โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บนปากปล่องภูเขาไฟ: ถอดรหัสยุทธศาสตร์อาเซียนในวิกฤตสหรัฐฯ-อิหร่าน และเดิมพันทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้

THE STANDARD

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • thestandard.co
บนปากปล่องภูเขาไฟ: ถอดรหัสยุทธศาสตร์อาเซียนในวิกฤตสหรัฐฯ-อิหร่าน และเดิมพันทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้

โลกเพิ่งได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในวันที่ 8 เมษายน 2026 สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่แล้วโลกก็ต้องกลับมากลั้นหายใจลุ้นระทึกอีกครั้ง เมื่อการเจรจา ‘ล้มเหลวลง’ และนำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ ความตึงเครียดที่ไต่ระดับจนเกือบถึงขีดสุดจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซแบบ Double Blockages จากทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ อาจจะลุกลามเป็นสงครามใหญ่ในระดับภูมิภาค

แม้ศูนย์กลางของพายุลูกนี้จะอยู่ในตะวันออกกลาง แต่แรงสั่นสะเทือนกลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมายังอีกซีกโลก โดยเฉพาะใน ‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ภูมิภาคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจผูกติดอยู่กับเสถียรภาพของห่วงโซ่มูลค่าระดับนานาชาติอย่างแยกไม่ออก

แถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่จดหมายการทูตที่แสดงความห่วงใยตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่คือ ‘ภาพสะท้อน’ ถึงความเปราะบางทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค และเป็นสัญญาณเตือนว่า อาเซียนไม่อาจเป็นเพียง ‘ผู้ชม’ ที่ยืนมองไฟไหม้บ้านเพื่อนได้อีกต่อไป เพราะสะเก็ดไฟนั้นกำลังปลิวมาตกบนหลังคาเศรษฐกิจของอาเซียนเอง

บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปเจาะลึกและถอดรหัสแถลงการณ์ฉบับประวัติศาสตร์นี้ ผ่านเลนส์ของ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitics) และ ‘ภูมิเศรษฐศาสตร์’ (Geoeconomics) พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ถึงเวลาหรือยังที่อาเซียนจะต้องพลิกบทบาทจาก ‘ผู้เฝ้ามองอย่างห่วงใย’ สู่ ‘ผู้เล่นเชิงรุก” บนกระดานหมากรุกโลก

การไต่ลวดสลิงทางภูมิรัฐศาสตร์ (The Geopolitical Tightrope)

เมื่อพิจารณาในมิติความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ แถลงการณ์ของอาเซียนฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะการทูตแบบ ‘The ASEAN Way’ ที่พยายามรักษาสมดุลอย่างสุดความสามารถ ทว่าแฝงไว้ด้วยนัยสำคัญหลายประการ

1. ‘ความเป็นกลาง’ ที่มีกฎหมายระหว่างประเทศเป็นเกราะกำบัง

อาเซียนเลือกที่จะไม่ประณามหรือเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดยืนที่ชาญฉลาดในภาวะที่โลกกำลังแบ่งขั้วอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่อาเซียนหยิบยกขึ้นมาเป็นแกนกลางของแถลงการณ์คือ ‘หลักนิติธรรมอันเป็นสากล’ โดยมีการอ้างอิงถึงกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และที่สำคัญที่สุดคือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 1982 (UNCLOS) การยึดมั่นในกรอบกฎหมายเหล่านี้คือกลยุทธ์ในการรักษา ‘เอกราชทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Autonomy) เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิภาคถูกดึงเข้าไปเป็นตัวแทน (Proxy) ของมหาอำนาจขั้วใด

2. ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดตายของโลกและของอาเซียน

การที่แถลงการณ์ระบุชื่อ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ (Strait of Hormuz) อย่างเจาะจง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญในทางการทูต ช่องแคบแห่งนี้เป็นหนึ่งในจุด Chokepoint ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก หากมีการปิดช่องแคบหรือการโจมตีเรือพาณิชย์ไม่ว่าจะโดยฝ่ายอิหร่าน หรือฝ่ายสหรัฐฯ อาเซียนซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรจะได้รับผลกระทบโดยตรง การเรียกร้องให้มีการฟื้นฟู ‘การเดินทางที่ปลอดภัยและต่อเนื่อง’ จึงเป็นการประกาศว่า ความมั่นคงในตะวันออกกลางคือ ‘ผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกันของอาเซียน’ และเป็นเสมือนการส่งสัญญาณว่า ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังให้มากว่าสถานการณ์เดียวกันอาจได้มาเกิดขึ้นกับ ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นรอยต่อของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ที่จะมีผลสะเทือนเลื่อนลั่นมากกว่าทั้งในมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นใน Chokepoint ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

3. การผงาดขึ้นของการทูตระดับกลาง (Middle Power Diplomacy)

จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งในแถลงการณ์คือ การชื่นชมบทบาทของ ‘สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน’ ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการไกล่เกลี่ยจนเกิดการหยุดยิง นัยทางภูมิรัฐศาสตร์ของเรื่องนี้คือ อาเซียนกำลังส่งสัญญาณยอมรับและส่งเสริมให้ ‘ประเทศอำนาจระดับกลาง’ (Middle Powers) เข้ามามีบทบาทในการจัดระเบียบโลกและสร้างสันติภาพ มากกว่าที่จะรอคอยการตัดสินใจจากอภิมหาอำนาจ (Superpowers) เพียงอย่างเดียว นี่คือการปูทางไปสู่โครงสร้างความมั่นคงโลกแบบพหุภาคีที่สมดุลมากขึ้น

แรงสั่นสะเทือนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (The Geoeconomic Shockwaves)

หากภูมิรัฐศาสตร์คือ ‘โครงร่าง’ ภูมิเศรษฐศาสตร์ก็คือ ‘เลือดเนื้อ’ ที่หล่อเลี้ยงภูมิภาค ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียนที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของแถลงการณ์นี้ คือ ‘วิกฤตเศรษฐกิจระดับหายนะ’ ที่อาจเกิดขึ้นหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

1. ฝันร้ายด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security Nightmare)

อาเซียนเป็นภูมิภาคที่กระหายพลังงาน ขับเคลื่อนด้วยภาคการผลิต อุตสาหกรรม และการส่งออก ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงมาก ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันถึงราว 20% ของปริมาณการบริโภคทั่วโลกในแต่ละวัน หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบและเส้นทางนี้ถูกปิดกั้นถึง 2 ชั้น ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งทะลุเพดาน สิ่งที่ตามมาคือ ‘ภาวะเงินเฟ้อนำเข้า’ (Imported Inflation) ที่จะบีบให้ธนาคารกลางในอาเซียนต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งจะไปเหยียบเบรกการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในทันที

2. อัมพาตของห่วงโซ่อุปทานและการค้าทางทะเล (Supply Chain Paralysis)

ความมั่งคั่งของอาเซียนผูกติดอยู่กับการค้าทางทะเล เมื่อภูมิภาคตะวันออกกลางกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย (War Risk Area) บริษัทเดินเรือจะถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนเส้นทาง อ้อมแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกา ซึ่งจะเพิ่มระยะเวลาการเดินทาง ต้นทุนค่าระวางเรือ (Freight Rates) และค่าประกันภัยทางทะเลจะพุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัว ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นนี้จะไปกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของอาเซียนในตลาดโลกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากมาเลเซีย ยานยนต์จากไทย หรือสิ่งทอจากเวียดนาม และสำคัญที่สุดคือ ต่อความมั่นคงทางอาหาร ที่อาเซียนควรจะเป็นหลักประกันให้กับทั้งโลก แต่อาจจะถูกลดศักยภาพลงหากเส้นทางลำเลียงวัตถุดิบและสินค้าขั้นสุดท้ายถูกทำให้ล่าช้าออกไป

3. ผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Contagion)

แถลงการณ์ได้ระบุถึง ‘ผลกระทบเชิงลบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก’ อย่างชัดเจน สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะสร้างสภาวะ Risk-off ในตลาดการเงินโลก นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและดึงเม็ดเงินกลับไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Havens) เช่น ดอลลาร์สหรัฐหรือทองคำ สิ่งนี้จะทำให้ค่าเงินในภูมิภาคอาเซียนอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง กระทบต่อภาระหนี้ต่างประเทศ และทำให้การนำเข้าวัตถุดิบมีราคาแพงขึ้น นี่คือพายุสมบูรณ์แบบ (Perfect Storm) ทางเศรษฐกิจที่อาเซียนพยายามหลีกเลี่ยง

ถึงเวลาอาเซียนขยับ: จาก ‘แถลงการณ์’ สู่ ‘ยุทธศาสตร์เชิงรุก’

จากมุมมองของผู้เขียนในฐานะนักวิชาการด้านอาเซียนศึกษา การออกแถลงการณ์เรียกร้องสันติภาพเป็นก้าวแรกที่ถูกต้อง แต่ท่ามกลางโลกที่เปราะบางเช่นนี้ อาเซียนจะหยุดอยู่แค่นั้นไม่ได้ แม้อาเซียนจะไม่มีกองทัพหรืออำนาจทางการทหารที่จะไปบังคับใช้สันติภาพในตะวันออกกลาง แต่ภูมิภาคนี้มี ‘กัลยาณุภาพ’ (Soft Power พลานุภาพแห่งความเป็นมิตรที่ดี) และเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สามารถนำมาใช้ในเชิงรุกได้มากกว่านี้

1. การรุกทางการทูต: ใช้จุดแข็งของ ‘เวทีคนกลาง’ (Diplomatic Proactivity)

