อาการแบบนี้เรียก ‘ปล่อยจอยปล่อยใจ’ หรือเปล่า ทำอย่างไรดีเมื่อสมองเข้าโหมด ‘ชิล’ ก่อนวันหยุดยาวจนไม่เป็นอันทำงาน
สารภาพมาซะดีๆ เหล่าพนักงานออฟฟิศที่มีโอกาสได้ ‘หยุดยาว’ ในช่วงสงกรานต์ รู้นะว่าดีใจ แต่มีใครบ้างที่ดี๊ด๊าเกินเบอร์จนกลายเป็นว่าเริ่ม ‘ปล่อยจอย’ และ ‘ปล่อยใจ’ ไปกับความชิล ทั้งที่ปกติก็ตั้งใจทำงานดี แต่พอรู้ว่าอีกไม่กี่วันจะถึงวันหยุดยาว ก็ดันเก็บทรงไม่อยู่จนได้
ความจริงแล้ว การเข้าโหมดชิลก่อนวันหยุดยาวนั้นเป็นเรื่องปกติ หากลองทำความเข้าใจธรรมชาติของมันได้ ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก
เพราะช่วงก่อนวันหยุด สมองของคนเรามักเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า Anticipation Mode หรือโหมดคาดหวังล่วงหน้า อธิบายง่ายๆ คือ เรามักจะเริ่มคิดถึงอนาคตที่กำลังใกล้เข้ามา ทั้งการเที่ยว การพักผ่อน หลักการเดียวกับเวลาที่คอบอลรอคอยฟุตบอลที่กำลังจะเตะช่วงสุดสัปดาห์ หรือคนที่จองตั๋วดูหนังที่อยากดูใน ‘วันพุธหนังลด’
เมื่อเข้าสู่โหมดนี้ สมองจะลดโดปามีน (หรือสารแห่งความสุข) จากงานลง ทำให้งานรู้สึกไม่น่าตื่นเต้น และพยายามจะประหยัดพลังงาน เพื่อไปโฟกัสกับความสุขและความตื่นเต้นจากวันหยุดที่กำลังใกล้เข้ามา จนเราเผลอชิลกับงานไปเสียอย่างนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เราไม่ได้ขี้เกียจ (จริงๆ นะ) แต่ ‘ความสำคัญ’ ในสมองมันถูกสับเปลี่ยน พอต้องเจอกับงานที่ต้องใช้ความคิดเยอะๆ หรือต้องคิดลึก จึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมาก
ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ จัดการมัน ไม่ใช่ฝืน หยุดคาดหวังเพอร์ฟอแมนซ์เท่าเดิม เปลี่ยนมายด์เซตในการทำงานให้เป็นการรักษาระดับมากกว่าการเร่งเครื่อง
แล้วการรักษาระดับที่ว่า จะทำอย่างไรดี?
แตกไฟล์ให้ง่ายต่อการทำ
อย่างที่บอกไปว่า ช่วงนี้พลังงานกระตุ้นจะอยู่ในระดับต่ำมาก หากงานใหญ่หรือต้องใช้ความคิดหนัก สมองจะสั่งให้เลื่อนทันที วิธีคือลอง ‘แตกไฟล์’ ดู นั่นคือเอางานใหญ่นั้นมาผ่าพิสูจน์ เช่น หากต้องทำพรีเซนเทชัน ก็ลองแตกงานเป็นชิ้นเล็ก เช่น เขียนเอาต์ไลน์ หาภาพ เขียนสไลด์แรก หลักก็คือ แต่ละงานต้องเริ่มได้ทันที และใช้เวลาไม่เกิน 30-45 นาที ลองทำแบบนี้เพื่อรักษาระดับความรู้สึกในการทำงานดู
เล็กสั้นขยันทำ
ช่วงนี้พลังงานของเราอาจอยู่ในช่วงประหยัดเพื่อรอปล่อยช่วงวันหยุด มันจึงขึ้นๆ ลงๆ และไม่เสถียร หลักของวิธีนี้คือ ตั้งเวลาในการทำงาน 25-40 นาที (มากน้อยตามแต่ความขี้เกียจ) ระหว่างนี้ให้โฟกัสแค่ 1 งานเท่านั้น พอหมดเวลาก็เบรกทันที ไปสไลด์มือถือ เดินเล่น หรือทำอะไรเล็กๆ ก็ว่าไป แล้วค่อยมาทำต่อ แต่ห้ามฝืนทำยาวๆ เพราะอาจเกิดอาการเบิร์นเอาต์เร็ว
ลิสต์ไว้ก่อน บอสสอนไว้
หนึ่งในหลักการที่หลายคนทำก่อนหยุดยาว คือการทำลิสต์งานอันเป็นหัวใจสำคัญ วิธีทำคือ ลองแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ ก่อนหยุดยาว เป็นงานที่มีเดดไลน์ชัดเจน มีคนอื่นหรือทีมอื่นรออยู่ และหากไม่ทำ รับรองพังหลังหยุด กลุ่มที่ 2 คือสิ่งที่ ‘ควรทำ’ หากทำได้ก็ดี แต่ยังพอเลื่อนได้ และกลุ่มสุดท้ายคือ ‘รอได้’ เป็นงานที่ไม่มีผลกระทบ ไม่เร่งด่วน เมื่อสามารถแยกลิสต์เป็น 3 กลุ่มได้แล้ว ให้โฟกัสเฉพาะกลุ่มแรกคือสิ่งที่ต้องทำ จบมันให้ได้
เบาๆ แต่มีประโยชน์
หากใครที่อาจไม่ได้มีงานหนักขนาดนั้น แต่ก็ไม่อยากชิลเกินไป ช่วงเวลานี้แหละเหมาะกับงานเบาๆ แต่มีประโยชน์ หรือเคลียร์งานดองเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลองจัดโฟลเดอร์งานที่ต้องทำให้เรียบร้อย จัดเก็บงานเก่าให้เป็นระเบียบ ลองเขียน To Do List หลังวันหยุด หรือสรุปงานค้าง สิ่งเล็กๆ เหล่านี้จะให้ความรู้สึกว่า ยัง ‘ควบคุมชีวิต’ ได้ และเมื่อกลับมาหลังหยุดยาว เราจะเริ่มงานต่อได้อย่างรวดเร็วไร้รอยต่อ
ซื้อความสบายใจในอนาคต
เข้าใจได้ว่า เมื่อใกล้ถึงหยุดยาว หลายคนคงคิดว่า อยากหยุดแล้ว ไม่อยากทำงานแล้วจ้า แต่แทนที่จะคิดอย่างนั้น ลองหลอกสมองเป็นความคิดว่า เรากำลังซื้อความสบายใจในอนาคตอยู่ หลักก็คือ ให้ลองผูกงานเข้ากับรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เช่น หากทำงานนี้เสร็จ เราจะได้กินอาหารที่อยากกิน หรือหากเคลียร์งานนี้ได้ พอถึงหยุดยาวเราจะได้ปล่อยจอยเต็มที่แบบไม่ต้องพะวงถึงงานที่ยังไม่เสร็จ เมื่อทำแบบนี้ สมองจะเห็นความคุ้มค่าในการทำงาน และลดความรู้สึกฝืนลง
สรุปแล้ว อย่างไรเสียวันหยุดยาวก็ต้องมาถึงแน่ๆ แต่งานที่ต้องทำยังคงอยู่เหมือนเดิม หากเลือกปล่อยจอยแต่เนิ่นๆ รับรองได้ว่าใจจะไม่สงบระหว่างหยุดยาวแน่ๆ ยิ่งหลังจากกลับมาทำงานยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะวินาศขนาดไหน
ดังนั้นแล้ว ไม่ต้องบังคับตัวเองให้โปรดักทีฟเท่าเดิมในช่วงก่อนหยุดยาวก็ได้ คิดเสียว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะเริ่มเข้าโหมดชิลล่วงหน้า แต่อย่างน้อยที่สุด พยายามรักษาระดับในการทำงานให้พอเหมาะ จัดระบบความคิดให้ดี ทำสิ่งที่ต้องทำให้จบ แล้วหยุดยาวนี้ จะได้บันเทิงเริงรมย์ขั้นสุด
ที่มา:
- https://nypost.com/2025/12/22/lifestyle/most-employees-check-out-for-the-holidays-by-this-date/