“ป.ป.ช.” เข้าสู่ “เดดโซน”
เริ่มคึกคักขึ้นมาทันที หลัง เพจเฟซบุ๊กพรรคประชาชน กรุงเทพฯ โพสต์ข้อความระบุว่า "ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากแค่ไหนสำหรับคุณ? เตรียมพบแคนดิเดตผู้ว่าประชาชน พร้อมทีมงานที่จะมาเสนอแผนการสร้างกรุงเทพ ที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน 5 พ.ค.นี้ เวลา 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ที่มิวเซียมสยาม” เพราะต้องยอมรับว่า ในสนาม เมืองหลวงของประเทศไทย การเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา พรรคประชาชน (ปชน.) กวาด สส.ไปทั้ง 33 เขต และการเลือกตั้ง สก. เมื่อปี 2565 พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ สก. 14 คน จึงไม่แปลก ที่พรรคส้มจะคาดหวังในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพราะมีบทบาท บริหารงานเมืองหลวง และถูกจับจ้องมองจากประชาชนและสื่อทุกแขนง
อีกทั้งก่อนหน้านั้น พรรค ปชน. ก็ล้มเหลวในการส่งผู้สมัครลงชิง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ได้ชัยชนะเพียงเก้าอี้นายก อบจ.ลำพูน จึงต้องการคว้าชัยชนะในตำแหน่งสำคัญ ที่ดูแลการบริหารเมืองหลวง ซึ่งเชื่อว่าการผลักดันบุคคลลงสมัครครั้งนี้ ต้องคัดบุคคลที่มีคุณสมบัติโดดเด่นสามารถทำให้เป็นตัวเลือก ที่ทำให้ประชาชนพร้อมเทคะแนนให้ เพราะแม้ "นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ผู้ว่าฯ กทม. จะยังไม่ประกาศลงสมัครอีกครั้ง แต่บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองเชื่อว่า "นายชัชชาติ" ต้องลงสมัครอีกสมัยแน่ เพียงแต่ยังไม่รีบร้อนประกาศลงชิง เพราะยังทำหน้าที่ เป็นผู้ว่าฯ กทม. อยู่ และคงเชื่อว่าคะแนนนิยมของตัวเองยังดีอยู่
ขณะที่มีรายงานสำหรับผู้ที่พรรค ปชน. ทาบทามแล้ว แต่ยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ คือ "นายวรภพ วิริยะโรจน์" อดีตสส.บัญชีรายชื่อ ขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญของพรรค และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ“ดร.โจ” สส.บัญชีรายชื่อ และ อดีตรองหัวหน้าพรรค ปชน. ฝ่ายต่างประเทศ โดยล่าสุดช่วงบ่ายวันที่ 27 เม.ย. ได้รับการยืนยันจากทางแกนนำพรรคสีส้ม ว่า ขณะนี้มี ความเป็นไปได้เกิน 50% ว่า ทางด้านของ นายชัยวัฒน์ เป็นผู้มีภาษีมากที่สุด ในตัวเลือกที่มี ที่ผู้บริหารพรรคจะเคาะให้เป็น ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรค ปชน.
