ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่โลกใต้ท้องทะเลกำลังถูกทำลายสงคราม สร้างผลกระทบอะไรต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง
สงคราม ไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตมนุษย์ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ผลอีกด้านหนึ่งของมัน ยังทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
สงครามครั้งหนึ่ง อาจสร้างผลกระทบให้กับโลกนี้ ได้ยาวนานเป็นศตวรรษ
ไม่นานมานี้ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่จะอนุรักษ์แนวปะการังกัลปังหาและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ด้วยทรงห่วงใยปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรใต้ท้องทะเล ได้เผยแพร่ข้อมูลเรื่องผลกระทบของสงคราม กับสิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเลไว้อย่างน่าสนใจ
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 7 ธันวาคม 1941 ฐานทัพเรือของสหรัฐที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ในฮาวาย ถูกโจมตีหนัก จมเรือรบแอริโซนา ซึ่งเติมน้ำมันไว้เต็มถังถึง 1.5 ล้านแกลลอนลงใต้ท้องทะเล เรือที่แตกออกเป็น 2 ท่อน ได้ทำให้น้ำมันไหลลงสู่ผืนน้ำ คาดการณ์กันว่าตลอดเวลา 80 ปีที่ผ่านมา มีน้ำมันกว่า 50,000 – 65,000 แกลลอน ที่ไหลลงสู่ทะเลเพิร์ลฮาร์เบอร์ และยังคงไหลออกจากเรือทุกวัน นั่นหมายความว่ามันอาจจะดำเนินต่อไปได้อีกหลายศตวรรษ
ภาพดังกล่าว ปรากฏให้เห็นชัดเหนือผิวน้ำที่ USS Arizona Memorial ที่ผู้เยี่ยมชมสามารถเห็นมันได้อย่างชัดเจน ซึ่งสื่อหลายสำนักได้เรียกสิ่งนี้ว่า น้ำตาสีดำ หรือ Black Tears of the Battleship Arizona ที่สหรัฐเก็บเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังมีเรือรบ และ เครื่องบินอีกหลายพันลำที่จมลงสู่ท้องทะเล เรือที่จมลงไปบางลำ อาจกลายเป็นแนวปะการังเทียมให้แหล่งพักพิงแก่ปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ แต่มันก็ซ่อนไว้ซึ่งสิ่งอันตรายเช่นกัน
นักวิทยาศาสตร์บอกว่า เรือรบ V-1302 John Mahn ของเยอรมนี ที่ถูกกองทัพอากาศอังกฤษทิ้งระเบิดจมลงในเดือนกุมภาพันธ์ 1942 ได้ปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษลงสู่ทะเลเหนือ นั่นก็คือ นิกเกิล ทองแดง สารหนู วัตถุระเบิด และยังมีสารเคมีที่พบในเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เรียกว่า โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือ PAHs ที่จะเปลี่ยนระบบนิเวศทางทะเลรอบๆ เรือ
ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นกับสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 สงครามที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้ง อากาศ ระบบนิเวศบนบก และ ทะเล ในช่วงปีดังกล่าว มีบ่อน้ำมันกว่า 800 แห่ง ที่ถูกระเบิด ในจำนวนนี้มีถึง 50 แห่ง ที่น้ำมันไหลลงสู่พื้นดิน
สภาพแวดล้อมทางทะเลเอง ก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก มีน้ำมันรั่วไหลจากคลังเก็บน้ำมันบนบก ท่าเทียบเรือขนถ่ายน้ำมัน และ จากเรือบรรทุกน้ำมันที่จอดทอดสมออยู่ตามแนวชายฝั่งคูเวต ทั้งยังปนเปื้อนชายฝั่งส่วนใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย รวมแล้วกว่า 34 ตารางกิโลเมตร น้ำมันบางส่วนยังไหลไปติดชายหาดของคูเวต อิหร่าน บาห์เรน และกาตาร์ อีกด้วย
น้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ท้องทะเลนั้น ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำส่วนใหญ่ตามแนวชายฝั่งถูกทำลายโดยน้ำมัน สัตว์ในพื้นที่เหล่านี้ 50-90% ส่วนใหญ่เป็นปู หอย ก็ตายจากน้ำมันเช่นกัน ผ่านไปนับ 10 ปี ก็ยังได้เห็นร่องรอยของน้ำมันที่ปรากฏบนชายหาดหลายแห่ง
