โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดสูตรโครงสร้างค่าไฟใหม่ 'เอกนัฏ' ลุยยกเลิกสัญญา Adder จับตาตอบโจทย์พลังงานหรือไม่

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 01 พ.ค. เวลา 10.30 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. เวลา 10.29 น.

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

แค่ระยะเวลาไม่ถึงเดือน นับจากวันที่ 6 เมษายน 2569 ที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลอนุทิน 2 รัฐมนตรีพลังงานป้ายแดงก็ลุยสร้างผลงานแบบไม่มีทดลองงาน

เริ่มจากการจัดการกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งสำคัญของพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซลถีบตัวขึ้นจากที่เคยตรึงราคาไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 50-54 บาท/ลิตร ด้วยมาตรการกดราคา ณ โรงกลั่นลง 2-3 รอบ

ผนวกกับการทยอยลดราคาตามกลไกตลาดโลก จนสามารถลดราคาขายปลีกลงได้ถึง 9 บาทต่อลิตรภายในระยะเวลาแค่ 15 วันของการเข้าทำงาน

ขณะเดียวกัน ในอีกทางหนึ่งก็ใช้ “ทีมสุดซอย” ซึ่งเคยสร้างผลงานในการตรวจสอบไล่บี้โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก และโรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการอุตสาหกรรม พอย้ายมากระทรวงพลังงาน ก็ลงพื้นที่ตรวจโรงกลั่น และเหล่าคลังน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อจัดการกับพวกกักตุน หาประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น

เรียกว่า เป็นปฏิบัติการที่ “ได้ใจ” ผู้ใช้น้ำมันที่ประสบภัยจากการต้องตระเวนหาเติมน้ำมัน แล้วเจอแต่ป้ายน้ำมันหมด

ล่าสุด นายเอกนัฏก็เปิดปฏิบัติการใหม่ โดยประกาศเป้าหมายต่อไปคือ การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เป็นการประกาศพร้อมๆ กับการลงนามคำสั่งกระทรวงพลังงาน แต่งตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

เพื่อตอบสนองต่อ 8 ข้อเสนอที่เครือข่ายภาคประชาชน 4 องค์กร ได้แก่ สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ได้ยื่นเรียกร้องไว้เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 โดยคณะทำงานร่วม มี น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เป็นประธาน

พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานหลักด้านพลังงาน เช่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

และที่น่าสนใจคือ รายชื่อคณะทำงานจากคนนอก อย่าง น.ส.รสนา โตสิตระกูล ศาสตราภิชาน ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี

เป็นรายชื่อที่วงการพลังงานมักคุ้นเป็นอย่างดี!!

การปรับโครงสร้างค่าไฟ เกิดขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นเพื่อพิจารณาอัตราค่าไฟในงวดเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ภายใต้ 3 Scenario ที่ว่า ค่าไฟจะปรับขึ้นจากหน่วยละ 3.88 บาท เป็น 3.95 บาท 4.28 บาท และสูงสุดที่ 4.59 บาทแล้วแต่กรณี ด้วยปัจจัยต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติและ LNG ที่สูงขึ้น นี่คือตัวที่ทำให้ค่า FT สูงตามไปด้วยผลจากสงครามตะวันออกกกลางเช่นเดียวกัน

เมื่อประชาชนต้องแบกรับภาระกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากต้นทุนค่าพลังงาน นายเอกนัฏจึงเร่งปรับสูตรค่าไฟฟ้าใหม่ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการแก้ปัญหาครั้งนี้อาจไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกต้อง แม้ดูเหมือนว่าค่าไฟจะถูกลง 30-40% แต่กลับเป็นเพียงการย้ายภาระจากกลุ่มหนึ่งโยนไปให้อีกกลุ่มหนึ่งแทน

โดยโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ที่ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ย้ำชัดถึงการเป็น “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” มีทั้งการปรับราคาค่าไฟใหม่ มาตรการส่งเสริมให้ใช้โซลาร์รูฟท็อป ปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder เป็น Feed in Tariff (FiT) ส่งเสริมการใช้และผลิตรถยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

ใจความสำคัญอยู่ที่การปรับราคาค่าไฟใหม่เป็นแบบขั้นบันได ซึ่งนายเอกนัฏระบุว่า ครอบคลุมผู้ใช้ไฟ 23.2 ล้านครัวเรือน โดยผู้ใช้ไฟน้อยกว่า 200 หน่วยที่มีอยู่ 15.4 ล้านครัวเรือน จะมีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย

สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 4.6 ล้านครัวเรือน จะมีอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งยังคงเป็นอัตราปกติ

