โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศ.เอนก ชูบทบาทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิถีไทย บูรณาการทุนวัฒนธรรมยกระดับงานวิจัยสู่สากล

MATICHON ONLINE

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศ.เอนก ชูบทบาทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิถีไทย บูรณาการทุนวัฒนธรรมยกระดับงานวิจัยสู่สากล

ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัย ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดการอบรมหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระยะ 2 (The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II: RUSH) ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีบุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศเข้าร่วมการอบรมกว่า 41 คน

การอบรมในครั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในบริบทไทย: จากรากฐานตะวันตกสู่การสร้างสรรค์ทฤษฎีของเราเอง” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และส่งเสริมการขยายผลให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ดร.เอนก กล่าวว่าการศึกษาวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากองค์ความรู้ของประเทศในโลกตะวันตก ซึ่งช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยต้องยอมรับว่าศาสตร์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การยึดถือแนวคิดที่มีตะวันตกเป็นศูนย์กลางก็นำมาซึ่งข้อจำกัดและกับดักทางความคิดหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริบทของสังคมไทยที่มีความเฉพาะตัวสูง

ประการแรก คือกับดักความเป็นสากลและทัศนคติเชิงเปรียบเทียบ เนื่องจากทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ของตะวันตกมักสร้างภาพจำว่าแนวทางของตนเป็น“มาตรฐานสากล” และเป็นหมุดหมายที่โลกทั้งใบต้องเดินตาม ส่งผลให้เกิดอคติในการมองว่าวิถีของตะวันตกคือ“ความก้าวหน้า” และมองวัฒนธรรมอื่นที่แตกต่างออกไปเป็น “ความล้าหลัง” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ศาสตร์ตะวันออกหลายอย่างมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและมีความก้าวหน้าในมิติของความเป็นมนุษย์ที่หากใช้เลนส์สายตาของชาวตะวันตกอาจมองไม่เห็น

ประการที่สอง คือช่องว่างระหว่างทฤษฎีและพฤติกรรมจริงในสังคมไทย กล่าวคือ นักวิจัยไทยมักเผชิญกับสภาวะที่ทฤษฎีตะวันตกไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมจริงในสังคมไทยได้ทั้งหมด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือหลักการบริหารระบบราชการของ แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน หลักการดังกล่าวอธิบายถึงการบริหารงานภาครัฐและองค์กรด้วยความไร้ตัวตน หรือ Impersonalization ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติงานตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยปราศจากอคติส่วนตัว ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ หรืออารมณ์ความรู้สึก เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ความโปร่งใส และประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารระบบราชการ แต่บริบทของสังคมไทยให้ความสำคัญกับ “ตัวบุคคล” การศึกษาวิจัยในการขับเคลื่อนและการบริหารงานในสังคมไทยจึงต้องอาศัยความเข้าใจในมิติของสายสัมพันธ์ทางสังคมและความเอาใจใส่ต่อกันระหว่างบุคคลด้วย

ปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ ยังได้มีการนำเสนอแง่มุมใหม่ของ “ระบบอุปถัมภ์เชิงสร้างสรรค์” ที่ประกอบด้วยคุณธรรมและความใส่ใจ โดยมองว่าระบบอุปถัมภ์ต้องไม่เป็นไปเพื่อรักษาสถานะเดิม แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ผู้บังคับบัญชาควรต้องเอาใจใส่ดูแลความเจริญก้าวหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่เพียงการสั่งการตามหน้าที่เท่านั้น ขณะเดียวกัน การยกย่องให้เกียรติผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้ ถือเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนในสังคมไทย

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ดร.เอนก ได้ยกกรณีศึกษา “ราชูปถัมภ์” ให้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วัฒนธรรมไทยนำทางศาสตร์สมัยใหม่ กล่าวคือประเทศไทยมีความร่วมมือทางวิชาการกับ เซิร์น (The European Organization for Nuclear Research: CERN) มาอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นด้วยพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการอุปถัมภ์นักวิทยาศาสตร์ ด้วยทรงมีพระราชดําริและทรงเล็งเห็นว่า หากนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีโอกาสทํางานวิจัยร่วมกับเซิร์น ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงชั้นนําระดับโลก ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเป็นอันมาก นับเป็นการใช้ระบบอุปถัมภ์แบบไทยในการขยายโอกาสให้กับนักวิจัยไทยสามารถเข้าสู่โครงการวิจัยระดับโลกได้อย่างแยบคาย

สำหรับการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย ดร.เอนก ให้มุมมองว่าสังคมไทยมีจุดแข็งคือความใจกว้างและการให้โอกาสคนทุกระดับโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานะเดิม สะท้อนจากบุคคลสำคัญในระดับรัฐมนตรี องคมนตรี หรือประธานศาลฎีกา ที่หลายท่านมีภูมิหลังมาจากครอบครัวที่ยากจนและมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม งานวิจัยไทยจึงควรขยายขอบเขตจากการศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้ำไปสู่การศึกษาการเลื่อนชั้นทางสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนในชาติ

ดร.เอนก กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการพัฒนางานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ยุคใหม่ของไทย คือการก้าวข้ามข้อจำกัดของทฤษฎีตะวันตกที่เน้นความเป็นสากลแบบเชิงเดี่ยว และมุ่งเน้นที่การสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่เท่าทันต่อพฤติกรรมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อกลไกอุปถัมภ์ที่ประกอบด้วยคุณธรรมและความใส่ใจ ให้กลายเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเกื้อหนุนให้เกิดการก้าวกระโดดทางนวัตกรรมและวิชาการในระดับสากลได้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศ.เอนก ชูบทบาทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิถีไทย บูรณาการทุนวัฒนธรรมยกระดับงานวิจัยสู่สากล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...