เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะฟื้นตัวเข้าหาระดับ 1,470-1,500 จุด ตามตลาดหุ้นทั่วโลก หนุนจากบรรยากาศการลงทุนที่สดใสจากความคาดหวังเชิงบวกสงครามใกล้จบ โดยล่าสุดทรัมป์ระบุว่าเตรียมถอนกำลังจากอิหร่านใน 2-3 สัปดาห์
ขณะที่ผู้นำอิหร่านระบุเปิดกว้างต่อการเจรจายุติสงคราม แต่มีเงื่อนเรื่องหลักประกันป้องกันการรุกรานในอนาคต ปัจจัยดังกล่าวกดราคาน้ำมันให้ปรับตัวลงล่าสุด Brent อยู่ที่ US$104 ต่อบาร์เรล หนุนเม็ดเงินไหลกลับเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยง สะท้อนผ่าน Bond Yield และ Dollar Index ที่ร่วงลง ขณะที่ทองคำพุ่งขึ้นแตะ US$4,700 ต่อออนซ์ จากความกังวลเงินเฟ้อที่ลดลงและกลับมาเริ่มให้โอกาส 25% ที่ Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ จากช่วงก่อนหน้าที่ราว 30% มองว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย
ด้านปัจจัยในประเทศครม.เตรียมเข้าถวายสัตย์ในวันที่ 6 เม.ย. และนัดประชุมครม.นัดพิเศษในวันเดียวกัน โดยต้องติดตามว่าจะมีการเคาะมาตรเศรษฐกิจระยะสั้นใดเบื้องต้นออกมาบ้าง และคาดแถลงนโยบายต่อสภาฯวันที่ 9-10 เม.ย. ส่วนภาพรวมสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันดิบทีผ่อนคลายลงบ้าง ช่วยลดความกังวลต่อแนวโน้มราคาน้ำมันในประเทศซึ่งกดดันกำลังซื้อ โดยคาดว่าจะทยอยคลี่คลายและดีขึ้นชัดใน 2H26 ระยะสั้นมองกลุ่มไฟแนนซ์ ค้าปลีก โรงไฟฟ้า SPP ท่องเที่ยว สายการบิน ภาคการผลิต จะกลับมา Outperform
กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : BA
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 19.91 บาท
• คาดได้อานิสงส์จากทิศทางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ดีขึ้น และคาดหวังว่าจะคลี่คลายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลง ขณะที่ Forward Booking รายเดือนของเที่ยวบินสมุยยังเติบโตเฉลี่ย 14% y-y ใน 2Q-3Q26
• Consensus คาดกำไรปี 2026 ที่ 3.6-3.7 พันลบ. ทรงตัวจากปีก่อน ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงสุดในกลุ่มสายการบิน -25% นับตั้งแต่เกิดสงคราม ทำให้ Valuation น่าสนใจอย่างมาก ปัจจุบันเทรด PER เพียง 7 เท่าและคาดให้ Dividend Yield สูงถึง 7-8%
• แนวรับ 13-12.80 บาท แนวต้าน 14//14.50//15 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีโอกาสเดินหน้าต่อ นักลงทุนเริ่มมีความหวังในการยุติสงครามมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลเตรียมเข็นมาตรการเศรษฐกิจออกมา
ปัจจัยในประเทศ
- การเมืองไทย: คาดการณ์ว่านายกรัฐมนตรีจะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ในวันที่ 6 เม.ย. และจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงวันที่ 7-9 เม.ย. 69 ประกอบกับคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ที่ยังต้องติดตามแม้ตลาดจะไม่ได้ให้ความสนใจมากแล้ว…. เราประเมินว่า รัฐบาลมีโอกาสที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในขนาดที่ใหญ่ และมี impact หลังเศรษฐกิจถูกกระทบจากภัยสงคราม โดยหุ้นที่จะได้อานิสงค์ จะเป็นกลุ่มค้าปลีก ในอันดับแรก
- เศรษฐกิจเดือนก.พ. 69: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงเศรษฐกิจไทยเดือน ก.พ. 69 ชะลอตัวลงจากการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคหมวดสินค้าคงทนที่ลดลงหลังมาตรการ EV 3.0 สิ้นสุด แต่การลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศจากสงครามในตะวันออกกลางที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
- ค่าเงินบาท: เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ การเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนและไร้ทิศทาง โดยถูกกดดันจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงข่าวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมจะยุติสงคราม ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงและดอลลาร์อ่อนค่าลงชั่วขณะ
- กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นมียอดขายสุทธิ 4,003 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 4,328 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ออกมาในทางบวก : เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา(ตามเวลาในประเทศไทย) ทรัมป์ส่งสัญญาณเตรียมถอนทัพ โดยประกาศว่าสหรัฐฯ จะถอนกำลังทหารออกจากอิหร่านภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าเขาต้องการเร่งหาทางลง (Hastened Exit) หลังจากความขัดแย้งยืดเยื้อมานานนับเดือน … ข่าวนี้เป็นบวกต่อตลาด ซึ่งออกมาหลังจากมีข่าวประธานาธิบดี มาซูด เปเซชกียาน ของอิหร่านหารือกับทางอียู เมื่อเย็นวานนี้(31 มี.ค.) ราคาทองคำ ตลาดหุ้นเอเซีย ตอบรับข่าวบวกนี้เป็นตัวแรก ทั้งนี้ ตลาดยังอาจต้องรอการแถลงของ Trump ในวันพรุ่งนี้(ประมาณ 9 โมงเช้า ตามเวลาในประเทศไทย) และอิหร่าน(IRGC) จะยอมให้สหรัฐฯ ถอยออกจากเรื่องนี้หรือไม่
