ถอดบทเรียน'การทูตภาคปฏิบัติ' แบบ How to จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องบัวแก้ว
ถอดบทเรียน’การทูตภาคปฏิบัติ’ แบบ How to จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องบัวแก้ว
เชื่อว่าหลายคนเคยเผชิญกับเหตุการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งอาจทำให้รู้สึกมืด 8 ด้าน และเกิดการตั้งคำถามว่า ควรไปหาข้อมูลจากไหน หรือหันไปปรึกษาหารือกับใครดี และคงเป็นสิ่งที่ดีหากมีคัมภีร์รวบรวมแนวทางดำเนินการ หรือ How to ในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เราได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นครั้งแรก อาทิ การบริหารจัดการหน่วยงานเป็นครั้งแรก การบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตเป็นครั้งแรก หรือการเป็นผู้แทนหน่วยงานในการประชุมใหญ่สำคัญเป็นครั้งแรก ซึ่งคัมภีร์ในรูปแบบเล่มหนังสือ หรือเว็บไซต์ สามารถถ่ายทอดบทเรียนได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่อาจถ่ายทอดสภาพความเป็นจริง หรืออรรถรสของสถานการณ์ได้ดีเท่าคัมภีร์มีชีวิต ซึ่งก็คือคนที่เคยผ่านสถานการณ์เดียวกัน หรือคล้ายคลึงกัน และผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนแล้วอย่างแน่นอน
ที่ผ่านมา สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ ในฐานะหน่วยงานฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพให้กับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญวิทยากรจากทั้งภายในและภายนอกกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่เกษียณอายุราชการ มาบรรยายในหลักสูตรฝึกอบรมของสถาบันการต่างประเทศฯ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน
ซึ่งแนวทางการฝึกอบรมดังกล่าวยังคงเป็นประโยชน์อย่างมาก ท่ามกลางบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีความเป็นไปได้สูงว่านักการทูตอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์อุบัติใหม่ที่ไม่คาดฝัน อย่างเช่น เหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศไทยและเมียนมาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 สถานการณ์โรคระบาด อย่างเช่นโควิด-19 หรือเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างเช่น สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งไม่ได้มีคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติที่ตายตัว หากแต่จำเป็นต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเรียนรู้จากคัมภีร์มีชีวิต เพื่อนำแนวปฏิบัติที่ปฏิบัติได้จริงมาแล้วมาประยุกต์ใช้กับบริบทในยุคปัจจุบัน
สถาบันการต่างประเทศฯ จึงได้ดำเนินโครงการถอดบทเรียน “การทูตภาคปฏิบัติ” แบบเฉพาะเจาะจง How to ในภาคสนาม เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2568 เนื่องในวาระครอบรอบ 150 ปี กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ข้าราชการ “รุ่นพี่” ที่เกษียณอายุราชการได้มาถ่ายทอดประสบการณ์ องค์ความรู้ และแนวปฏิบัติที่ได้ลองผิดลองถูกมาแล้วให้กับข้าราชการรุ่นปัจจุบัน โดยเมื่อปี 2568 สถาบันการต่างประเทศฯ ได้จัดกิจกรรมการทูตภาคปฏิบัติทั้งหมด 5 ครั้ง เริ่มจากภาคปฏิบัติด้านการบริหารจัดการทรัพยากรที่สำคัญขององค์กร
ตามหลักการเดินหน้าตามแผนที่และเข็มทิศที่ตั้งไว้ หรือ “MAPS” ที่ย่อมาจากการบริหารทรัพยากรบุคคล (Man Power) ซึ่งเปรียบเสมือน software ที่ต้องหมั่นพัฒนา และปรับปรุงให้ทันสมัย (update) อย่างต่อเนื่อง และเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของทุกองค์กร ต่อมา คือ ทรัพย์สิน (Assets) ซึ่งรวมถึงงบประมาณ และ hardware อย่างสำนักงานในไทยและในต่างประเทศ และเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดจะต้องอาศัยการวางแผน (Planning) อย่างมียุทธศาสตร์ (Strategy) ถึงจะเป็นการบริหารที่มีแผนที่และเข็มทิศอย่างสมบูรณ์
ในการทูตภาคปฏิบัติ ครั้งที่ 1 สถาบันการต่างประเทศฯ ได้เชิญอดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศสายบริหารมาเป็นวิทยากร ได้แก่ นายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ และ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ซึ่งเน้นย้ำว่า การบริหารจัดการให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องเสริมสร้างเครือข่ายและพันธมิตร (Networking and Connections) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาหารือ กล่าวคือ หากมีสถานการณ์ หรือเกิดเหตุการณ์ใด
ก็ตาม นักการทูตพึงต้องทราบทันทีว่าจะต้องยกหูโทรศัพท์คุยกับใคร ยกตัวอย่างเช่น หากเกิดสถานการณ์ตามแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน จะต้องโทรหาใครเพื่อตรวจสอบข้อมูลและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ หรือ หากเกิดภัยพิบัติในต่างประเทศ นักการทูตที่ประจำการอยู่ในประเทศนั้น ๆ จะต้องโทรหาใครเพื่อตรวจสอบข้อมูลว่า มีคนไทยได้รับผลกระทบหรือไม่ หากมีคนไทยได้รับผลกระทบ จะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร เป็นต้น นอกจากนี้ รุ่นพี่สายบริหารทั้งสองยังได้เน้นย้ำเรื่องการยึดมั่นในหลักความโปร่งใส (Transparency) โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ
ต่อมา การถอดบทเรียนการทูตภาคปฏิบัติ ครั้งที่ 2-3 ได้เน้นการปฏิบัติในช่วงสถานการณ์วิกฤต ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 และสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่ต้องอพยพคนไทย ตามลำดับ โดยในการถอดบทเรียนการทูตภาคปฏิบัติช่วงสถานการณ์โรคระบาด ได้มีผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศในช่วงสถานการณ์โควิด-19 คือ นางบุษยา มาทแล็ง อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และ นายชาตรี อรรจนานันท์ อดีตอธิบดีกรมการกงสุล ในขณะนั้น มาเป็นวิทยากรต่อยอดการถอดบทเรียนจากการทูตภาคปฏิบัติ ครั้งที่ 1 โดยขยายแนวปฏิบัติที่ดีไปถึงมิติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ
ในการทำงานและรักษาความปลอดภัยในการประสานงานด้วยการเว้นระยะห่าง รวมทั้งการสื่อสารองค์กรที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ หากนำการถอดบทเรียนดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับยุคปัจจุบัน ก็คือ การยกระดับ (upgrade) ทักษะและเครื่องมือด้านเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับเรื่องการอพยพคนไทย มี นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลี และกรุงเบิร์น และ ร้อยโทสรวุฒิ ปรีดีดิลก อัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ มาถอดบทเรียนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์แบบ one stop service ด้วยการมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ การมองและวิเคราะห์พัฒนาการด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศที่ไปประจำการ รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย ผู้มีบทบาท และผู้เล่นที่สำคัญ อย่างเป็นระบบ การขยันหาข้อมูลเชิงลึกอย่างต่อเนื่องจากทุกแหล่งข่าวในพื้นที่ ทั้งจากหน่วยงานและสื่อท้องถิ่น และการพบหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสถานเอกอัครราชทูตประเทศอื่น เป็นต้น นอกจากนี้ ท่านทูตยังได้เน้นย้ำเรื่องความสามารถในการปรับรูปแบบและวิธีการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละขณะ ซึ่งเห็นได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทโลกปัจจุบัน
สุดท้าย กิจกรรมครั้งที่ 4-5 ได้เน้นการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤต และการสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศ ตามลำดับ โดย นายธฤต จรุงวัฒน์ และ นายกิตติ วะสีนนท์ อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ มาถอดบทเรียนจากการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อทำหน้าที่บูรณาการรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานและร่วมกันกำหนดแนวทางการสื่อสารแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและการเผยแพร่ข้อเท็จจริงเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร (Verifiable Facts and Credibility) นอกจากนี้ ยังมีการถอดบทเรียนเรื่อง การกระจายข้อมูลข่าวสารให้เข้าถึงและตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง (Accessibility and Inclusivity) รวมทั้งการประสานงานระหว่างหน่วยงานไทยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องเพื่อให้สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับการทูตภาคปฏิบัติเรื่องการสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศ นางวิลาวรรณ มังคละธนกุล อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ วาระปี 2566-2570 และ นางจุฬามณี ชาติสุวรรณ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ และอดีตหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยในความตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA) กับสหภาพยุโรป (EU) ได้ถอดบทเรียนการยกระดับให้ประเทศไทย มีบทบาทสำคัญและมีอำนาจต่อรองสูงในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายของไทยให้เข้ากับบริบทโลก กล่าวคือ เหตุใดโลกถึงต้องสนใจนโยบายของไทยในเรื่อง “ก” นโยบายของไทยเรื่อง “ก” ตอบโจทย์โลกอย่างไร และการเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงท่าทีและจุดยืนของไทยในประเด็นต่าง ๆ โดยอาศัยการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของหน่วยงานไทย ในการดำเนินการด้านการต่างประเทศให้ไปในทิศทางเดียวกันแบบ Team Thailand และในเชิงรุกต่อไป
การถอดบทเรียนจากการทูตภาคปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนการ check in ผ่านคัมภีร์มีชีวิต ควบคู่ไปกับการ check in ผ่านคัมภีร์ยุคใหม่อย่าง AI เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบรวมแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของทุกยุคสมัย และจากแหล่งข้อมูลในทุกรูปแบบ เพื่อการเรียนรู้แบบ “learn smart” ให้ทันต่อโลก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดบทเรียน’การทูตภาคปฏิบัติ’ แบบ How to จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องบัวแก้ว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th