โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กสม.เสนอ ก.ตร. มิให้ใช้สภาพความพิการ เป็นเหตุเหมารวมตัดสิทธิเข้ารับราชการ

ไทยโพสต์

อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 12.24 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. เวลา 05.24 น.

กสม. เสนอ ก.ตร. แก้ไขหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ มิให้ใช้สภาพความพิการเป็นเหตุเหมารวมตัดสิทธิเข้ารับราชการ แนะพิจารณาความสามารถเป็นรายกรณี

8 พ.ค.2569- นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีคนพิการทางการเคลื่อนไหวจากการสูญเสียขาข้างซ้ายตั้งแต่ระดับเข่าลงไปภายหลังจากการรับราชการตำรวจ ซึ่งต่อมาได้สมัครเข้ารับการสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรในตำแหน่งพนักงานสอบสวน และผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด แต่คณะกรรมการดำเนินการคัดเลือกมีมติว่าการเป็นคนพิการเข้าลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในประกาศรับสมัครและกฎที่เกี่ยวข้องจึงไม่ให้ผู้สมัครรายดังกล่าวผ่านการคัดเลือก จึงนำไปสู่ประเด็นพิจารณาว่า การกำหนดให้ความพิการเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 และบัญชีโรคแนบท้าย อาจมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลโดยเหตุแห่งความพิการ กระทบต่อหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

กสม. ได้ศึกษาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน งานวิจัยและแนวทางคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวพิจารณาแยกได้เป็น 3 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การกำหนดความพิการเป็นลักษณะต้องห้ามในการเข้าเป็นข้าราชการตำรวจ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐออกมาตรการที่เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งกำหนดหน้าที่ให้รัฐต้องส่งเสริมการจ้างงานคนพิการอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) ที่ได้รับรองสิทธิในการทำงานของคนพิการ และห้ามการเลือกปฏิบัติทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างไรก็ดี กฎ ก.ตร.ฯ ข้อ 2 (14) ที่ระบุให้ “การมีร่างกายผิดปกติ พิกลรูป หรือพิการ” เป็นลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการตำรวจ กลับใช้เกณฑ์ทางกายภาพในลักษณะเหมารวม โดยมิได้พิจารณาความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลเป็นรายกรณี การกำหนดลักษณะเช่นนี้เปิดช่องให้เกิดการตัดสิทธิผู้สมัครเนื่องจากความเป็นคนพิการโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพที่แท้จริง การกำหนดให้ความพิการเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎ ก.ตร. ดังกล่าวจึงเป็นมาตรการที่ขัดต่อหลักการไม่เลือกปฏิบัติ

ประเด็นที่ 2 ข้อยกเว้นในการเลือกปฏิบัติ เห็นว่า อาจอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นการเลือกปฏิบัติได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคห้า หากมาตรการดังกล่าวมีความจำเป็น เหมาะสม และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับลักษณะเฉพาะของงานตามหลักความได้สัดส่วน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ต้องใช้สมรรถภาพทางกายหรือมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยเป็นสาระสำคัญ อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อยกเว้นดังกล่าวต้องพิจารณาถึงความสามารถในการปฏิบัติงานของบุคคลเป็นรายกรณีบนฐานการประเมินเชิงหน้าที่ในแต่ละตำแหน่ง มิใช่อาศัยลักษณะทางกายภาพโดยเหมารวม และมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับว่าความพิการเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้น

เมื่อพิจารณากฎ ก.ตร.ฯ ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามโดยครอบคลุมทุกสายงาน และตัดสิทธิผู้สมัครจากสภาพความพิการโดยไม่คำนึงถึงผลการทดสอบหรือความสามารถที่แท้จริง อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานพิสูจน์ชัดว่าความพิการรายบุคคลไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นอย่างไร จึงไม่อาจถือเป็นมาตรการที่ได้สัดส่วนหรือเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 27 วรรคห้า และยังคงมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการอย่างไม่เป็นธรรม

และประเด็นที่ 3 หลักการไม่เลือกปฏิบัติเนื่องด้วยเหตุแห่งความพิการตลอดกระบวนการจ้างงานและสิทธิการได้รับการอำนวยความสะดวกที่สมเหตุสมผล เห็นว่า การใช้กายอุปกรณ์หรืออุปกรณ์ช่วยความพิการ มีลักษณะเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อทดแทนหรือเสริมสมรรถภาพของร่างกายที่บกพร่อง เพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตและปฏิบัติงานได้ใกล้เคียงกับบุคคลทั่วไป มิใช่สิ่งที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบ แต่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเสมอภาคในการเข้าถึงสิทธิและโอกาส ดังนั้น ในกระบวนการคัดเลือกเข้ารับราชการ หากคนพิการมีความจำเป็นต้องใช้กายอุปกรณ์หรืออุปกรณ์ช่วยความพิการ จึงควรอนุญาตให้ใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ถือเป็นเหตุในการตัดสิทธิ

นอกจากนี้ กสม. เห็นว่าในกฎ ก.ตร.ฯ ฉบับเดียวกันมีความไม่สอดคล้องกันในเรื่องประเด็นการพิจารณาเกี่ยวกับสภาพทางกาย กล่าวคือ ข้อ 4 (2) วางหลักให้การพิจารณากรณีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อันอาจเป็นเหตุให้พ้นจากราชการ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะความบกพร่องของอวัยวะประกอบกับหน้าที่ในตำแหน่งเป็นรายกรณี ขณะที่ใน ข้อ 2 (14) ประกอบบัญชีโรคแนบท้าย กลับกำหนดลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการโดยอาศัยสภาพความพิการในลักษณะทั่วไป ซึ่งมิได้กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความสามารถหรืออุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่เป็นรายกรณี ส่งผลให้เกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างเกณฑ์การรับเข้าและการให้ออกจากราชการภายในกฎฉบับเดียวกัน และมีผลเป็นการกีดกันคนพิการตั้งแต่ต้นโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการประเมินศักยภาพอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้แก้ไขหลักเกณฑ์ตามข้อ 2 (14) แนบท้ายกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ กรณีมีร่างกายผิดปกติ พิกลรูป หรือพิการ โดยให้คำนึงถึงความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับตำแหน่งที่จะแต่งตั้งเป็นสำคัญ และมิให้ใช้สภาพความพิการเป็นเหตุในการตัดสิทธิ เว้นแต่มีผลการประเมินทางการแพทย์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าความบกพร่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ให้กำหนดมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติในทุกขั้นตอนของการบริหารงานบุคคล โดยใช้หลักการประเมินเป็นรายกรณีตามลักษณะหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง

นอกจากนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการตำรวจ โดยจัดให้มีการทดสอบความรู้และการประเมินสมรรถภาพที่คำนึงถึงข้อจำกัดของคนพิการ พร้อมทั้งจัดให้มีมาตรการอำนวยความสะดวกที่สมเหตุสมผล เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงกระบวนการคัดเลือกและแข่งขันได้อย่างเสมอภาคและสอดคล้องกับความจำเป็นเฉพาะรายด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...