อธิบดีดีเอสไอ พร้อมรับโอนสำนวนคดีคลังน้ำมันอ่างทอง เป็นคดีพิเศษ พบ 4 บริษัทเรือสำคัญ โยงน้ำมันล่องหน
อธิบดีดีเอสไอ พร้อมรับโอนสำนวนคดีคลังน้ำมันอ่างทอง เป็นคดีพิเศษ พบ 4 บริษัทเรือสำคัญ โยงน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี 60 ล้านลิตร ช่วงวิกฤตขาดแคลน
เมื่อวันที่ 20 เม.ย. จากกรณีที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญา คดีกักตุนน้ำมัน ก่อนตำรวจสอบสวนกลาง และตำรวจ บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง และพบพฤติกรรมครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก โดยไม่มีใบกำกับการขนส่งมาแสดง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ยังเก็บตัวอย่างน้ำมัน เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน และดำเนินคดีอาญาในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า สำหรับการรับโอนกรณีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ที่ดีเอสไอและหน่วยงานภาคีเกี่ยวข้องร่วมกันตรวจสอบพฤติการณ์ในเรื่องการครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิง ว่าจะมีการรับมาเป็นคดีพิเศษด้วยหรือไม่นั้น จากเบื้องต้นที่ได้ดูข้อมูลจะได้รับมาเป็นคดีพิเศษด้วยเช่นเดียวกัน
โดยจะแยกเป็นคดีพิเศษอีกคดี ไม่ซ้ำกับเลขคดีพิเศษที่ 59/2569 ซึ่งดีเอสไอไม่ต้องรอให้พาณิชย์จังหวัดอ่างทอง เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจในท้องที่ด เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดีดังกล่าว ตำรวจ ปคบ.สอบสวนเป็นคดีอาญาไว้ก่อนแล้ว แต่เพียงแค่เรารับรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดีมาเพิ่มเติม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานงานด้านเอกสาร
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ดีเอสไออาจไม่จำเป็นต้องรอผลตรวจคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง ที่พลังงานจังหวัดอ่างทองสุ่มเก็บตัวอย่างจากถังน้ำมัน 2 ถัง จากทั้งหมด 5 ถังของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด เพื่อที่จะรับเป็นคดีพิเศษ เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่าง เพื่อเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับพฤติการณ์ทางคดีใดๆ เป็นคดีพิเศษอยู่แล้ว ซึ่งในกรณีพฤติการณ์ของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ไม่ต้องเสนอรายละเอียดไปที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) อีกแล้ว เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติเมื่อวันที่ 9 เม.ย.69
พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยอีกว่า ขั้นตอนถัดไปหากดีเอสไอรับโอนสำนวนจากตำรวจ ปคบ. กรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด มาเป็นคดีพิเศษด้วยนั้น จะเริ่มต้นด้วยการออกหมายเรียกพยาน เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในพฤติการณ์ทางคดีเข้าชี้แจงกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ แม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้ปรากฏรายชื่อในสัดส่วนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ก็ตาม ซึ่งประเด็นที่จะสอบสวนเพิ่มเติม คือการขยายประเด็นไปยังกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือการเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด ซึ่งจะไม่เน้นแค่เฉพาะเรื่องการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่หากมีเรื่องผลตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทฯ แล้วพบว่ามีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นกี่ถังก็ตาม ดีเอสไอก็จะได้ดำเนินการทางคดีเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน
พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า สำหรับคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะมีหน่วยงานภาคีอื่นที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันกับดีเอสไอ มาร่วมเป็นพนักงานสอบสวนด้วยนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจะเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อลงนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนตามลำดับชั้นของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวนี้ จะทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและคลี่คลายคดีการกักตุนให้มีประสิทธิภาพ
ส่วนกรณีที่พบข้อมูลของเรือวิ่งขนส่งน้ำมันกลางทะเลสุราษฎร์ธานีผิดปกติ 12 ลำ (20 เที่ยวเรือ) โดยมีเจ้าของบริษัทเรือทั้งหมด 8 บริษัท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประวิงเวลา ชะลอการขนส่งน้ำมัน จนส่งผลให้มีน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตรนั้น พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า จากรายงานข้อมูลการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่าโรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ภาคตะวันออกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชะลอของเรือขนส่งน้ำมันในสุราษฎร์ธานี เนื่องด้วยทางโรงกลั่นได้มีการจัดส่งน้ำมันให้เรือขนส่งน้ำมันจริง
มีรายงานเพิ่มเติมว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ออกหนังสือเชิญบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 บริษัท ซึ่งเป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ (20 เที่ยวเรือ) เข้าให้ปากคำชี้แจงในฐานะพยาน ที่กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เนื่องจากในคดีการกักตุนน้ำมัน พบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ (จาก 8 บริษัท) ที่เเล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออก ไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี
ก่อนพบมีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันอังคารที่ 21 เม.ย.69-23 เม.ย.69 ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัทเป็นมาอย่างไร ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไร เป็นต้น
โดยมีรายงานเปิดเผยถึงจำนวนบริษัทเจ้าของเรือ 4 บริษัทสำคัญจากทั้งหมด 8 บริษัท พบว่าบริษัทบางแห่งมีเรือมากกว่า 2 ลำและมากกว่า 2 เที่ยวเรือที่เข้ามาเกี่ยวในการขนส่งน้ำมันไปยังคลังน้ำมันที่สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะในช่วงของการเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน แต่รายงานข้อมูลการสืบสวนยังพบว่าจริงๆ แล้วเป้าหมายคือเรือขนส่งน้ำมันถึง 15 ลำ จากทั้งหมด 10 บริษัทเรือ แต่ใน 4 บริษัทเรือสำคัญเหล่านี้คือ การพบพฤติการณ์ที่มีเรือมาเกี่ยวข้องมากกว่า 1 ลำ ซึ่งต้องขยายผลให้ครอบคลุมข้อเท็จจริงต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อธิบดีดีเอสไอ พร้อมรับโอนสำนวนคดีคลังน้ำมันอ่างทอง เป็นคดีพิเศษ พบ 4 บริษัทเรือสำคัญ โยงน้ำมันล่องหน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th