โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

6O ปี คือจุดจบที่สมบูรณ์ของชีวิตการทำงานจริงหรือ?

Wealth Me Up

อัพเดต 17 เม.ย. เวลา 13.15 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. เวลา 07.00 น. • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

คำถามนี้กำลังมีความหมายมากขึ้นในวันที่ประเทศไทยและภูมิอาเซียนกำลังก้าวสู่ “สังคมสูงอายุขั้นสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างรวดเร็ว โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมเดิมที่เคยขับเคลื่อนด้วยแรงงานหนุ่มสาวกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก สถานการณ์นี้ไม่ใช่วิกฤตทางงบประมาณ หรือภาระด้านสวัสดิการทางสังคม แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องช่วยกันรื้อฟื้นศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่มากด้วยประสบการณ์ให้กลับมาเป็นฟันเฟืองหลักอีกครั้ง

ประเด็นเหล่านี้สอดรับกับผลการศึกษาเบื้องต้น เรื่อง “ส่งเสริมการสูงอายุอย่างมีความสุขในอาเซียน: เสริมสร้างสุขภาพ ความมั่นคง และการมีส่วนร่วมทางสังคม” (Promoting Happy Ageing in ASEAN: Enhancing Health, Security, and Social Participation) โดยความร่วมมือระหว่างศูนย์อาเซียนเพื่อการสูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม (ACAI) มูลนิธิโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ (HITAP) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมและความมั่นคงทางรายได้ผ่านการทำงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีความสุข

หนึ่งในทางออกรับมือสังคมสูงอายุ คือการเสนอให้ภาครัฐและเอกชนทบทวนเกณฑ์เกษียณอายุภาคบังคับ (Mandatory Retirement Age: MRA) จากตัวเลขที่ตายตัว 60 ปีบริบูรณ์ สู่ระบบที่ยืดหยุ่น พร้อมชูนวัตกรรมการจ้างงานแบบ “Phased Retirement” หรือการเกษียณอายุแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษาแรงงานทักษะสูงและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่แรงงานสูงอายุ

“กำแพงอายุ” อุปสรรคของการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างแรงงานในระบบในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ช่วงวัยก่อนเกษียณ (50-60 ปี) จำนวน 1,573 คนทั่วประเทศ พบว่าโครงสร้างการเกษียณอายุในปัจจุบันยังเป็นแบบ “เลขเดียวตัดจบ” (Rigid Age Cutoffs) โดยกว่า 77% ของหน่วยงานกำหนดอายุเกษียณภาคบังคับไว้ที่ 60 ปีอย่างตายตัว ซึ่งกลายเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้แรงงานที่ยังมีสุขภาพดี มีทักษะและประสบการณ์ และต้องการทำงาน จำต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนเวลาอันควร

ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจด้วยว่า กลุ่มตัวอย่าง 1 ใน 4 คาดหวังจะทำงานต่อหลังอายุเกษียณ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพพื้นฐาน และช่างเทคนิคที่ต้องการทำงานจนถึงอายุประมาณ 62-63 ปี เนื่องจากความจำเป็นด้านรายได้และต้องการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

“แรงงาน” หวังเกษียณอายุแบบค่อยเป็นค่อยไป

ผลการศึกษาสะท้อนภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า กลุ่มตัวอย่างไม่ได้ต้องการหยุดทำงานแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อถึงวัยเกษียณ แต่ต้องการรูปแบบ “การเกษียณอายุแบบค่อยเป็นค่อยไป” โดยผลสำรวจชี้ว่า เมื่ออายุ 55 ปี กลุ่มตัวอย่าง 99% ยังต้องการทำงานแบบเต็มเวลา และมีจำนวนชั่วโมงการทำงานที่คาดหวังเฉลี่ย 39 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

และหากอายุ 60 ปี กลุ่มตัวอย่าง 91.3% ยังอยากทำงานต่อ แต่เริ่มเปลี่ยนมาเป็นงานบางเวลามากขึ้น และมีจำนวนชั่วโมงการทำงานที่คาดหวังเฉลี่ย 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เมื่อถึงอายุ 65 ปี กลุ่มตัวอย่างกว่า 73.9% ยังคงมีความต้องการทำงานอยู่ โดยเน้นงานบางเวลาเป็นหลัก และมีจำนวนชั่วโมงการทำงานที่คาดหวังเฉลี่ย 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

