‘เกินพอดี’ ก็จะ ‘ไม่ดี’
ประเทศไทย “ภัย” รอบด้าน
ซ้าย ก็แหล่งผลิตยา “ว้าแดง”
ขวา ก็เขมรแหล่ง “สแกมเมอร์”
ใต้ ก็ BRN “แบ่งแยกดินแดน”
“ลุงตู่” ถึงบอก “ทหารและตำรวจมีความสำคัญในการดูแลรักษาผืนแผ่นดินไทย”
ไม่มีอะไรหรอกครับ มีผมก็จำนำหมด!
ข้อความ ๖ บรรทัดข้างบนนั้น ไม่ใช่ผมเขียนขึ้นเอง หากแต่อ่านพบ ซึ่งท่านใดก็ไม่ทราบโพสต์ไว้
เห็นเข้าท่าดี สะท้อนสภาพจริงบ้านเมืองในปัจจุบัน
จึงลอกมาจั่วหัว “กระตุกสำนึก” กัน
เพราะภัยมันรอบด้านอย่างนั้นจริงๆ ผมถึงบอกให้ทุกคน “ใช้สติ” เป็นกระชอน “กรองอารมณ์” กันให้มากเข้าไว้
เพราะช่วงนี้ บ้านเมืองมี “หลายเรื่อง-หลายราว” ประดัง-ประเดเข้ามาเป็นข่าวสาร “ยั่วยุอารมณ์”
ดังนั้น การจะรับมือ ถ้าเราหุนหันพลันแล่นเพราะ “สติแตก” มีแต่เสีย (เปรียบ) กับเสีย!
ฉะนั้น ช่วงนี้ ผมแนะให้ไปศึกษาการรับศึก “สงคราม ๙ ทัพ” ของ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” กันไว้ ว่าพระองค์ทรงบริหาร-จัดการอย่างไร?
ในขณะที่ ขณะนั้น ราษฎรมีเพียง ๒ ล้านคน ที่เกณฑ์มาเป็นทหารได้แค่ ๗ หมื่นกว่านาย
ส่วนเจ้ากรุงอังวะ “พระเจ้าปะดุง” เกณฑ์รี้พลจากหัวเมืองต่างๆ เช่น มอญ ยะไข่ ลาว ลื้อ เงี้ยว มาได้ถึง ๑๔๔,๐๐๐ นาย
แล้วจัดเป็นขบวนกองทัพ ๙ ทัพ ยกเข้าตีเมืองไทยเป็น ๕ ทาง ได้แก่
๑.เข้าตีทางหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ๒ ทัพ ทัพบกเข้าทางเมืองมะริด ตีเมืองชุมพรและไชยา
ทัพเรือ เข้าตีเมืองถลาง จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย
๒.เข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๒ ทัพ จำนวนพล ๓๕,๐๐๐ นายทัพแรกเข้าตีเมืองสวรรคโลกเมืองสุโขทัย และเมืองพิษณุโลก ทัพที่สอง เข้าตีเมืองนครลำปาง
๓.เข้าตีเมืองราชบุรี ๑ ทัพ
๔.เข้าตีทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก ๑ ทัพ
๕.เข้าตีทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี ๓ ทัพ
ทั้ง ๕ ทัพจากเส้นทางที่ ๓, ๔ และ ๕ …….
มีจำนวนพลรวม ๘๙,๐๐๐ นาย มุ่งเข้าตี “กรุงเทพมหานคร”
ตอนนั้น “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” เพิ่งสถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์” ได้เพียง ๒ ปี
“กำแพงพระนคร” มีแค่ไม้ทองหลางปักไว้เป็นแนวเท่านั้น ยังไม่ทันได้สร้างให้มั่นคงเลย!
เนี่ย….
ไม่เพราะ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” ทรงมีสติ ทรงไม่แตกตื่นลนลานกับจำนวนพล ๙ ทัพ ของ “พระเจ้าปะดุง”
ที่ยกมาตีพร้อมกันทุกด้าน ทั้งเหนือ-ใต้-ออก-ตก ดอกหรือ?