ส่วนผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 3.2 ล้านครัวเรือน จะเป็นการปรับอัตราใหม่แบบขั้นบันได จากอัตราเดิมจะจ่ายอยู่ที่ 4.50 บาทต่อหน่วย เมื่อใช้ไฟมากขึ้นอัตราก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นประมาณ 1 บาท หรือต้องจ่ายในอัตราที่ประมาณ 5 บาทต่อหน่วย ตามสูตรที่ว่า “ยิ่งใช้มากก็ยิ่งแพง”

ทั้งนี้ โครงสร้างค่าไฟแบบใหม่ จะเริ่มดำเนินการในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

แนวทางถัดมา นอกจากการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่แล้ว ยังมีความพยายาม “จัดการ” กับต้นเหตุของต้นทุนค่าไฟแพง ด้วยการแสดงจุดยืนว่า มีแผนการยกเลิกสัญญา Adder ที่มีอยู่กว่า 4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นสัญญาที่รัฐบวกเพิ่มค่าไฟฟ้าให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อจูงใจให้ลงทุนในยุคที่พลังงานสะอาดยังมีเทคโนโลยีที่แพง ซึ่งนายเอกนัฏเชื่อว่า การยกเลิก Adder จะทำให้ค่าไฟลดลง แม้จะต้องแลกกับการถูกฟ้องจากการยกเลิกสัญญาก็ตาม

โดยกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้ Adder จากการขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหลักนั้น คือกลุ่ม SPP (Small Power Producer) ขนาด 10–90 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีทั้งหมด 156 โรง ในจำนวนนี้ได้ Adder ทั้งแบบ Firm และ Non-firm ประมาณ 44 โรง กำลังผลิตรวม 2,258 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม VSPP (Very Small Power Producer) ขนาดน้อยกว่า 10 เมกะวัตต์ จากการขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยใช้เชื่อมโยงระบบเดียวกับ กฟผ. และยังคงเป็นกลุ่มที่ได้ Adder มากที่สุด ทั้งโซลาร์ฟาร์ม (Solar farm / Solar rooftop)

หรือหากย้อนไปช่วงปี 2550-2556 จะพบว่า มีโครงการโซลาร์ฟาร์มเกิดขึ้นจำนวนมาก และมีเอกชนบิ๊กเนมหลายรายเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็น BCPG SPCG และ GUNKUL พร้อมๆ กับการได้ Adder สนับสนุนจากภาครัฐ ว่ากันว่า มีอัตราสูงสุดถึงหน่วยละ 8 บาทเลยทีเดียว

แต่ถึงกระนั้น ในปัจจุบันสัญญา Adder ส่วนใหญ่หมดอายุแล้ว หรือบางรายก็เหลือเวลาอีกแค่ 1-2 ปี อีกทั้งการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ได้เปลี่ยนมาเป็น FiT ซึ่งจะสอดคล้องกับมติครม. ที่กำหนดให้ปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder เป็น Feed in Tariff (FiT) พร้อมๆ กับหลักเกณฑ์รับซื้อไฟคืนจากโซลาร์ภาคประชาชน ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย

หากมาตรการเหล่านี้เกิดประสิทธิผล น่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างการใช้พลังงานของไทยได้ในระดับหนึ่ง โดยประชาชนสามารถเป็นได้ทั้ง “ผู้ใช้” และ “ผู้ผลิต” ด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟใช้ได้เอง แถมสามารถขายไฟคืนให้รัฐได้อีกต่างหาก

แต่มีเสียงติติงจาก ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า แม้ว่าสัญญา Adder จะเหลืออายุสัญญาไม่มาก แต่การดำเนินการจำเป็นต้องอาศัยการเจรจา และต้องพิจารณาเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้การปรับโครงสร้างพลังงานควรมองในภาพรวมของโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด เช่น สัญญาซื้อขายไฟระยะยาว (PPA) โดยเฉพาะค่าพร้อมจ่ายที่แม้ไม่มีการใช้ไฟจริง ซึ่งมีต้นทุนสูงถึง 60-70 สตางค์ต่อหน่วย หากสามารถเจรจาปรับดลได้ จะส่งผลต่อค่าไฟอย่างมีนัยสำคัญกว่า Adder

อีกทั้งควรพิจารณากรณีการใช้ก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูง ทั้งที่เป็นการนำเข้าและมีราคาสูง นอกจากนี้การเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างแท้จริง

ดังนั้น แค่การไล่รื้อตัด ADDER หรือพยายามบูสต์ให้ประชาชนติด “โซลาร์เซลล์” อย่างเดียว จึงยังไม่ตอบโจทย์จริงในเวลานี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดสูตรโครงสร้างค่าไฟใหม่ ‘เอกนัฏ’ ลุยยกเลิกสัญญา Adder จับตาตอบโจทย์พลังงานหรือไม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...