“นายจ้าง” กังวล “ทักษะดิจิทัล-มาตรการภาษีไม่จูงใจ”

ในมุมมองของนายจ้างนั้น พบว่า ส่วนใหญ่มีความเต็มใจที่จะจ้างงานผู้สูงอายุต่อตามหลักความสมัครใจ อย่างไรก็ตาม นายจ้างยังมีความกังวลใน 3 ประเด็นหลักคือ

1. ข้อจำกัดด้านสุขภาพและความปลอดภัย นายจ้างกังวลเรื่องการมอบหมายงานที่ไม่สอดคล้องกับสภาพร่างกาย และความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ หากยังคงให้ผู้สูงอายุทำงานในลักษณะเดิม โดยไม่มีการออกแบบงานใหม่ จะส่งผลต่อทั้งตัวแรงงานและประสิทธิภาพของธุรกิจ

2. ช่องว่างด้านทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ นายจ้างมองว่าผู้สูงอายุมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบ AI ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดสำหรับภาคธุรกิจ ความล่าช้าในการปรับตัวนี้ถูกมองว่าเป็น “ความสูญเสียด้านผลิตภาพ” หากรัฐไม่เข้ามาช่วยอุดช่องว่างด้วยระบบ Upskilling/ Reskilling ที่เข้มข้น

3. กับดักต้นทุนและมาตรการภาษีที่ไร้แรงจูงใจ ปัจจุบันมาตรการจูงใจทางภาษีที่ให้นายจ้างหักรายจ่ายได้ 2 เท่าจากการจ้างงานผู้สูงอายุ มีเพดานอยู่ที่เงินเดือน 15,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น นี่คือข้อจำกัดสำคัญในมุมมองของนายจ้าง เพราะนายจ้างไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้อย่างเต็มที่ หากต้องการจ้างแรงงานสูงอายุที่มีทักษะสูง ซึ่งมักมีค่าจ้างเกินเพดานดังกล่าว มาตรการนี้จึงจูงใจได้เพียงการจ้างงานทักษะต่ำ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การยกระดับเศรษฐกิจประเทศ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อการสูงวัยอย่างมีความสุข

1. ยืดหยุ่นเกณฑ์เกษียณ เปลี่ยนจากอายุที่ตายตัวเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามความสมัครใจและลักษณะงานเพื่อลดการสูญเสียบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์

2. ส่งเสริมการเกษียณอายุแบบ Phased Retirement ส่งเสริมให้สถานประกอบการออกแบบรูปแบบการทำงานที่สามารถลดชั่วโมงการทำงานลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงรักษาความคุ้มครองและสวัสดิการที่จำเป็น และปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้รองรับการจ้างงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Working Arrangements) และการจ้างงานรายชั่วโมงสำหรับผู้สูงอายุในภาคการจ้างงานในระบบ

3. ปรับปรุงมาตรการภาษีที่เห็นผลจริง ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้นายจ้างคุ้มค่าต่อการปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน และสร้างแรงจูงใจ เช่น การยกเว้นภาษีสำหรับลูกจ้างสูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่เลือกทำงานต่อในระบบ และเร่ง Upskilling/ Reskilling กลุ่มแรงงานก่อนอายุเกษียณ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล เพื่อเตรียมพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบงานใหม่

การออกแบบชีวิตใหม่หลังอายุ 60

ไม่ใช่แค่เรื่องของระบบเศรษฐกิจหรือระบบสวัสดิการสังคม แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ระดับชาติ หากสามารถทลายกำแพงของกฎระเบียบที่แข็งตัวแบบเดิมๆ แล้วแทนที่ด้วยความยืดหยุ่นที่เข้าใจความหลากหลายของทักษะ ประสบการณ์ และความสามารถของผู้สูงอายุ เราจะสามารถเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ผู้รับสวัสดิการ” ให้กลายเป็น “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ที่มีความมั่นคงและมีความสุข

คำถามจึงไม่ใช่ว่า 60 ปีควรหยุดหรือไม่? แต่อยู่ที่ว่าสังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะทำให้ 60 ปี ‘ยังไปต่อได้’

บทความโดย กัญญาภัค เงาศรี นักวิจัยนโยบายด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...