พระองค์จึงทรงสามารถบริหาร-จัดการ ใช้กำลังพลเพียง ๗ หมื่นกว่านาย ไปตั้งรับศึก กว่า ๑ แสนนาย จาก ๙ ทัพ ๕ ทิศทางได้
แล้วพระองค์ทรงมียุทธศาสตร์-ยุทธวิธี “น้อยชนะมาก” ได้อย่างไร?
งั้น…เรามาดูการจัดทัพของพระองค์กัน
เมื่อ “รู้เขา-รู้เรา” แล้ว ทรงมองเห็นว่า ยุทธวิธีที่เคยใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือตั้งรับข้าศึกในกำแพงพระนคร
ใช้ไม่ได้แล้วในครั้งนี้!
ก็อย่างที่ว่า “กำแพงพระนคร” มีแค่ไม้ทองหลางปักเป็นแนวไว้เท่านั้น ขืนรอให้ทัพพม่าบุกเข้ามาได้ ก็ต้อง…..
“เสียกรุง” สถานเดียว!
พระองค์จึงทรงเลือกยุทธวิธีส่งทัพออกไป “สกัดข้าศึก” ในภูมิประเทศ ที่ฝ่ายเราได้เปรียบ
จึงโปรดให้จัดกองทัพ “น้อยเข้าปะทะมาก” เป็น ๔ ทัพ คือ
๑.กองทัพที่จะรับข้าศึกทางเมืองเหนือให้ “กรมพระราชวังหลัง” (ขณะนั้นดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์) เป็นแม่ทัพ ตั้งทัพอยู่ที่ “เมืองนครสวรรค์”
๒.กองทัพที่รับข้าศึกเป็น “กองทัพใหญ่” เข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ “เมืองกาญจนบุรี”
“สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท” เป็นแม่ทัพทรงนำพลด้วยจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย ไปตั้งรับ
๓.กองทัพที่รับข้าศึกที่จะมาจากทางใต้ “เจ้าพระยาธรรมา” (บุญรอด) และ “เจ้าพระยายมราช” เป็นผู้นำพลไปตั้งที่เมืองราชบุรี
นอกจากนี้….
ยังมีหน้าที่รักษา “ทางลำเลียง” ของทัพที่ ๒ ด้วย
๔.“กองทัพหลวง” เตรียมไว้ในกรุงมีจำนวน ๒๐,๐๐๐ นายเป็น “กองหนุน” ช่วยกองทัพด้านที่เพลี่ยงพล้ำและศึกหนัก
สงครามระหว่าง “ไทยกับพม่า” ที่เรียกว่า “สงครามเก้าทัพ” ในครั้งนั้น ด้วยการมีสติ ไม่ลนลาน รู้เขา-รู้เรา และรู้ชัยภูมิ
“พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” จึงทรงวางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ป้องกันพระนคร ด้วยเจนจบในชัยภูมิ
ใช้กำลังน้อย “เผด็จศึก” กำลังมากในทาง “นอกกำแพงเมือง”
ตี “กองทัพพม่าแตกพ่าย”……
ทหารพม่าเดนตาย หนีกระเจิดกระเจิงจนโสร่งหลุดไปคนละทิศละทาง ชนิดที่เรียกว่า หาทางกลับพม่าไม่ถูก!
และนับจากนั้น จาก พ.ศ.๒๓๒๘ จนถึงวันนี้ เป็นเวลา ๒๔๑ ปี พม่าไม่กล้ายกทัพมาราวีกรุงสยามอีกเลย
แต่ทุกวันนี้ เปลี่ยนยุทธวิธีเป็น….
ส่ง “แรงงานพม่า” นับล้านๆ นายและนาง กระจายตัวเข้ามา“ยึดประเทศ” ทั่วทั้ง ๗๗ จังหวัด ในปัจจุบัน
เนี่ย…
ถ้า “แรงงานพม่า” รวมตัวหยุดงาน แล้วผนึกกำลังกับ “รัสเซีย, อิสราเอล” ที่ปักหลักอยู่ในเมืองไทยตอนนี้ “ยึดเมืองไทย”
ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ…บอกไม่เชื่อ!
และวิญญาณพระเจ้าปะดุง คงนั่งร้องไห้…เจ็บใจ
อันตัวกูยกทัพมา ทหารเป็นแสนนาย ยึดเมืองไทยไม่ได้
แต่วันนี้ พม่าหนีอดตายมา “ขายแรงงาน” ในเมืองไทย แค่พร้อมใจ “หยุดงาน” พร้อมกันวันเดียว
ก็ “ยึดประเทศไทย” ได้แล้ว!