ด้านความเคลื่อนไหวของ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวถึงการส่งผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรค ปชป. ว่า อยู่ระหว่างการทาบทามผู้ที่เสนอตัวและสนใจ หรือคนที่เราไปทาบทาม การเปิดตัวอย่างไรต้องทำโดยเร็วที่สุดเพราะผู้ว่าฯ คนปัจจุบันใกล้จะครบวาระแล้ว ซึ่งตอนนี้ มีทั้งคนที่ติดต่อมา และ เราติดต่อไปหลายคน เมื่อถามย้ำว่า บุคคลดังกล่าว เป็นคนภายในพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวพร้อมหัวเราะว่า "เดี๋ยวมาก็เป็นคนภายในพรรคแล้ว" เมื่อถามว่าจะสามารถเปิดตัวได้ต้นเดือน พ.ค.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะพยายามทำให้ได้เพราะจะสมัคร ในช่วงกลางเดือน พ.ค.แล้ว
ถ้าดูไทม์ไลน์ต้องบอกว่า พรรค ปชป. ยังช้ากว่าพรรคคู่แข่ง เมื่อเทียบกับพรรค ปชน. ที่จะเปิดตัวผู้สมัครในวันที่ 5 พ.ค.นี้แล้ว นอกจากในการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา พรรคการเมืองก็ประสบความล้มเหลว ไม่ได้ สส.ในพื้นที่เมืองหลวงสักคนเดียว ส่วนการเลือกตั้งเมื่อ 2565 ได้ สก. จำนวน 9 คน ซึ่งทางพรรค ปชป. คงคาดหวังในการชิงตำแหน่งผู้บริหารที่จะทำหน้าที่ดูแลเมืองหลวง แต่ถ้าดูองค์ประกอบต่างๆ คงต้องบอกว่า ยังเป็นรอง พรรค ปชน. และ นายชัชชาติ ส่วนสองพรรคการเมืองใหญ่ ทั้ง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ เพื่อไทย (พท.) ประกาศชัดเจนแล้วว่า ไม่ส่งคนลงสมัคร ซึ่งในส่วนพรรค พท. ถูกตั้งคำถามเยอะ เพราะเคยเป็นเจ้าของพื้นที่ กทม. การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านได้ สก. 20 ที่นั่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะต้องการเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับ “นายชัชชาติ” เพราะเคยทำหน้าที่ รมว.คมนาคม ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ส่วนบุคคลอื่นที่ประกาศลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ก่อนหน้านี้ ทั้ง “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” อดีตสส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. และ "เต้ พระราม 7" นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ หัวหน้ากลุ่มกรุงเทพบินได้ คงจะช่วยสร้างสีสันในการเลือกตั้ง แต่หวังจะคว้าเก้าอี้สำคัญ คงจะยากหน่อย
จากนี้ต้องรอดูว่า นอกเหนือจากพรรค ปชน.และพรรค ปชป. จะมีพรรคการเมืองไหนจะลง ชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” โดยจะมี “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ยืนหนึ่งในการป้องกันแชมป์ ซึ่งนาทีนี้หลายคนเชื่อยังไม่น่าจะมีใครล้มได้
เดินหน้านำพรรค ปชน.ไปก่อน หลัง "น.ส.นันทนา นันทวโรภาส" สว. และ "นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร" สว. รวมถึง สว.อิสระ แถลงข่าว การเริ่มลงชื่อตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 236 เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยน.ส.นันทนา กล่าวว่า จากบทบาทของ ป.ป.ช.ในช่วงนี้ ทำให้เกิดข้อกังขา ในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. หากย้อนกลับไปในคดีต่าง ๆ ที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. ล่าสุดคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ศาลรธน.วินิจฉัยว่าซุกหุ้น แต่ ป.ป.ช. เชื่อว่าเจตนาดี ไม่มีความผิด นี่คือตัวอย่างผลงานของ ป.ป.ช. ที่น่าจะเป็นผลให้ดัชนี การรับรู้การทุจริตหรือ CPI ของไทยตกต่ำลงทุกปี ล่าสุดได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 116 จาก 180 ประเทศ และ จะตกต่ำไปกว่านี้อีกหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช. เชื่อนักการเมืองได้ง่ายขนาดนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับคดี 44 สส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และยื่นคำร้องที่ล้อไปกับ คำวินิจฉัยของศาล รธน.
