โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ วิกฤตพลังงาน โจทย์หินรัฐบาลใหม่ เตือนระวัง “Triple Deficits”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 มีนาคม 2569 เวลา 0.07 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กสิกรไทยเตือนรัฐบาลใหม่รับมือภาวะ "Triple Deficits" ขาดดุลคลัง-การค้า-พลังงาน ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางที่อาจฉุด GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.2% และดันเงินเฟ้อพุ่ง เศรษฐกิจไม่โต

19 มี.ค. 69 - นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากความขัดแย้งและสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลก ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในหลายด้าน ทั้งด้านต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มก๊าซธรรมชาติ ฮีเลียม ปุ๋ย รวมถึงวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตโดยรวม

โดยจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้มีการปรับประมาณการทางเศรษฐกิจ โดยหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ คาดว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 0.4% มาอยู่ที่ราว 0.9% แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้ GDP ปรับลดลงจากประมาณ 1.9% เหลือราว 1.2% ขณะที่เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นไปแตะระดับประมาณ 2.2%

“ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง เช่น ประมาณ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน อาจทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีแทบไม่เติบโต โดยไตรมาสหลังอาจหดตัว และมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมกับเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้นถึงระดับ 3% อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ใช่กรณีฐานที่คาดไว้ โดยยังมองว่าสงครามมีโอกาสคลี่คลายภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือน”

อย่างไรก็ดี ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุน ค่าเงินบาท และส่งผลกระทบกับจีดีพีโลกและของไทย ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิด Stagflation เพิ่มขึ้น

ในส่วนของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในระยะแรกคือกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ไม่สามารถนำเข้าฟีดสต็อกเพื่อการผลิตได้ ส่งผลกระทบต่อกลุ่ม PVC และพลาสติก และยังส่งผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ผู้ผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์จากพลาสติก

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกอาหารของไทยไปยังตะวันออกกลางยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยค่าระวางเรือและค่าประกันปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว บางเส้นทางเพิ่มขึ้นถึง 10–20 เท่า หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเส้นทางเดินเรือ

การขนส่งทางทะเลยังเผชิญกับปัญหาด้านเวลา เนื่องจากบางเส้นทางต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นกว่า 2 สัปดาห์ ขณะที่ธุรกิจเดินเรืออยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพ ผู้ประกอบการบางรายประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ทำให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

“ในบริบทของประเทศไทย เมื่อมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สิ่งที่ภาคเอกชนมองว่าเร่งด่วนที่สุดคือการจัดการด้านแหล่งพลังงานและวัตถุดิบ รวมถึงการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยต้องมีความชัดเจนว่าประเทศมีพลังงานเพียงพอ และมีมาตรการรองรับความเสี่ยงจากการขาดแคลนพลังงาน แม้จะยังไม่มองว่าจะเกิดการขาดแคลนในทันที และคาดว่าสถานการณ์สงครามจะคลี่คลาย แต่กระบวนการปรับเส้นทางการขนส่งพลังงานจำเป็นต้องใช้เวลา”

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น บางประเทศเริ่มหันกลับมาใช้ถ่านหินชั่วคราว เนื่องจากหาได้ง่ายและได้รับผลกระทบน้อยกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่อาจจำเป็นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ความผันผวนของพลังงานฟอสซิลในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ หรือ wake-up call ให้ทุกประเทศเร่งปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งแม้จะมีต้นทุนสูง แต่ให้เสถียรภาพด้านพลังงานในยามวิกฤต

“ไทย ยังมีศักยภาพในการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนอีกมาก ขณะที่กรณีของจีนถูกยกเป็นตัวอย่างของประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากมีการลงทุนด้านพลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านพลังงานได้ดีกว่า”

ในด้านการเมืองภายในประเทศ ประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีจำกัด แม้อาจเกิดความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะออกได้ในช่วงไตรมาส 4 แต่โดยรวมมองว่านโยบายเศรษฐกิจหลักจะยังคงมีความต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน

ด้านฐานะการคลัง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังพยายามตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งสร้างภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศเผชิญกับภาวะขาดดุลหลายด้าน หรือ Triple Deficits ทั้งขาดดุลการคลัง ขาดดุลด้านพลังงาน และขาดดุลการค้า เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานในราคาที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ใกล้ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าต่อเนื่องหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง”

“สิ่งสำคัญคือประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกเกินไป ควรใช้พลังงานอย่างประหยัด และปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน หากรัฐเข้าไปแทรกแซงราคามากเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาด เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นแต่ผู้ขายไม่สามารถปรับราคาได้ สุดท้ายภาระจะตกกับผู้บริโภคและทำให้ระบบตลาดบิดเบือนมากขึ้น”

คาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 0.2-0.7%

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงกดดันอัตราเงินเฟ้อให้ปรับเพิ่มขึ้น และลดทอนความสามารถของธนาคารกลางหลายประเทศในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะเดียวกันยังส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผ่านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น กำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ลดลง และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่อ่อนแอลง

สำหรับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เช่น ประเทศไทย ผลกระทบจะสะท้อนผ่านหลายช่องทาง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงาน การปรับตัวของอัตราเงินเฟ้อ ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่อ่อนแอลง รวมถึงแรงกดดันต่อค่าเงินและต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโดยรวมยังประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นแรงกระทบในระยะสั้นถึงระยะกลาง หากความขัดแย้งไม่ทวีความรุนแรงและสามารถคลี่คลายได้ในระยะเวลาไม่ยาวนัก ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอาจปรับลดลงสู่ระดับที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่าง 0.2-0.7% หลังมองว่าสถานการณ์อิหร่านมีโอกาสยืดเยื้อ อีกทั้งช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดที่สำคัญต่อการขนส่งพลังงาน และเป็นประเด็นเปราะบาง ทำให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก โดยผลกระทบต่อจีดีพีดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75 – 90 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล

“ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 3% ในขณะที่จีดีพีทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต”

ดร. รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ โดยตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทยคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด

ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 60 และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าวจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน เมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัวราวร้อยละ 8.1

นอกจากนี้ สงครามอิหร่านคาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Spending) ของโลก ให้ขยายตัวลดลงราวร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม

อย่างไรก็ดี การลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังคงสนับสนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ส่งผลให้ในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 11.5 ชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 38.3 ในปีก่อนหน้า

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่พึ่งพาการใช้พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย พลาสติก ในสัดส่วนสูง ได้แก่ กลุ่มขนส่ง การผลิต ประมง เกษตร ร้านอาหาร เป็นต้น จะได้รับผลกระทบมากจากต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...