นี่ผมก็คุยเรื่อยเปื่อย อย่าถือสากันนะ เมืองไทยเราเนี่ย แปลกนะ ใครมาอยู่ก็สบาย
พอสบายหนักๆ เข้า ก็คิดยึดเมืองไทย คิดแยกแผ่นดิน-แยกประเทศ เพราะอะไรก็ไม่ทราบ
ช่วงนี้ ข่าวเรื่อง ๓ จังหวัดใต้ดูจะร้อนแข่งแดด มีคนนำเรื่องเก่า-เรื่องใหม่ ขุดขึ้นมาโพสต์-มาแชร์ เป็นการรำลึกความจำกันพรึ่บ
เรื่องจริงบ้าง อิงพงศาวดารบ้าง ก็สนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้ความรู้ดี
อย่าไปอิน ไปเชื่อ อะไรให้มากนัก
“หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ท่านสอนว่า “น้ำขัง” ไม่ระบาย “ย่อมเน่า” ใจไม่ปล่อยวางเรื่องเก่า “ย่อมทุกข์”
“สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรไปทำความผูกพัน”
ฉะนั้น รู้ “เรื่องเก่า” เพื่อ “ไม่โง่” ใน “เรื่องใหม่” ที่สืบสายมาจาก “เรื่องเก่า” เท่านั้นก็พอ
วันก่อน “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ลงไปใต้ ได้ขอโทษ “องค์กรการศึกษาชายแดนภาคใต้”
จากปัญหาให้สัมภาษณ์ของ “พลโท นรธิป โพยนอก” แม่ทัพภาคที่ ๔ และตัวแม่ทัพเอง
พร้อมทั้ง “พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” รมว.กลาโหม ก็ร่วมขอโทษด้วย
และเมื่อวาน ที่ “บ้านศรียะลา”
“นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานที่ปรึกษานายกฯ ต้อนรับคณะผู้แทน “องค์กรการศึกษาชายแดนภาคใต้”
นำโดย “นายขดดะรี บินเซ็น” นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ พร้อมผู้บริหารจากสมาคมปอเนาะและสมาคมตาดีกา เข้าหารือ
ภายหลังการหารือ อาจารย์วันนอร์เปิดเผยว่า
“ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องยึดหลัก “ยุทธศาสตร์พระราชทาน” ของในหลวงรัชกาลที่ ๙
“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อสร้างความยั่งยืน
นอกจากนี้ กล่าวถึงกรณีที่การสื่อสารของหน่วยงานความมั่นคงเกี่ยวกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม
โดยผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงนายกฯ และแม่ทัพภาคที่ ๔ ได้แสดงความขอโทษต่อประชาชนในพื้นที่แล้ว
ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียด
อาจารย์วันนอร์ย้ำว่า….
“ในหลักศาสนาอิสลาม การขออภัย (มาอัฟ) เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อมีการสำนึกผิดและขอโทษแล้ว
ก็เป็นหน้าที่ของสังคมที่จะให้อภัย
เพื่อเดินหน้าสู่ความปรองดอง พร้อมย้ำว่าการพัฒนาพื้นที่ต้องควบคู่ทั้ง “ความรู้” และ “คุณธรรม” เพื่อให้เกิดสันติสุขอย่างแท้จริง
ทางด้าน “นายขดดะรี บินเซ็น” กล่าวว่า
“การเข้าพบครั้งนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกลุ่มองค์กรการศึกษาที่ต้องการสื่อสารกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล
และนำข้อมูลที่ได้รับไปหารือภายในกลุ่มต่อในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกัน
ส่วนคำขอโทษจากนายกฯ และแม่ทัพภาคที่ ๔ นั้น ยืนยันว่าในหลักการศาสนา “ต้องให้อภัย”
และส่วนตัว ไม่มีความโกรธเคือง
“แต่เรื่องเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องต่างๆ เช่น ประเด็นการ “โยกย้ายตำแหน่ง” ยังต้องขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมในอนาคต”
ครับ…ก็หมายความว่า
เงื่อนไขที่ยื่น “ขอให้รัฐบาลพิจารณา สั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ ๔ โดยทันที หรือภายใน ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙
เนื่องจากทัศนคติที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสันติสุข
หากมิได้รับการตอบรับ…
“เครือข่ายสามพี่น้อง” มีความจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวตามวิถีทางสันติ
และจะขอระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมและทุกกรณีกับฝ่ายความมั่นคงนับจากนี้เป็นต้นไป” นั้น
เครือข่ายสามพี่น้อง “ยังไม่ยกเลิก”!