- ราคาน้ำมัน: ที่ปรึกษา FGE NexantECA เตือนว่าหากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดนานถึง 6-8 สัปดาห์ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- ความขัดแย้งในกลุ่ม G7: ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) คริสตีน ลาการ์ด โต้แย้งความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ โดยเตือนว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนั้นรุนแรงเกินกว่าจะฟื้นฟูได้ในเวลาอันสั้น และยุโรปกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
- US – ADP Employment Change งวด มี.ค.; (ครั้งก่อน: 63k)
- US – Retail Sales Advance MoM งวด ก.พ.; (ครั้งก่อน: -0.20%)
- US – ISM Manufacturing; งวด มี.ค.; (คาดการณ์: 51.84, ครั้งก่อน: 52.4)
Technical : BCH, KAMART
Strategy
- ตลาดหุ้นวานนี้ หากตัดผลของการเปลี่ยนแปลงราคา DELTA (คาดว่ามาจากการ rebalance หุ้นใน SET50) ดัชนีฯ จะบวกอยู่เล็กน้อยและมีแรงซื้อเข้ามาด้วย วันนี้ ยังคงต้องติดตาม สถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งออกมาในโทนบวก
- กลยุทธ์ลงทุน เรายังแนะนำให้จัดหุ้นที่จะเข้าลงทุน 3 แบบ คือ หุ้นหลักๆ ของตลาด ทั้งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงคราม (PTTEP, TOP, PTTGC) หุ้นใหญ่ที่เป็นพิมพ์นิยม (GULF, ADVANC, TRUE, CPALL) หรือหุ้นที่ราคาลงมาลึกๆ (BA, CBG, OSP, GLOBAL*) โดยหุ้นชุดหลัง ต้องระมัดระวัง เนื่องจากเป็นหุ้นที่ถูกกระทบตรงมาจากสงครามครั้งนี้
- หุ้นกลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, SCB, KBANK) เรายังเห็นว่าเป็นแหล่งหลบภัยที่ดี และหุ้นส่วนใหญ่ของกลุ่มยังไม่ขึ้นเครื่องหมาย “XD”
- หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ CPN ออก และนำ DELTA, AOT เข้ามาแทน หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย DELTA(10%), AOT(10%), OSP(10%), PTTEP(20%), KTB(10%), CPALL(10%) , BDMS(10%), SCB(10%), ADVANC(10%)
Technical : ICHI, MRDIYT
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,440 แนวต้าน 1,470 – 1,480 คาดดัชนี SET เช้านี้มีโอกาสปรับขึ้น หลัง ปธน.ทรัมป์เผยเตรียมยุติสงครามกับอิหร่านภายใน 2 – 3 สัปดาห์ข้างหน้า ส่งผลให้ตลาดกลับเข้าภาวะ Risk On อีกครั้ง แนะนำทยอยซื้อ CPALL,CPAXT,BJC,CBG,OSP คาดได้ ม.กระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ/ หุ้นกลุ่ม Value เช่น ADVANC,TRUE,GULF,SCB,KTB,CK,STECON, AMATA, WHA / เก็งกำไร DELTA, HANA เป็นกลุ่ม Beta สูง
TASCO* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 16.10 บาท) ช่วงสั้นนอกจากปัจจัยฤดูกาลก่อสร้างและคาดคืบหน้าในการจัด ครม.เดินหน้าโครงการรัฐฯแล้ว ยังมีปัจจัยหนุนจากราคายางมะตอยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงตามราคาน้ำมันหลังเกิดสงคราม คาดว่าจะส่งผลบวกต่อกำไรแบบมีนัยสำคัญในช่วง 2Q69 โดยจะได้รับประโยชน์จาก TASCO นำเข้าน้ำมันดิบทุนต่ำตุนไว้ตั้งแต่เดือน ม.ค.ทำให้สามารถกลั่นและส่งมอบสินค้าได้ต่อเนื่อง ในช่วงที่ตลาดกำลังมีปัญหาขาดแคลนสินค้าและเรือขนส่ง นอกจากนี้โมเดลธุรกิจในช่วงหลังที่ไม่สามารถซื้อน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาได้จึงเน้นการขายแบบ Trading (70-80% ของปริมาณขายรวม 1.1-1.2 ล้านตัน) สามารถจัดหายางมะตอยจากโรงกลั่นในประเทศมา blending และขายต่อในลักษณะ cost plus ทำให้สามารถรักษามาร์จินเอาไว้ได้ ทั้งนี้ในปี 69-70 อิงจาก Consensus คาดการณ์กำไรทรงตัวจากปีก่อนในระดับ 1.1-1.2 พันล้านบาท ทำให้มี upside จากประเด็นดังกล่าว
TRUE (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท) มองเป็นหุ้นรับความผันผวนได้ดีจากประเภทของธุรกิจ รายได้โตตามการใช้งานข้อมูลที่สูงขึ้น ขณะที่ เบื้องต้น คาดการจ่ายปันผลที่เสถียรมากขึ้น Dividend Yield ในโซน 3% ด้านกำไร 1Q69 คาด +YoY เช่นเดียวกับกำไรสุทธิปี69 +16% หลังปีนี้คาดไม่มีรายการพิเศษลบ และ มีปัจจัยหนุนในเชิงต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ลดลง ทั้งในเรื่องของการแข่งขันที่ผ่อนคลายขึ้น ต้นทุนโครงข่ายที่ลดลง และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่าน AI นอกจากนี้ ภาพระยาว ยังคาดหวังต่อ Synergy ร่วมกับธุรกิจของพันธมิตร เช่น Virtual Bank