แม้ว่าจะมีรายงานความเสียหายต่อปะการังในบริเวณดังกล่าวไม่มากนัก แต่หลังจากน้ำมันรั่วไหล ก็มีข่าวว่า มีพะยูนประมาณ 50 ตัว และโลมาอีกหลายเท่าตัว ตายเกลื่อนอยู่บนชายหาดของซาอุดีอาระเบีย
สงครามยูเครนเองก็ได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อย นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเปิดเผยว่า การตายของโลมาในทะเลดำที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นผลจากสงครามดังกล่าว
นักวิจัยเชื่อว่า มลภาวะทางเสียงที่เพิ่มสูงขึ้นในทะเลดำตอนเหนือ เกิดจากเรือรบของกองทัพรัสเซียประมาณ 20 ลำ และกิจการทางทหารที่ดำเนินการอยู่นั้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้โลมาเหล่านี้อพยพลงใต้ไปยังชายฝั่งตุรกีและบัลแกเรีย ซึ่งพวกมันถูกพัดไปเกยตื้นหรือติดอยู่ในอวนจับปลาในจำนวนที่สูงผิดปกติ
นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น มูลนิธิวิจัยทางทะเลแห่งตุรกี (Tudav) ได้บันทึกจำนวนโลมาที่เกยตื้นเพิ่มขึ้น พบว่าโลมาตายมากกว่า 80 ตัว ในบริเวณทะเลดำทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากข้อมูล โลมาครึ่งหนึ่งเสียชีวิตจากการติดในอวนจับปลา อีกครึ่งยังไม่ทราบสาเหตุ
กองทัพเรือมักใช้โซนาร์ (การส่งคลื่นเสียง) ในการตรวจจับเรือดำน้ำจากข้าศึก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลก็ใช้เสียงในการสื่อสารและหน้าที่อื่นๆ เสียงใต้น้ำจึงอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อวาฬและโลมา ถึงชีวิตได้
และกับสงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก Conflict and Environment Observatory หรือ ศูนย์สังเกตการณ์ความขัดแย้งและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยข้อมูลการสร้างมลพิษทางทะเลที่เกิดขึ้นหลายครั้งตามแนวชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย พื้นที่ซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากอดีต ใน 3 วันแรกของสงคราม สหรัฐได้จมเรือไปแล้วกว่า 11 ลำ ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของน้ำมันอย่างแน่นอน
น้ำมันที่รั่วไหล ส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด คราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง และปิดกั้นการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช สาหร่าย และพืชน้ำต่างๆ เปลี่ยนแปลงสภาวะการย่อยสลายของแบคทีเรียในน้ำ การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปลา ปะการัง หรือสัตว์หน้าดิน และเมื่อสะสมสารพิษในห่วงโซ่อาหาร ก็ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ ผู้บริโภคในขั้นสุดท้ายอยู่ดี
คราบน้ำมันยังส่งผลกระทบต่อการประมง สัตว์น้ำอาจตายจากคราบน้ำมัน ขาดออกซิเจน ชายหาดสกปรกจากคราบน้ำมัน ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนอีกต่อหนึ่งด้วยเช่นกัน
ยิ่งสงครามยืดเยื้อเพียงใด ยิ่งหมายถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่อาจจะไม่เห็นชัดเจนในวันนี้ แต่ส่งผลกระทบต่อโลกได้อีกนับศตวรรษทีเดียว
ภาพจาก – National Park Service
ที่มา
– https://www.mkh.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=277&Itemid=235&lang=th
– https://pearl-harbor.info/arizonas-black-tears/
– https://www.smithsonianmag.com/smart-news/a-world-war-ii-shipwreck-is-leaking-toxic-chemicals-into-the-sea-180980970/
– https://pure.iiasa.ac.at/id/eprint/7427/
– https://www.theguardian.com/environment/2022/may/10/ukraine-war-rise-dolphin-deaths-strandings-black-sea?CMP=twt_a-environment_b-gdneco