ผมก็อยากได้รับคำอธิบายชัดๆ จากเครือข่ายสามพี่น้องว่า ที่ท่านประกาศว่า…
“มีความจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวตามวิถีทางสันติ
และจะขอระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมและทุกกรณีกับฝ่ายความมั่นคงนับจากนี้เป็นต้นไป” นั้น
“การยกระดับความเคลื่อนไหว” ของท่าน คือแบบไหน อย่างไร?
“การระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมและทุกกรณีกับฝ่ายความมั่นคง” คือแบบไหน และความร่วมมือที่เคยให้นั้น เช่นอะไรบ้าง?
ประชาชนคนไทยอยากให้ “เครือข่ายสามพี่น้อง” พูดให้เป็นรูปธรรมเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
บอกตรงๆ ครับ
พี่น้องประชาชนคนไทยก็ไม่สบายใจเท่าไรนัก ที่ท่านยื่นเงื่อนไขให้ “ย้ายแม่ทัพภาค ๔”
เพียงแม่ทัพภาค ๔ ท่านอาจพูดตรงเกินไปบ้าง ซึ่งจะไม่ตรงใจคนฟังบางคน บางพวก-บางหมู่บ้าง เท่านั้น
แต่ถึงขั้น ท่านนายกฯ รวมทั้งแม่ทัพภาค ๔ ตลอดถึง รมว.กลาโหม ออกปากขอโทษขนาดนั้นแล้ว ท่านก็ยังไม่ยอม
มันก็ยากนะครับ!
เรื่องย้ายแม่ทัพภาคที่ ๔ นั้น แม้ผมเองก็ “ไม่เห็นด้วย”
ถ้านายกฯ หรือ ผบ.ทบ.สั่งย้าย
เป็นเรื่องแน่!
เราต้องยอมรับความจริงกันบ้าง ในรัฐบาล ก็มีคนไม่ดีปนบ้าง ในกองทัพ ก็มีคนไม่ดีปนบ้าง
ทำนองเดียวกัน ในปอเนาะและในโรงเรียนตาดีกา ก็ย่อมมีคนไม่ดีปนอยู่บ้างเป็นธรรมดาสังคมมนุษย์
บ้านเมืองไทยเรานี้ โอบเอื้อเกื้อกูล “ทุกชาติ-ศาสนา” อยู่ร่วมกัน เคารพนับถือ ให้เกียรติ ให้สิทธิเสรีภาพ และรัก เสมอเหมือนกัน
อันหาได้ยากจากประเทศใดๆ ในโลก
ยกเว้นที่ประเทศไทย!
จนกระทั่งคนไทยพุทธเอง บางคนยังออกปากว่า พี่น้องไทยมุสลิมใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาล
และมี “สิทธิพิเศษ” ดีกว่าคนไทยพุทธในบางเรื่องซะด้วยซ้ำ แต่แค่พูด ส่วนใจนั้น ไทยพุทธไม่เคยอิจฉาหรือคิดเป็นอื่นเลย
ดังนั้น…..
ที่ท่านว่า “จะต้องไปหารือภายในกลุ่มต่อในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันก่อน ว่า…จะยกเลิกเงื่อนไขย้ายแม่ทัพภาค ๔ หรือไม่” นั้น
ขนาดนายกฯ และแม่ทัพขอโทษแล้ว ท่านยัง “พิโยก-พิเกน” ไม่ยอมให้เกียรตินายกฯ และแม่ทัพ
ผมว่า “ถ้ามันเกินพอดี มันก็จะไม่ดีนะครับ”
-เปลว สีเงิน
๒๐ เมษายน ๒๕๖๙
คนปลายซอย