น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า กลุ่ม สว.อิสระ จึงรวมตัวกันเพื่อจะสนับสนุนคำร้องของฝ่าย สส. ตามมาตรา 236 ของ รธน.60 โดย ต้องมี สส. และ สว. รวมกัน 1 ใน 5 หรือ 140 รายชื่อ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ให้นำส่งไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระ ตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน จึงหวังว่า ประธานรัฐสภาจะไม่ดึงเช็ง ดึงเรื่อง แล้วใช้ดุลพินิจในการไม่ส่งเรื่อง พร้อมหวังประธานรัฐสภา จะรีบนำคำร้องนี้ ไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. ให้โปร่งใสชัดเจน ตาม รธน.มาตรา 236 เปิดโอกาสให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจ ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งพรรค ปชน.ได้ยื่นแก้ไข รธน. ในส่วนการใช้ ดุลพินิจของประธานรัฐสภา แล้ว ขณะไม่สามารถยื่นแก้ไขร่าง รธน. ได้ทั้งฉบับ ดังนั้น การแก้รายมาตราจะเป็นทางออกของประเทศ จึงเรียกร้องประธานรัฐสภาให้รีบบรรจุการแก้ รธน. และเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อเราจะได้เดินหน้า ตรวจสอบองค์กรอิสระ แม้จะเป็นช่องทางเล็กน้อย แต่ดีกว่าถูกปิดกั้น
ด้าน“นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ” กล่าวว่า การใช้อำนาจ 1 ใน 5 เป็นสิทธิอันชอบธรรม ที่ประธานรัฐสภา ต้องเปิดทางให้มีการตรวจสอบ อยากฝาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา อย่าไปดึงเวลา ไม่ใช่พอมีคนลงนามแล้ว ก็ไปตรวจสอบลายเซ็น ตรวจแล้วตรวจอีก เหมือนอย่างที่ท่านประธานวุฒิสภาให้ตรวจสอบรายชื่อ จนมีการล็อบบี้ ให้ตกไปในคดี ฮั้ว สว. แต่ถ้าไม่ทำหรือดึงเช็งไว้ด้วยเทคนิคต่างๆ จะเป็นการเปิดทางให้เกิด การแทรกแซงของวงจรอุบาทว์ อย่าไปฟังพวกอำนาจมืดต่างๆ ที่ผ่านสีน้ำเงินคอนเน็คชันหรือบุรีรัมย์คอนเน็คชัน ถ้ากระบวนการครั้งนี้ตกไป จะส่งผลร้ายแรงมาก ต่อระบบการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ดำเนินการ ตนจะไม่ยอมหยุด จะยื่นตรวจสอบการดำเนินงานของประธานรัฐสภาต่อไปด้วย ขอฝากไปถึงบุคคลในเงามืดว่า จะทำลายองค์กรอิสระ การตรวจสอบ ไปถึงไหนถึงจะสาแก่ใจ และทำให้ระบบตรวจสอบต้องหยุดลง เพียงแค่ว่าจะดำรงอำนาจ ครอบงำบ้านเมือง ต่อไป
ก่อนหน้านี้ "นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีพรรค ปชน.ล่ารายชื่อสมาชิกรัฐสภา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระของศาลฎีกาเพื่อตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ว่า มีพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. บางส่วน ร่วมเข้าชื่อกับเรา และเรายืนยันว่าไม่ได้ทํางานตัวคนเดียว ส่วนมีการคุยกับใครบ้างแล้วนั้น นายณัฐพงษ์ย้ำว่า มีการพูดคุยหลังบ้าน กับทุกส่วน แต่เนื่องจากยังไม่มีมติอย่างเป็นทางการ หากพูดไปก่อนว่า มีใครร่วมลงชื่อ แล้วบ้าง อาจเป็นการเสียมารยาทในการพูดคุยกัน แต่ยืนยันว่า มีการพูดคุยหลังบ้านแล้ว ส่วนการประเมินเชื่อมั่นว่า สามารถได้รายชื่อครบแน่นอน
ทั้งนี้ตามกฎหมาย กระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช. สมาชิกรัฐสภา ต้องรวบรวมรายชื่อให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภา หรือ 140 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ก่อนส่งให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งถือเป็นกลไกเดียวใน รธน.ที่เปิดช่อง ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ตรวจสอบองค์กรอิสระ
เชื่อว่า การรวบรวมรายชื่อของ พรรคฝ่ายค้าน และ สว. คงดำเนินการไปได้ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญทำให้กระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช. เกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้สังคมพอใจ เพราะข้อสงสัยในการทำงานขององค์กรอิสระ จะได้รับการพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย
ทีมข่าวการเมือง