เส้นทาง วรรณกรรม เส้นทาง กุหลาบ สายประดิษฐ์ เส้นทาง 'ความคิด'
บทความพิเศษ
เส้นทาง วรรณกรรม
เส้นทาง กุหลาบ สายประดิษฐ์
เส้นทาง ‘ความคิด’
ไม่ว่าจะเป็น เบนจามิน เอ. บัทสัน เจ้าของงาน “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” ไม่ว่าจะเป็น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เจ้าของงาน “การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475” มีความสนใจตรงกัน
1 สนใจไปยังการเติบใหญ่ ขยายตัวเป็นลำดับของ “คนชั้นกลาง” ในสังคมสยาม
ขณะเดียวกัน 1 นอกเหนือจากความสนใจต่อการเข้ามาทั้งในทางความคิดของต่างประเทศ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกาแล้ว ยังเน้นอย่างเป็นพิเศษไปยังการเข้ามาของ “คนจีน”
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ระบุว่า ช่องทางประกอบอาชีพการงานโดยอิสระเป็นอาณาบริเวณของกิจกรรมทางสังคมเศรษฐกิจที่ดึงดูดทั้งกลุ่มไพร่กฎุมพีจากสังคมจารีต
กลุ่มคนจีนและชาวต่างประเทศอื่นๆ ให้เข้ามามีกิจกรรมร่วมกันนั้น
ตัวอย่างแรกคงได้แก่ นาย ก.ศ.ร.กุหลาบ (2377-2456) ลูกครึ่งไทยจีน ตัวอย่างที่สองเป็นนายเทียนวรรณ (2384-2457)
ความน่าสนใจอยู่ที่คนเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวในทางความคิด
และในการเคลื่อนไหวทางความคิดนั้นก็อาศัยการพูด การเขียนเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่
จึงมีส่วนอย่างสำคัญในการก่อให้เกิดอาชีพอิสระของนักเขียน นักหนังสือพิมพ์
จาก ยุคของ “เทียนวรรณ”
สู่ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์
ถ้าหาก หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ได้รับยกย่องว่าเป็น “มันสมอง” ที่สำคัญคนหนึ่งแห่ง “คณะราษฎร” ในการร่วมวางแผนยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
สำหรับวงการวรรณกรรมในระยะกาลเดียวกันนั้น กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” ก็คือ “ขุนพล” คนสำคัญคนหนึ่งแห่ง “กองทัพปากกา” ของไพร่ฟ้าประชาชนในยุคเดียวกัน
เป็นการสืบทอดและพัฒนาเติบใหญ่มาจากการบุกเบิก ริเริ่มและนำร่องของคนอย่าง ก.ศ.ร.กุหลาบ คนอย่าง “เทียนวรรณ”
และดำรงอยู่อย่างเป็นพันธมิตรในแนวร่วมกับ “คณะราษฎร”
ยศ วัชรเสถียร มิตรร่วมยุคที่เสมอต้นเสมอปลายคนหนึ่งของ “ศรีบูรพา” ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นในช่วงหลังรัฐประหาร 2501 โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มาพร้อมกับมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองและประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 17 ซึ่งมัดตราสังวิชาชีพหนังสือพิมพ์ อันถือว่าเป็นยุคที่มืดมนอนธการ
มืดมนอนธการกระทั่ง “อุชเชนี” รำพึงออกมาว่า
“…งานของ ‘อุชเชนี’ จบพร้อมกับการจากไปของ ‘สายธาร’ ใน พ.ศ.2501 และการสลายตัวของนักเขียนหนุ่มที่ต่อสู้เพื่อสถาปนาอุดมการณ์ของความรักเพื่อนมนุษย์และความเป็นธรรมขึ้นในสังคมไทยยุคนั้น”
ในยุคอันมืดมนอนธการซึ่งนามของ “ศรีบูรพา” กลายเป็น “สิ่งต้องห้าม” ที่หากใครจะเอ่ยถึงอย่างยกย่องก็เป็นอันตรายอาจกลายเป็น “คอมมิวนิสต์” ไปด้วย
และกระทั่งก่อนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ยศ วัชรเสถียร ก็ยังยืนยันผ่านบทความชื่อ “มูลเหตุที่ ‘ศรีบูรพา’ เขียนเรื่อง ‘สงครามชีวิต'” ในนิตยสาร “โลกหนังสือ” ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2522
เป็นการยืนยันด้วยความมั่นใจ
“ศรีบูรพา” ที่เรื่องแต่งของเขาได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากที่สุดในหมู่นักเขียน “รุ่นเยาว์” ด้วยกันแห่งวงการประพันธ์สมัยรัชกาลที่ 7
การทำความเข้าใจต่อรากฐานในทางส่วนตัวและในทางความคิดของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” จึงมีความจำเป็น
จำเป็นต่อพัฒนาการแห่งระบอบ “ประชาธิปไตย” ไทย
รากฐาน ทาง สังคม
กุหลาบ สายประดิษฐ์
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เกิดที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2448 เป็นบุตรนายสุวรรณ (ชาวกรุงเทพมหานคร) และนางสมบุญ (ชาวนาจาก จ.สุพรรณบุรี)
กำพร้าพ่อตั้งแต่อายุ 6 ขวบ
แม่เปิดร้านเย็บเสื้อที่บ้าน พี่สาว “จำรัส” เล่นละครรำและละครพูดเพื่อหาเงินมาช่วยทางบ้าน
