‘เชาว์’ ซัด ป.ป.ช. ฟอกขาว ‘ศักดิ์สยาม’
“เชาว์” ซัด ป.ป.ช. ฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” เมินคำวินิจฉัยศาล รธน. เตือนระวังดาบ ม.157 ชี้พฤติการณ์ “นิติวิศวกรรม” ซักล้างสถานะ ชี้เครือข่ายอำนาจ “สีน้ำเงิน” คุมเบ็ดเสร็จ อาจรอดคดี แต่กำลังจุดไฟเผาตัวเองทางการเมือง
24 เมษายน 2569 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และทนายความ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิจารณ์กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้คดีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตกไป โดยระบุหัวข้ออย่างดุเดือดว่า “ปปช.ฟอกขาว! “ศักดิ์สยาม”ใช้คำพิพากษาตามยอม หักล้างศาล รธน. ” ทั้งนี้ นายเชาว์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในเชิงหลักการทางกฎหมาย 4 ประเด็นใหญ่ ดังนี้
1. หลัก "ผู้สุจริตต้องมาศาลด้วยมือที่สะอาด" โดยปกติแล้ว ศาลคือที่พึ่งของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิอย่างแท้จริง แต่กรณีนี้มีการ "สมยอมกันสร้างคดีขึ้นมาใหม่" หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไปแล้วว่ามีการใช้นอมินี การที่คู่กรณี นำข้อเท็จจริงที่ศาลสำนวนวินิจฉัยเด็ดขาดแล้ว ไปฟ้องแพ่งกันเอง แล้ว "ยอมความ" กันอย่างรวดเร็วเพื่อสร้าง "เอกสารชุดใหม่" มายื่นให้ ป.ป.ช. นั้น ในทางกฎหมายถือเป็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่?
ศาลในคดีแพ่งอาจจะมองแค่ข้อเท็จจริงตามฟ้องและเงื่อนไขตามสัญญายอมถ้าไม่ขัดต่อกฎหมายก็ต้องพิพากษาตามยอม แต่ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรตรวจสอบทุจริต "ต้อง" มองให้ลึกกว่านั้นว่านี่คือกระบวนการ "ซักล้างสถานะ" ว่าเป็นการยืมมือศาลหรือไม่
2. การปฏิเสธ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย "ข้อเท็จจริง" ไว้ชัดเจนแล้วว่า เงินที่นอมินีนำมาซื้อหุ้น ไม่ใช่เงินของนอมินีเอง
ศาล รธน. ไม่เชื่อว่ามีการกู้ยืมเงินจริง แต่ ป.ป.ช. กลับเลือกเชื่อ "สัญญาประนีประนอมยอมความ" ที่เพิ่งทำขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการตกลงกันเองของคู่กรณีที่ไม่ได้ ผ่านกระบวนการสืบพยาน เพื่อพิสูจน์ความจริงกันในศาล กันจนสิ้นกระแสความ เหมือนกรณีศาลรัฐธรรมนูญ การที่ ป.ป.ช. ยอมรับ "ความจริงที่ถูกปรุงแต่งใหม่" ที่มองได้ว่าเป็นการสมยอมกันหรือไม่นี้ เท่ากับเป็นการลดทอนสถานะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญลงอย่างน่าตกใจ
3. มาตรฐานการพิสูจน์ที่ "ย้อนแย้ง" กันเอง สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดคือ หาก ป.ป.ช. อ้างว่านอมินีมีความสามารถในการชำระเงิน (ซื้อหุ้น/ซื้อที่ดิน) ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบ "แหล่งที่มาของเงิน" นั้นหรือไม่? ว่าเป็นเงินก้อนเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยชี้ว่าเป็นเงิน "หมุนเวียน" มาจากเจ้าของตัวจริง
การที่คู่กรณีไปตกลงยอมความกันว่า "ยอมจ่ายเงินค่าที่ดินแทนการคืนหุ้น" โดยอ้างว่าเพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาล รธน. นั้น เป็นการอ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะในความเป็นจริง คำวินิจฉัยศาล รธน. คือการชี้ว่า "นายศักดิ์สยามคือเจ้าของหุ้น" จึงไม่มีอะไรที่จะต้องไปตามทวงเงิน
คดีนี้กำลังสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายว่า หากนักการเมืองถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิดฐานซุกหุ้นหรือนอมินี ก็เพียงแค่ไป "ฟ้องแพ่ง" กับนอมินีของตัวเอง แล้วทำ "สัญญาประนีประนอม" เพื่อเปลี่ยนรูปแบบทรัพย์สินหรือสร้างหลักฐานการจ่ายเงินใหม่ แล้วนำมาให้ ป.ป.ช. ใช้เป็นเหตุผลในการพ้นคดีอาญาและคดีบัญชีทรัพย์สิน
และ 4. ดาบสองคม: เมื่อ "ผู้ตรวจสอบ" อาจกลายเป็น "ผู้ถูกตรวจสอบ" เสียเอง ตาม ม. 157 สิ่งที่ ป.ป.ช. ชุดนี้กำลังทำ ไม่ใช่แค่การสร้างบรรทัดฐานที่น่ากังขาให้กับการตรวจสอบนักการเมือง แต่กำลังเอาตัวคณะกรรมการ ป.ป.ช. เองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายของ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) อย่าลืมว่าตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น "ผูกพันทุกองค์กร" รวมทั้ง ป.ป.ช. ด้วย
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้สืบพยานและมีมติเด็ดขาดไปแล้วว่า "ไม่มีการกู้เงินจริง" และ "มีการใช้นอมินี" การที่ ป.ป.ช. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการไต่สวนหาความจริง กลับเลือกที่จะ "หลับตา" ข้างหนึ่งให้กับข้อเท็จจริงนี้ แล้วไปทำหน้าที่เป็นเพียง "ตรายาง" ประทับรับรองสัญญาประนีประนอมยอมความทางแพ่งที่เพิ่งถูกจัดฉากสร้างขึ้นมาใหม่
คำถามคือ นี่คือการจงใจใช้ดุลพินิจเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นผิดหรือไม่? ป.ป.ช. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่มีหน้าที่แค่รับเอกสารจากผู้ถูกกล่าวหาแล้วเชื่อตามนั้นโดยไม่ตรวจสอบ "เส้นทางการเงิน" ของนอมินีที่นำมาอ้างว่าซื้อที่ดินจ่ายคืน
หากมีการยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ว่าเป็นการจงใจละเลยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและช่วยเหลือให้บุคคลพ้นผิด งานนี้อาจมี "บูมเมอแรง" ตีกลับ จากคนที่เคยนั่งแท่นชี้ชะตานักการเมือง อาจจะต้องกลายมาเป็นผู้ต้องหาในคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง
ในนช่วงท้าย นายเชาว์ได้สะท้อนภาพรวมทางการเมืองว่า กระบวนการที่ถูกต้องควรมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่ด้วยการใช้อำนาจที่บิดเบี้ยวแบบไร้รอยต่อ ประธานรัฐสภาก็เป็นคนสีน้ำเงิน ป.ป.ช. ก็ถูกมองว่าถูกย้อมสี สุดท้ายหากเกิดการเกี้ยเซี้ย ผลัดกันเกาหลัง ทำให้นายศักดิ์สยามรอด และ ป.ป.ช. ไม่มีความผิด คดีไปไม่ถึงศาลฎีกา
“พวกคุณอาจรอดในทางคดี แต่ในทางการเมือง นี่คือจุดอันตรายที่กำลังเผาไหม้ตัวเอง” นายเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย