โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดคฤหาสน์คอนกรีตไร้มุมฉากของ ‘มาร์ติน & นีน่า วาร์ซาฟสกี’ มาสเตอร์พีซแห่งดีไซน์กลางเทือกเขามาดริด

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • HELLO! Magazine Thailand
มาร์ติน & นีน่า วาร์ซาฟสกี

มาร์ติน และนีน่า วาร์ซาฟสกี ต้อนรับเราเข้าสู่บ้านที่มีโครงสร้างคอนกรีตและกระจกอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมทัศนียภาพเทือกเขาแห่งมาดริด นักธุรกิจผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก และเป็นผู้นำสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพหลายแห่ง

นีน่าและมาร์ติน วาร์ซาฟสกี เป็นคู่สามีภรรยาผู้มีเรื่องราวชีวิตที่ถูกหล่อหลอมด้วยประสบการณ์การใช้ชีวิตในหลากหลายประเทศ จิตวิญญาณของผู้ประกอบการ และคุณค่าของครอบครัว หลังจากการอาศัยอยู่ในหลายประเทศ มาร์ตินก็ตัดสินใจสร้างบ้านของตัวเองขึ้นที่กรุงมาดริด ในย่านลาโมราเลฆา เป็นบ้านที่มองเห็นทัศนียภาพของเทือกเขาเซียร์รา เด กวาดาร์รามา และตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่า ‘กาซา วารส์ ’ หลังจากนั้นต่อมาอีกหลายปี เมื่อทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันและกลับมาอยู่ที่สเปนหลังจากใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในสหรัฐอเมริกา พวกเขาได้ปรับปรุงบ้านหลังนี้ให้เหมาะกับชีวิตครอบครัว โดยอาศัยอยู่กับลูกๆ ทั้งสามคนของพวกเขา และลูกติดอีก 4 คนจากความสัมพันธ์ครั้งแรกของมาร์ตินที่แวะมาเยี่ยมเยียนอยู่เป็นประจำ

บ้านหลังนี้สะท้อนมุมมองการใช้ชีวิตของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน ทั้งสว่างสดใส ใช้งานได้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็อบอุ่น นีน่า เล่าอย่างขบขันว่าเป็นไปไม่ได้ เลยที่จะวางเฟอร์นิเจอร์ชิดผนัง เพราะไม่มีมุมฉากแม้แต่มุมเดียวในบ้านทั้งหลัง ซึ่งนั่นเองกลับกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของบ้านอันแสนพิเศษหลังนี้ ผนังบ้านประดับไปด้วยงานศิลป์ ภาพถ่ายของครอบครัวและความทรงจำจากการเดินทางของพวกเขา

มาร์ติน วาร์ซาฟสกี ชาวอาร์เจนตินาผู้ถือสัญชาติอเมริกันและสเปน เป็นบุตรชายของการ์ลอส วาร์ซาฟสกี
นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์และนักทฤษฎีด้านฟิสิกส์ผู้มีชื่อเสียง เขาได้รับการถ่ายทอดความรักในวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมจากผู้เป็นบิดามาอย่างเต็มเปี่ยมทุกวันนี้มาร์ตินได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก ตลอดเส้นทางอาชีพ เขาได้ก่อตั้งบริษัทระดับยูนิคอร์นมาแล้วถึง 5 แห่งและในเวลานี้ยังเป็นผู้นำ
สตาร์ทอัพชั้นแนวหน้าในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ผลงานของเขามีส่วนช่วยให้เด็กมากกว่า 300,000 คน ได้ลืมตาดูโลก

ส่วนนีน่า ภรรยาของเขา เกิดที่ประเทศเยอรมนี เธอเคยทำงานในแวดวงแฟชั่นการลงทุน และการพัฒนาระหว่างประเทศ ปัจจุบันเธอมุ่งเน้นโครงการที่ผสานเป้าหมายชีวิตเข้ากับครอบครัว และเป็นผู้หลงใหลในงานเฟเรียแห่ง
เซบียา รวมถึงกีฬาขี่ม้าแบบคลาสสิก หลังจากใช้ชีวิตแบบร่อนเร่มานานหลายปีในที่สุดทั้งคู่ได้ตัดสินใจลงหลักปักฐานอย่างถาวรที่กรุงมาดริดในปี 2017

บทสัมภาษณ์นีน่า คุณเจอบ้านหลังนี้ได้อย่างไร

“จริงๆ แล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น มาร์ตินใช้เวลานานมากในการมองหาที่ดินที่สมบูรณ์แบบ ต้องเป็นจุดที่อยูสู่งและมองเห็นทัศนียภาพของเทือกเขาได้ จากนั้นก็มีการคัดเลือกแบบสถาปัตยกรรมจากหลายสตูดิโอ และกรรมการก็ได้เลือกให้ผลงานของ AceboxAlonso เป็นผู้ชนะ ฉันได้รู้จักกับมาร์ตินในช่วงปีสุดท้ายของการก่อสร้างบ้านสร้างเสร็จในปี 2006 และเมื่อเรากลับจากสหรัฐอเมริกาในปี 2017 ก็ได้ปรับปรุงบางพื้นที่ร่วมกับมาร์ตา เด ลา ริกา มัณฑนากรของเรา”

การตกแต่งบ้านเป็นอย่างไรบ้าง

“ฉันคิดว่าเป็นการผสมผสานระหว่างความทันสมัยกับความอบอุ่น มีรายละเอียดส่วนตัวมากมายจากประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศของเราอัดแน่นด้วยภาพถ่ายครอบครัวและงานศิลป์จำนวนมากเราอยากให้บ้านหลังนี้ให้ความรู้สึกว่า เป็นบ้านที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่บ้านที่สมบูรณ์แบบ เด็กๆ เล่นกันทั่วบ้านอยู่ตลอด ทั้งเล่นซ่อนหา ทั้งสร้างป้อมจากหมอน…มีทั้งเด็กๆ ทั้งแมว และสุนัข ฉันเลยไม่เคยทำให้บ้านดูไร้ที่ติได้เลย แต่ก็นั่นแหละคือชีวิต ชีวิตไม่เคยสมบูรณ์แบบ และฉันเชื่อว่าหากคุณรักชีวิตที่คุณมีอยู่ ก็ถือว่าคุณชนะแล้ว”

หลังจากใช้ชีวิตโยกย้ายไปมานานขนาดนั้น ทำไมพวกคุณจึงตัดสินใจลงหลักปักฐานที่มาดริด

“ฉันเติบโตที่เยอรมนี เรียนที่ลอนดอน และร่วมโครงการอีราสมุสที่ปารีสกับมาดริด หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ฉันย้ายไปนิวยอร์ก ทำงานในบริษัทแฟชั่น และต่อมาได้ทำงานกับบริษัทการลงทุนที่มุ่งเน้นโครงการพัฒนาในทวีปแอฟริกา ฉันใช้ชีวิตช่วง 3 ปีอยู่ในหลายประเทศ เช่น เซียร์ราลีโอน มาดากัสการ์ รวมถึงประเทศในแถบแคริบเบียน เมื่อถึงจุดที่ไม่อยากใช้ชีวิตแบบลากกระเป๋าเดินทางตลอดเวลาอีกต่อไป ฉันจึงตัดสินใจตอบรับโปรเจกต์หนึ่งในประเทศสเปน…และที่นี่เองที่ฉันได้พบกับสามีของฉัน ก่อนจะมีลูก เราใช้ชีวิตเดินทางไปมาอยู่ตลอด ฤดูหนาวอยู่ไมอามี ฤดูใบไม้ผลิอยู่มาดริด ฤดูร้อนอยู่เมนอร์กา และฤดูใบไม้ร่วงที่นิวยอร์ก แต่พอเด็กๆ เริ่มเข้าโรงเรียน เราจึงปักหลักอยู่ที่ไมอามีแบบเต็มเวลา ต่อมาด้วยเหตุผลเรื่องงาน เราจึงจำเป็นต้องกลับมาสเปน ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกเสียดายมาก เพราะฉันรู้สึกสบายใจและมีควาสุขกับชีวิตที่ไมอามี อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เรากลับมาในปี 2017 ฉันก็เรียนรู้ที่จะรักประเทศนี้มากยิ่งขึ้น หลังจากได้เปรียบเทียบวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์หลายๆ แบบแล้ว ตอนนี้ฉันมั่นใจแล้วว่า ไม่มีที่ไหนเหมือนสเปน และชาวสเปนอีกแล้ว ตอนนี้ฉันไม่อยากย้ายไปที่ไหนอีกเลย”

คุณชอบต้อนรับแขกเหรื่อไหม

“ชอบมากค่ะ ที่บ้านเรามักจะจัดดินเนอร์หรือมื้ออาหารที่มีคนมารวมตัวกันเยอะอยู่เสมอ ถึงอย่างนั้นฉันเองก็เป็นคนค่อนข้างเก็บตัว แม้ภายนอกจะดูไม่เหมือนก็ตาม การได้อยู่ท่ามกลางผู้คนตลอดเวลาทำให้ฉันรู้สึกค่อนข้างเหนื่อย แต่สามีของฉันน่ะตรงกันข้ามเลย มาร์ตินเป็นคนเปิดเผยและชอบสังคมมากกว่าฉันมาก ฉันโชคดีที่มีทีมงานในบ้านคอยช่วยดูแลหลายอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขจริงๆ คือการได้อยู่กับครอบครัวอย่างสงบ ผ่อนคลาย โดยไม่ต้องมีตารางงานสังคมที่แน่นเอี๊ยด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอายุหรือผลตกค้างจากช่วงโควิดหรือเปล่า แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ฉันยิ่งมีความอดทนและการยอมทำตามแผนหรือกิจกรรมที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจน้อยลงเรื่อยๆ”

วันธรรมดาทั่วไปของครอบครัวใหญ่แบบพวกคุณเป็นอย่างไร

“ก็ไม่ต่างจากครอบครัวทั่วไปเลยค่ะ ฉันปลุกเด็กๆ ตื่น กินอาหารเช้าด้วยกัน แล้วพาไปส่งโรงเรียน ตอนเช้าฉันกับมาร์ตินต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะกินข้าวกลางวันด้วยกันเสมอ ช่วงบ่ายฉันไปรับเด็กๆ จากโรงเรียน จากนั้นก็เป็นการทำการบ้าน เตะฟุตบอล หรือกิจกรรมอื่นๆ แล้ววันหนึ่งๆ ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรากินอาหารเย็นพร้อมหน้ากันทุกวัน จากนั้นฉันก็พาเด็กๆ เข้านอน ครอบครัวของเราใช้ชีวิตแบบตื่นเช้าเข้านอนเร็ว”

คุณทำงานอะไรอีกบ้าง

“ฉันมีหลายโปรเจกต์ที่ทำด้วยความชอบส่วนตัว ล่าสุดคือการจัดงานสัมมนาที่ไร่ของเราบนเกาะเมนอร์กา ชื่องานว่า ‘เมนอร์กา เทก คิดส์’ เป็นกิจกรรมช่วงสุดสัปดาห์ที่ตั้งใจสอนเด็กๆ อายุระหว่าง 8-18 ปี ให้รู้จักการเป็นผู้ประกอบการหรือนักลงทุน ปีนี้เป็นการจัดครั้งแรก มีเด็กๆ มา 50 คนพร้อมครอบครัวและประสบความสำเร็จมาก ฉันไม่ชอบปล่อยให้เด็กๆ อยู่กันตามลำพังและกิจกรรมนี้ก็เป็นแผนที่ลงตัวที่สุดในการผสานการเรียนรู้ ครอบครัว และงานเข้าด้วยกัน มาร์ตินกับฉันทำงานร่วมกันมาตั้งแต่แรกที่รู้จักกัน และฉันคิดว่าเราเป็นทีมที่ดีมาก ในชีวิตส่วนตัวฉันรักม้าและกีฬาขี่ม้าแบบคลาสสิกมาก ฉันฝึกซ้อมสัปดาห์ละหลายครั้งกับผู้ฝึกสอนชั้นนำของสเปน 2 คน คือ กีเยร์โม การ์เซีย อายาลาและเบโรนิก้า เกรเบดูเอนเคล ม้าตัวหนึ่งของฉันได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศสเปนในการแข่งขันขี่ม้าเยาวชนชิงแชมป์โลกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมถึงในงาน SICAB ที่เมืองเซบียา ฉันหลงใหลทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับม้า แม้ฉันจะเป็นคนเยอรมัน แต่ฉันมั่นใจว่าในชาติก่อนต้องเคยเป็นคาวเกิร์ลแห่งอันดาลูเซียมาก่อนแน่ๆ ฉันรักอันดาลูเซีย ทั้งประเพณี
วัฒนธรรม และฟลาเมงโก…ที่นั่นทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน”