อาเซียนได้รับการยอมรับมายาวนานในฐานะ ‘ผู้ประสานผลประโยชน์’ (Honest Broker) อาเซียนควรใช้กลไกที่ตนเองเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) เช่น การประชุมอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงในภูมิภาค (ASEAN Regional Forum – ARF) หรือการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ซึ่งมีทั้งสหรัฐฯ จีน รัสเซีย และมหาอำนาจอื่นๆ ร่วมวงอยู่ด้วย การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเวทีเจรจาไกล่เกลี่ยนอกรอบ (Track 1.5 หรือ Track 2 Diplomacy) ในพื้นที่เป็นกลางอย่าง กรุงเทพมหานคร (เนื่องจาก อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน อาจถูกพิจารณาว่ามีความใกล้ชิดมากกับโลกมุสลิม ในขณะที่สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ก็ถูกพิจารณาว่าใกล้ชิดกับโลกตะวันตก) การประชุมที่กรุงเทพเพื่อขยายผลจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์นี้ให้กลายเป็นสันติภาพถาวร และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค หรือสงครามโลก (หากอุบัติเหตุเกิดขึ้น เช่น เรือจีนผ่านการปิดกั้นของอิหร่าน และถูกยิงสกัดโดยการปิดกั้นของสหรัฐฯ ในช่องแคปฮอร์มุซ) การประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดคือความจำเป็นที่อาเซียนต้องคิดและวางแผน

2. การสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ (Internal Geoeconomic Resilience)

ความตื่นตระหนกจากวิกฤตนี้ควรเป็น ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา’ ให้อาเซียนหันมาบูรณาการความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในอย่างจริงจัง

  • ปลุกชีพกรอบความร่วมมือด้านพลังงาน: อาเซียนต้องนำข้อตกลงความมั่นคงด้านปิโตรเลียมของอาเซียน (APSA), สำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR) และ กลไกอื่นๆ ของอาเซียน มาทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จัดตั้งกลไกการแบ่งปันคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉิน กลไกสำรองอาหารเพื่อหลักประกันด้านความมั่นคง เพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ขาดแคลนในยามวิกฤต
  • เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด: การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากตะวันออกกลางคือความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ อาเซียนต้องใช้โอกาสนี้ผลักดันการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) รวมทั้งตลาดพลังงานอาเซียน (ASEAN Energy Market Integration) เพื่อพึ่งพาตนเองให้ได้ในระยะยาว

3. การปกป้องทุนมนุษย์: แผนฉุกเฉินร่วมระดับภูมิภาค (Coordinated Contingency Planning)

มิติหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ‘พลเมืองอาเซียน’ นับล้านคนที่ทำงานและอาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง ทั้งวิศวกร พยาบาล แรงงานภาคการก่อสร้าง และภาคการเกษตร (โดยเฉพาะจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย) เมื่อข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลวและสถานการณ์อาจลุกลามจนเกิดสงครามระดับภูมิภาค อาเซียนไม่ควรต่างคนต่างอพยพพลเมืองของตน แต่ควรมีการจัดทำ ‘แผนปฏิบัติการอพยพร่วมทางทหารและพลเรือนระดับอาเซียน’ แบ่งปันทรัพยากร ทั้งเครื่องบินลำเลียงและเรือรบ เพื่อช่วยเหลือพลเมืองของภูมิภาคให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย สิ่งนี้จะสร้างความเป็นปึกแผ่นและแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของอาเซียนในสายตาประชาชนอย่างแท้จริง

หน้าต่างแห่งโอกาสที่กำลังนับถอยหลัง

เมื่อความรุนแรงครั้งใหม่กำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่มีค่าสูงสุด แถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำในภูมิภาคตระหนักดีถึงหายนะที่รออยู่เบื้องหน้า

ในยุคโลกาภิวัตน์ ระยะทางทางภูมิศาสตร์ไม่สามารถเป็นเกราะป้องกันผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจได้อีกต่อไป อาเซียนในวันนี้ไม่สามารถพึ่งพายุทธศาสตร์ ‘Wait and See’ ได้อีก อาเซียนต้องยกระดับตนเองจากการเป็นเพียง ‘ผู้ได้รับผลกระทบ’ ไปสู่การเป็น ‘ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของโลก’

การเปลี่ยนแถลงการณ์บนหน้ากระดาษให้กลายเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่จับต้องได้ ทั้งในการผลักดันการทูตเพื่อสันติภาพ การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจร่วมกัน และการปกป้องพลเรือน จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดว่า ‘ประชาคมอาเซียน’ มีความเข้มแข็งพอที่จะนำพาภูมิภาคให้รอดพ้นจากพายุความขัดแย้งของมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่

แฟ้มภาพ: GreenOak / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...