ตะลุยความงามในความมืดมิดของกลุ่มดาวปู จากกระจุกดาวรวงผึ้งถึงดาวเคราะห์สุดขั้ว 55 กังกริ อี
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซา (NASA) ได้เปิดเผยเรื่องราวความน่าสนใจที่ซ่อนอยู่ใน "กลุ่มดาวปู" (Cancer constellation) แม้จะเป็นกลุ่มดาวที่ดูมืดมิดและสังเกตได้ยากบนท้องฟ้า แต่กลับเป็นที่ตั้งของวัตถุทางดาราศาสตร์ที่งดงามอย่างกระจุกดาวรวงผึ้ง (Beehive Cluster) และเป็นบ้านของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะสุดขั้วชื่อ 55 กังกริ อี (55 Cancri e) ซึ่งมีมวลมากกว่าโลกและใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์เพียง 18 ชั่วโมงเท่านั้น
การค้นหากลุ่มดาวปูอาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีมลภาวะทางแสง เนื่องจากกลุ่มดาวนี้ประกอบด้วยดาวฤกษ์ที่ค่อนข้างริบหรี่ แต่หากเรามองไปที่บริเวณกึ่งกลางระหว่างกลุ่มดาวคนคู่และกลุ่มดาวสิงโตในคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท เราจะพบกับสิ่งมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ นั่นคือกระจุกดาวเปิดขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ กระจุกดาวรวงผึ้ง หรือ เมซีเย 44 (M44) กระจุกดาวแห่งนี้มีขนาดปรากฏบนท้องฟ้าใหญ่กว่าดวงจันทร์ของเราถึงสามเท่า เป็นกลุ่มก้อนของดาวฤกษ์เกิดใหม่ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในลักษณะฝ้าจาง ๆ แต่จะเผยให้เห็นความงดงามอย่างชัดเจนเมื่อมองผ่านกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์มุมกว้าง วัตถุท้องฟ้าในห้วงอวกาศลึกแห่งนี้เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณและถูกเรียกขานในหลากหลายชื่อตามจินตนาการของนักสังเกตการณ์ในอดีต
ลึกลงไปในอาณาเขตของกลุ่มดาวปู ยังมีระบบดาวคู่ชื่อ 55 กังกริ (55 Cancri) ซึ่งอยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 41 ปีแสง ดาวฤกษ์หลักของระบบนี้มีดาวเคราะห์บริวารโคจรอยู่ไม่น้อยกว่า 5 ดวง โดยหนึ่งในดาวเคราะห์ที่ได้รับความสนใจจากนักดาราศาสตร์มากที่สุดคือ 55 กังกริ อี ดาวเคราะห์ดวงนี้จัดอยู่ในประเภทซูเปอร์เอิร์ธ (Super-Earth) เนื่องจากเป็นดาวเคราะห์หินขนาดใหญ่ที่มีมวลมากกว่าโลกถึง 8 เท่า ความน่าทึ่งของดาวดวงนี้คือวงโคจรที่อยู่ใกล้ดาวฤกษ์แม่มากจนใช้เวลาเพียง 18 ชั่วโมงในการโคจรครบหนึ่งรอบ ทำให้มันเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่มีคาบการโคจรสั้นที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ
ความพิเศษของ 55 กังกริ อี ไม่ได้มีเพียงแค่ขนาดและวงโคจรเท่านั้น แต่ยังเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์ชั้นบรรยากาศได้สำเร็จ ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลและกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ที่ปัจจุบันปลดระวางไปแล้ว ยืนยันว่าดาวเคราะห์อันร้อนระอุนี้ถูกห่อหุ้มด้วยชั้นบรรยากาศที่มีส่วนประกอบของฮีเลียมและไฮโดรเจน รวมถึงมีร่องรอยของสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีพื้นผิวเป็นหินหลอมละลายสุดร้อนแรง โอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนี้จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
การค้นพบและยืนยันการมีอยู่ของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้ ต้องอาศัยเทคนิคทางดาราศาสตร์ที่ซับซ้อน สำหรับ 55 กังกริ อี นักดาราศาสตร์ตรวจพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2547 ผ่านวิธีการสังเกตการส่ายของดาวฤกษ์ (Wobble method) ซึ่งเกิดจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ที่ดึงดูดดาวฤกษ์ขณะโคจรอยู่รอบ ๆ จากนั้นในปี พ.ศ. 2554 ได้มีการยืนยันคาบการโคจรที่แม่นยำด้วยวิธีการสังเกตการเคลื่อนผ่านหน้า (Transit method) ซึ่งเป็นการตรวจจับความสว่างของดาวฤกษ์ที่ลดลงเล็กน้อยเมื่อดาวเคราะห์เคลื่อนที่ตัดผ่านหน้า
เรื่องราวของกลุ่มดาวปูได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความมืดมิดบนท้องฟ้าอาจซ่อนความมหัศจรรย์ของจักรวาลเอาไว้มากมาย ทั้งกระจุกดาวที่สวยงามและดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีสภาวะสุดขั้ว การศึกษาวัตถุเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราเข้าใจกลไกของระบบดาวอื่น ๆ แต่ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการค้นพบในเอกภพ สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การสำรวจอวกาศแบบเสมือนจริงและต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Exoplanet Travel Bureau) ของทางนาซา
👨🚀 ข้อมูลอ้างอิง: NASA Science
- Dim Delights in Cancer