบกจะเรียกว่า ‘ลมบ้าหมู’ แต่ถ้าเกิดบนผิวน้ำเรียกว่า ‘นาคเล่นน้ำ (water spout)’

สรุป! พายุฝนฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน พายุทอร์นาโด ต่างกันยังไง?

เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพชัดมากขึ้นว่าพายุแต่ละลูกมีลักษณะต่างกันยังไง พี่แป้งสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบมาให้แล้วค่ะ

มาทดสอบความรู้กัน!

หลังจากที่น้องๆ รู้จักพายุแต่ละประเภทกันไปแล้ว มาทดสอบความรู้ความเข้าใจเรื่องพายุกับข้อสอบ O-NET วิชาสังคมศึกษา ปี 2552กันค่ะ

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

1. ไม่เคยก่อตัวในอ่าวไทย

2. หากก่อตัวในอ่าวเบงกอลจะมาไม่ถึงประเทศไทย

3. มีแหล่งกำเนิดในทะเลจีนใต้มากกว่าทะเลอันดามัน

4. ที่ก่อตัวในอ่าวตังเกี๋ยจะส่งผลต่อสภาพอากาศในประเทศไทยมากที่สุด

น้องๆ คิดว่าคำตอบข้อไหนถูกต้องคะ? เลือกคำตอบที่คิดว่าใช่แล้วคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ถ้าน้อง ๆ มีประเด็นที่น่าสนใจ หรือความรู้จากวิชาอะไร ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...