บทสัมภาษณ์มาร์ติน มาร์ติน วาร์ซาฟสกี คือใคร

“ผมเป็นผู้ประกอบการที่ทำงานสร้างบริษัทด้านโทรคมนาคม พลังงาน และเทคโนโลยีชีวภาพมากว่า 35 ปี ตลอดเส้นทางอาชีพ ผมได้ก่อตั้งบริษัทระดับยูนิคอร์น 5 แห่ง ได้แก่ Jazztel, Viatel, Ya.com, Eolia และ Prelude Fertility ปัจจุบันผมทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับธุรกิจด้านสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ โดยทำหน้าที่บริหารหรือมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับหลายบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการรักษาภาวะมีบุตรยาก เช่น Prelude Fertility ซึ่งเป็นเครือข่ายคลินิกด้านภาวะเจริญพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ, Overture Life ที่พัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับการปฏิสนธินอกร่างกาย
(IVF), Gameto ที่ใช้รังไข่เทียมเพื่อเพาะไข่นอกร่างกาย (ex vivo) ในการรักษาภาวะเจริญพันธุ์และ Vitara ซึ่งกำลังพัฒนามดลูกเทียมเพื่อช่วยชีวิตทารกที่คลอดก่อนกำหนด”

บ้านหลังนี้มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ

“‘กาซา วาร์ส’ คือภาพรวมของวิธีที่ผมมองชีวิต คือความเป็นระเบียบ ความสงบ และการใช้งานได้จริง ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมด้วยความงดงามและการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผมออกแบบให้เป็นสถานที่ที่การใช้ชีวิตได้อย่างดี หมายถึงการคิดได้อย่างชัดเจนที่นี่ไม่ได้มีไว้เพื่อโอ้อวดความหรูหรา แต่คือความสมดุล เป็นพื้นที่ที่ผมและครอบครัวได้พบกับความปลอดโปร่งทางความคิด เป็นที่ซึ่งผมสามารถทำงานในสิ่งที่รักได้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากการรบกวนและการปรุงแต่งใดๆ”

สเปนมีความสำคัญต่อชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานของคุณอย่างไร

“สเปนคือบ้านของผม ที่นี่ผมได้พบกับคุณภาพชีวิต วัฒนธรรม ธรรมชาติ และความมั่นคงทางอารมณ์เป็นประเทศที่ผู้คนรู้จักชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งหลายครั้งสิ่งนี้กลับเลือนหายไปแล้วในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในเชิงอาชีพ งานของผมยังคงมุ่งเน้นอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งความรวดเร็ว ความทะเยอทะยานและแนวคิดที่สนับสนุนผู้ประกอบการยังอยู่ในระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ อาจกล่าวได้ว่า ผมใช้ชีวิตอยู่ในสเปนด้วยความรักในชีวิต แต่ทำงานในสหรัฐอเมริกาด้วยจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ”

การเป็นผู้ประกอบการในสเปนเป็นเรื่องง่ายไหม

“สเปนมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถอย่างยอดเยี่ยม แต่สภาพแวดล้อมด้านกฎหมายและภาษีกลับบีบคั้นศักยภาพเหล่านั้น การทำธุรกิจที่นี่ต้องใช้ความอดทนมากกว่าที่อื่น ระบบราชการไม่เข้าใจจังหวะของนวัตกรรม ในสหรัฐอเมริกา หากสิ่งใดใช้ได้ผล คุณสามารถขยายธุรกิจได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ในยุโรปคุณอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้รับใบอนุญาตหรือการรับรองต่างๆ คำแนะนำที่ผมมักจะให้เสมอคือ ให้เริ่มสร้างธุรกิจที่สเปน แต่ขยายการเติบโตที่สหรัฐอเมริกา หรือตลาดที่มีความคล่องตัวมากกว่า”