เรียนที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง จนจบชั้นประถมปีที่ 4
เข้าเรียนที่โรงเรียนทหารเด็ก (ของทูลกระหม่อมอัษฎางค์ เดชาวุฒิ) ระยะหนึ่ง ก็ลาออกไปเข้าโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ จนจบชั้นมัธยมปีที่ 8 เป็นนักเรียนรุ่นเดียวกับ ม.จ.อากาศดำเกิง ระพีพัฒน์ และ สด กูรมะโรหิต ตลอดจน โชติ แพร่พันธุ์ เจ้าของนามปากกา “ยาขอบ”
ขณะศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 8 ในปี พ.ศ.2468 เขียนกลอนหกชื่อ “ฉันแจว เรือจ้าง” ตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านวารสาร “แถลงการณ์เทพศิรินทร์” ด้วยการสนับสนุนของหลวงสำเร็จวรรณกิจ (บุญ เสขะนันท์) บรรณาธิการและครูภาษาไทย
บาทก้าวที่สำคัญ คือ บาทก้าวเมื่อเข้าไปอยู่ใน “สำนักรวมการแปล” ของ โกศล โกมลจันทร์ เมื่อสำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 8 จากโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ยศ วัชรเสถียร บรรยายถึง “สำนักรวมการแปล” ไว้ในหนังสือ “‘ศรีบูรพา’ ที่ข้าพเจ้ารู้จัก” ว่า
พอดีเวลานั้น นายบุญเติม โกมลจันทร์ (ภายหลังเปลี่ยนเป็นโกศล)
นักประพันธ์มีชื่อคนหนึ่งใช้นามปากกาในการประพันธ์เรื่องนิยายว่า “ศรีเงินยวง” และในการแต่งกลอนลำตัดว่า “เสือเตี้ย” ตั้งสำนักงานชื่อ “รวมการแปล” มีกิจการสอนภาษาอังกฤษในเวลากลางคืน (18.00-20.00 น.)
รับแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย และไทยเป็นอังกฤษ
และแนะนำการประพันธ์เรื่องนิยายให้แก่ผู้ที่ต้องการเป็นนักประพันธ์ และเมื่อประพันธ์ได้เข้าท่าเข้าทีแล้วก็ช่วยหาผู้พิมพ์เป็นเล่มออกขาย กุหลาบ สายประดิษฐ์ จึงชักชวนเพื่อนเกลอที่อยากเป็นนักประพันธ์ไปยังสำนักที่ว่านี้
แต่มีผู้เอาด้วยกับการชักชวนของเขาเพียง 2 คนเท่านั้น คือ สนิท เจริญรัฐ กับ ชะเอม อันตรเสน
ที่ ยศ วัชรเสถียร กล่าวถึงย่อมเป็นเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.2469
เป็นปีที่ไม่เพียง กุหลาบ สายประดิษฐ์ จะรจนาอินทรวิเชียรฉันท์ในหัวข้อเรื่อง “ลักษณะปุถุชน” หากแต่ยังเขียนนวนิยายเรื่อง “คมสวาทบาดจิต” ออกขายในราคาเล่มละ 1 สลึง หรือ 25 สตางค์
“คมสวาทบาดจิต” จึงถือว่าเป็นนวนิยายเรื่องแรกซึ่งผ่านการเลือกสรรและตั้งนามปากกา “ศรีบูรพา” ให้โดย โกศล โกมลจันทร์ เจ้าสำนัก “รวมการแปล”
นี่ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นแห่งนามปากกาตระกูล “ศรี” อันงอกจาก “ศรีเงินยวง”
เห็นได้จากขณะที่นามปากกาของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ คือ “ศรีบูรพา” นามปากกาของ สนิท เจริญรัฐ คือ “ศรีสุรินทร์” และนามปากกาของ ชะเอม อันตรเสน คือ “ศรีเสนันตร์”
จาก “สำนักรวมการแปล” กุหลาบ สายประดิษฐ์ เข้าไปเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร “เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์” ของโรงเรียนนายร้อยทหารบกในปี พ.ศ.2470
และได้เคยเข้าสอบแข่งขันเพื่อเป็นผู้ช่วยล่าม กรมแผนที่
แต่บทเรียนอย่างสำคัญอัน กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้มาในการเข้าสอบเป็นผู้ช่วยล่าม และการอยู่ในสถานะผู้ช่วยบรรณาธิการ “เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์” คือ บทเรียนของการถูกกีดกันและกลั่นแกล้ง
เป็นการกีดกันและกลั่นแกล้งกระทั่งทำให้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ตัดสินใจถอยห่างและถอยห่างออกจาก “ระบบราชการ”
เส้นทาง ประชาธิปไตย
เส้นทาง กุหลาบ สายประดิษฐ์
จากนี้จึงไม่เพียงมองเห็นภาพของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หากแต่ยังมองเห็นภาพของสังคมในยุคที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เติบใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของ “สำนักรวมการแปล”
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปสัมพันธ์กับ “ระบบราชการ” ในห้วงแห่งความคึกคักและร้อนแรงของคนหนุ่ม
เส้นทางวรรณกรรม เส้นทางประชาธิปไตย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เส้นทาง วรรณกรรม เส้นทาง กุหลาบ สายประดิษฐ์ เส้นทาง ‘ความคิด’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly