ประชาธิปัตย์จัดเสวนาหาทางออกจราจรกรุงเทพฯ ชูปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ-สร้างระบบนิเวศการเดิน
พรรคประชาธิปัตย์จัดการเสวนาภายใต้งานฟ้าใหม่ Forum ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ ‘UNLOCK THE CITY ระบบอัจฉริยะ ขนส่งสาธารณะ และอนาคตเมือง’ เพื่อร่วมวิเคราะห์ปัญหาจราจรและระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศร่วมเสนอแนวทางแก้ไขที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการปรับเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจและโครงสร้างการบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย สุมาลี รองผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอแนวนิยามใหม่ของเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City ในมิติของการเดินทางว่าไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือการใช้เครื่องมือใหม่มาตอบสนองความต้องการพื้นฐานในเรื่องสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการเดินทางที่คาดการณ์ได้
โดยชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ในปัจจุบันมีความซับซ้อนแบบเชื่อมโยงหลายรูปแบบหรือ Multi-Modal ซึ่งโจทย์สำคัญในการพัฒนาคือการลดต้นทุนและเวลาในการเดินทางต่อหัวผ่านการวัดผลที่พิสูจน์ได้จริงว่าประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้น
เครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาขับเคลื่อนระบบนี้ประกอบด้วย Internet of Things หรือ IoT ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ทราบสถานะการจราจรและข้อมูลการขนส่งสาธารณะแบบเรียลไทม์ และระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่จะทำหน้าที่เป็นสมองกลในการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเพื่อจัดการระบบจราจรที่ซับซ้อน
นอกจากนี้ ยังมีการวางกรอบการพัฒนารองรับอนาคต ตั้งแต่ระดับผู้เดินทางอัจฉริยะไปจนถึงการมาถึงของยานยนต์ไร้คนขับ และการเปลี่ยนผ่านจากความเป็นเจ้าของรถยนต์สู่โมเดลการซื้อบริการเดินทางหรือ Mobility as a Service (MaaS) ผ่านแพลตฟอร์มเดียวที่เชื่อมโยงทุกการขนส่งเข้าด้วยกัน
ทางออกของการจราจรติดขัดในมุมมองของศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย จึงไม่ใช่การมุ่งเน้นตัดถนนเพิ่ม แต่คือการบริหารจัดการข้อมูลและการสร้าง Business Model ใหม่โดยใช้เมืองเป็นห้องทดลองหรือ Living Lab เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยสร้างพื้นที่ธุรกิจใหม่และลดต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปบนท้องถนนอย่างมีนัยสำคัญ โดยกรุงเทพฯ จำเป็นต้องบูรณาการข้อมูลร่วมกัน มีระบบช่วยตัดสินใจในการแก้ปัญหาทันที และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานสอดประสานกันทุกภาคส่วน
ทางด้าน ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้วิเคราะห์ถึงรากเหง้าของปัญหาจราจรว่าเกิดจากผังเมืองและการขยายตัวแบบไร้ทิศทางมาตั้งแต่ช่วงปี 2510 ส่งผลให้พื้นที่ที่อยู่อาศัยกระจายตัวออกไปไกลจนความต้องการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีต้นทุนมหาศาลโดยเฉพาะระบบรถไฟฟ้าที่ปัจจุบันยังประสบสภาวะขาดทุนเกือบทั้งหมด และรัฐจำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณจากเอกชนส่งผลให้ค่าโดยสารมีราคาสูง
ดร.สุเมธ ได้ฉายภาพวิกฤตของระบบรถเมล์ซึ่งเคยเป็นหัวใจหลักของการเดินทางว่ามีสัดส่วนผู้ใช้ลดลงร้อยละ 30 เนื่องจากปัญหาการบริหารจัดการที่ขาดมาตรฐานและสัญญาการเดินรถที่ซับซ้อน แม้จะมีการพยายามปฏิรูปรถเมล์มาตั้งแต่ปี 2559 และมีการนำรถเมล์ไฟฟ้ามาใช้ในปี 2565 แต่การปฏิรูปกลับยังไม่บรรลุผลสูงสุดเนื่องจากติดหล่มที่ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะทางเท้าที่ไม่มีมาตรฐานซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ
ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดที่ ดร.สุเมธ เน้นย้ำคือปัญหาเชิงอำนาจการตัดสินใจหรือ Fragmented Governance ที่อำนาจการวางแผนและการกำกับดูแลกระจายตัวอยู่ตามหน่วยงานส่วนกลางหลายแห่งที่ไม่มีเป้าหมายร่วมกัน ทำให้คนในท้องถิ่นไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเรื่องของเมืองด้วยตนเอง
จึงมีการเสนอแนวทาง ‘The Big Moves’ 4 ประการ ได้แก่ การปรับเป้าหมายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน การแบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจน การลงทุนในระบบเชื่อมต่อโดยเฉพาะทางเท้าที่เดินได้จริง และการจัดโครงสร้างการตลาดใหม่เพื่อให้เอกชนพัฒนาบริการได้อย่างยั่งยืน