คุณบริหารทีมที่มีพนักงานมากกว่า 2,400 คนอย่างไร

“ผมเชื่อว่า เราไม่ได้เป็นผู้นำให้กับคนทีละคน แต่เป็นผู้นำวัฒนธรรม ผมสร้างโครงสร้างการทำงานที่ส่งเสริมความเป็นอิสระ ความโปร่งใส และเป้าหมายร่วมกัน ผมไม่ได้มุ่งควบคุม แต่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจเมื่อทุกคนเข้าใจพันธกิจเดียวกัน การตัดสินก็จะไหลไปเอง สำหรับผมภาวะผู้นำคือการออกแบบระบบมนุษย์ที่ทำให้ผู้คนอยากทุ่มเทศักยภาพที่ดีที่สุดของตนออกมา”

ปัจจุบันนี้ คุณใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจว่าจะลงทุนในอุตสาหกรรมหรือสตาร์ทอัพใด

“ผมมองหา 3 สิ่งหลัก คือ ผลกระทบต่อมนุษย์ที่แท้จริง ความสามารถในการขยายตัวของเทคโนโลยีและผู้ก่อตั้งที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ผมลงทุนในพื้นที่ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ โดยเฉพาะด้านชีววิทยา สุขภาพและการมีอายุยืนยาว ในขณะเดียวกันผมก็หลีกเลี่ยงภาคส่วนที่การเมืองหรือกฎหมายเข้ามาบดบังนวัตกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยเกินไปในยุโรป”

นีน่ามีอิทธิพลต่อความสนใจของคุณในด้านการรักษาภาวะเจริญพันธุ์หรือไม่

“มีแน่นอนครับ เมื่อเราใช้ชีวิตร่วมกันผ่านกระบวนการสร้างครอบครัว ผมได้เห็นด้วยตาตัวเองว่ามันยากลำบาก มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องแบกรับภาระทางอารมณ์มากเพียงใด เธอทำให้ผมเห็นว่าเบื้องหลังเทคโนโลยีชีวภาพ ยังมีความหวังของมนุษย์ซ่อนอยู่ นีน่าเป็นทั้งคู่ชีวิตและคู่คิดของผม เธอนำพาความอ่อนโยน ความสมดุล และมุมมองที่เปี่ยมด้วยความเข้าอกเข้าใจ ซึ่งช่วยเติมเต็มความเป็นเหตุเป็นผลของผม เธอคือสมองทางอารมณ์และเป็นตัวกรองด้านความเป็นมนุษย์ของผม”

อะไรเป็นแรงผลักดันให้คุณก่อตั้งมูลนิธิวาร์ซาฟสกี และบริจาคเงิน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้กับนักเรียนในอาร์เจนตินา

“นั่นเป็นเรื่องของความสอดคล้องกับตัวตนของผม ผมเติบโตมาในครอบครัวที่มองว่า ‘ความรู้’ คือสิทธิพิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อผมเห็นว่าเยาวชนชาวอาร์เจนตินาจำนวนหลายพันคนไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ผมรู้สึกว่ามันไม่ต่างจากการพรากอนาคตของพวกเขาไป การบริจาคของผมจึงเป็นหนทางหนึ่งในการตอบแทนสิ่งที่การศึกษาเคยมอบให้กับผม นั่นคืออิสรภาพ นี่ไม่ใช่การทำบุญสงเคราะห์ แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเข้าถึงโอกาส”

โปรเจกต์หรือความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้คืออะไร

“คือการได้สร้างสรรค์ต่อไป ผมกำลังพัฒนา Sereen แอพพลิเคชั่นที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการดูแลผู้คน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการจากไปของมิเกล ซาลิส เพื่อนสนิทของผม ซึ่งเป็นการเสียชีวิตที่ในวันนี้อาจหลีกเลี่ยงได้ด้วยเทคโนโลยี AI นอกจากนี้ ผมยังต้องการผลักดัน Gameto และ Vitara ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพราะผมเชื่อว่าเทคโนโลยีชีวภาพจะเป็นการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 21 ส่วนในชีวิตส่วนตัว ผมอยากใช้ชีวิตต่อไปในสเปน ใช้เวลา
ดีๆ ร่วมกันกับครอบครัว พร้อมกับทำงานด้วยกรอบความคิดแบบอเมริกัน คือรวดเร็ว เป็นอิสระ และมุ่งเน้นผลลัพธ์”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...