โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดบทเรียน'การทูตภาคปฏิบัติ' แบบ How to จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องบัวแก้ว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 15 มี.ค. เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 00.41 น.

ถอดบทเรียน’การทูตภาคปฏิบัติ’ แบบ How to จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องบัวแก้ว

เชื่อว่าหลายคนเคยเผชิญกับเหตุการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งอาจทำให้รู้สึกมืด 8 ด้าน และเกิดการตั้งคำถามว่า ควรไปหาข้อมูลจากไหน หรือหันไปปรึกษาหารือกับใครดี และคงเป็นสิ่งที่ดีหากมีคัมภีร์รวบรวมแนวทางดำเนินการ หรือ How to ในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เราได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นครั้งแรก อาทิ การบริหารจัดการหน่วยงานเป็นครั้งแรก การบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตเป็นครั้งแรก หรือการเป็นผู้แทนหน่วยงานในการประชุมใหญ่สำคัญเป็นครั้งแรก ซึ่งคัมภีร์ในรูปแบบเล่มหนังสือ หรือเว็บไซต์ สามารถถ่ายทอดบทเรียนได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่อาจถ่ายทอดสภาพความเป็นจริง หรืออรรถรสของสถานการณ์ได้ดีเท่าคัมภีร์มีชีวิต ซึ่งก็คือคนที่เคยผ่านสถานการณ์เดียวกัน หรือคล้ายคลึงกัน และผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนแล้วอย่างแน่นอน

ที่ผ่านมา สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ ในฐานะหน่วยงานฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพให้กับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญวิทยากรจากทั้งภายในและภายนอกกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่เกษียณอายุราชการ มาบรรยายในหลักสูตรฝึกอบรมของสถาบันการต่างประเทศฯ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน

ซึ่งแนวทางการฝึกอบรมดังกล่าวยังคงเป็นประโยชน์อย่างมาก ท่ามกลางบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีความเป็นไปได้สูงว่านักการทูตอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์อุบัติใหม่ที่ไม่คาดฝัน อย่างเช่น เหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศไทยและเมียนมาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 สถานการณ์โรคระบาด อย่างเช่นโควิด-19 หรือเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างเช่น สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งไม่ได้มีคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติที่ตายตัว หากแต่จำเป็นต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเรียนรู้จากคัมภีร์มีชีวิต เพื่อนำแนวปฏิบัติที่ปฏิบัติได้จริงมาแล้วมาประยุกต์ใช้กับบริบทในยุคปัจจุบัน

สถาบันการต่างประเทศฯ จึงได้ดำเนินโครงการถอดบทเรียน “การทูตภาคปฏิบัติ” แบบเฉพาะเจาะจง How to ในภาคสนาม เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2568 เนื่องในวาระครอบรอบ 150 ปี กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ข้าราชการ “รุ่นพี่” ที่เกษียณอายุราชการได้มาถ่ายทอดประสบการณ์ องค์ความรู้ และแนวปฏิบัติที่ได้ลองผิดลองถูกมาแล้วให้กับข้าราชการรุ่นปัจจุบัน โดยเมื่อปี 2568 สถาบันการต่างประเทศฯ ได้จัดกิจกรรมการทูตภาคปฏิบัติทั้งหมด 5 ครั้ง เริ่มจากภาคปฏิบัติด้านการบริหารจัดการทรัพยากรที่สำคัญขององค์กร
ตามหลักการเดินหน้าตามแผนที่และเข็มทิศที่ตั้งไว้ หรือ “MAPS” ที่ย่อมาจากการบริหารทรัพยากรบุคคล (Man Power) ซึ่งเปรียบเสมือน software ที่ต้องหมั่นพัฒนา และปรับปรุงให้ทันสมัย (update) อย่างต่อเนื่อง และเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของทุกองค์กร ต่อมา คือ ทรัพย์สิน (Assets) ซึ่งรวมถึงงบประมาณ และ hardware อย่างสำนักงานในไทยและในต่างประเทศ และเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดจะต้องอาศัยการวางแผน (Planning) อย่างมียุทธศาสตร์ (Strategy) ถึงจะเป็นการบริหารที่มีแผนที่และเข็มทิศอย่างสมบูรณ์

ในการทูตภาคปฏิบัติ ครั้งที่ 1 สถาบันการต่างประเทศฯ ได้เชิญอดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศสายบริหารมาเป็นวิทยากร ได้แก่ นายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ และ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ซึ่งเน้นย้ำว่า การบริหารจัดการให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องเสริมสร้างเครือข่ายและพันธมิตร (Networking and Connections) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาหารือ กล่าวคือ หากมีสถานการณ์ หรือเกิดเหตุการณ์ใด
ก็ตาม นักการทูตพึงต้องทราบทันทีว่าจะต้องยกหูโทรศัพท์คุยกับใคร ยกตัวอย่างเช่น หากเกิดสถานการณ์ตามแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน จะต้องโทรหาใครเพื่อตรวจสอบข้อมูลและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ หรือ หากเกิดภัยพิบัติในต่างประเทศ นักการทูตที่ประจำการอยู่ในประเทศนั้น ๆ จะต้องโทรหาใครเพื่อตรวจสอบข้อมูลว่า มีคนไทยได้รับผลกระทบหรือไม่ หากมีคนไทยได้รับผลกระทบ จะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร เป็นต้น นอกจากนี้ รุ่นพี่สายบริหารทั้งสองยังได้เน้นย้ำเรื่องการยึดมั่นในหลักความโปร่งใส (Transparency) โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ

ต่อมา การถอดบทเรียนการทูตภาคปฏิบัติ ครั้งที่ 2-3 ได้เน้นการปฏิบัติในช่วงสถานการณ์วิกฤต ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 และสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่ต้องอพยพคนไทย ตามลำดับ โดยในการถอดบทเรียนการทูตภาคปฏิบัติช่วงสถานการณ์โรคระบาด ได้มีผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศในช่วงสถานการณ์โควิด-19 คือ นางบุษยา มาทแล็ง อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และ นายชาตรี อรรจนานันท์ อดีตอธิบดีกรมการกงสุล ในขณะนั้น มาเป็นวิทยากรต่อยอดการถอดบทเรียนจากการทูตภาคปฏิบัติ ครั้งที่ 1 โดยขยายแนวปฏิบัติที่ดีไปถึงมิติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ

ในการทำงานและรักษาความปลอดภัยในการประสานงานด้วยการเว้นระยะห่าง รวมทั้งการสื่อสารองค์กรที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ หากนำการถอดบทเรียนดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับยุคปัจจุบัน ก็คือ การยกระดับ (upgrade) ทักษะและเครื่องมือด้านเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเรื่องการอพยพคนไทย มี นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลี และกรุงเบิร์น และ ร้อยโทสรวุฒิ ปรีดีดิลก อัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ มาถอดบทเรียนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์แบบ one stop service ด้วยการมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ การมองและวิเคราะห์พัฒนาการด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศที่ไปประจำการ รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย ผู้มีบทบาท และผู้เล่นที่สำคัญ อย่างเป็นระบบ การขยันหาข้อมูลเชิงลึกอย่างต่อเนื่องจากทุกแหล่งข่าวในพื้นที่ ทั้งจากหน่วยงานและสื่อท้องถิ่น และการพบหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสถานเอกอัครราชทูตประเทศอื่น เป็นต้น นอกจากนี้ ท่านทูตยังได้เน้นย้ำเรื่องความสามารถในการปรับรูปแบบและวิธีการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละขณะ ซึ่งเห็นได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทโลกปัจจุบัน

สุดท้าย กิจกรรมครั้งที่ 4-5 ได้เน้นการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤต และการสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศ ตามลำดับ โดย นายธฤต จรุงวัฒน์ และ นายกิตติ วะสีนนท์ อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ มาถอดบทเรียนจากการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อทำหน้าที่บูรณาการรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานและร่วมกันกำหนดแนวทางการสื่อสารแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและการเผยแพร่ข้อเท็จจริงเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร (Verifiable Facts and Credibility) นอกจากนี้ ยังมีการถอดบทเรียนเรื่อง การกระจายข้อมูลข่าวสารให้เข้าถึงและตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง (Accessibility and Inclusivity) รวมทั้งการประสานงานระหว่างหน่วยงานไทยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องเพื่อให้สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับการทูตภาคปฏิบัติเรื่องการสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศ นางวิลาวรรณ มังคละธนกุล อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ วาระปี 2566-2570 และ นางจุฬามณี ชาติสุวรรณ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ และอดีตหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยในความตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA) กับสหภาพยุโรป (EU) ได้ถอดบทเรียนการยกระดับให้ประเทศไทย มีบทบาทสำคัญและมีอำนาจต่อรองสูงในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายของไทยให้เข้ากับบริบทโลก กล่าวคือ เหตุใดโลกถึงต้องสนใจนโยบายของไทยในเรื่อง “ก” นโยบายของไทยเรื่อง “ก” ตอบโจทย์โลกอย่างไร และการเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงท่าทีและจุดยืนของไทยในประเด็นต่าง ๆ โดยอาศัยการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของหน่วยงานไทย ในการดำเนินการด้านการต่างประเทศให้ไปในทิศทางเดียวกันแบบ Team Thailand และในเชิงรุกต่อไป

การถอดบทเรียนจากการทูตภาคปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนการ check in ผ่านคัมภีร์มีชีวิต ควบคู่ไปกับการ check in ผ่านคัมภีร์ยุคใหม่อย่าง AI เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบรวมแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของทุกยุคสมัย และจากแหล่งข้อมูลในทุกรูปแบบ เพื่อการเรียนรู้แบบ “learn smart” ให้ทันต่อโลก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดบทเรียน’การทูตภาคปฏิบัติ’ แบบ How to จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องบัวแก้ว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...