โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

มติเอกฉันท์! “โสภณ” ชนะเลือกตั้ง 289 เสียง นั่งเก้าอี้ประธานสภาฯ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 15 มี.ค. เวลา 06.24 น.

มติเอกฉันท์! “โสภณ” ชนะเลือกตั้ง 289 เสียง นั่งเก้าอี้ประธานสภาฯ - ขณะที่ สส.ประท้วงวุ่น ปมสมาชิกลงคะแนนหลังบัตร ขอประธานวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐาน

วันที่ 15 มี.ค. 2569 นายวรวงศ์ วรปัญญา สส.จังหวัดลพบถรี พรรคเพื่อไทย เริ่มขานคะแนนผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ หลังมีการลงคะแนนเป็นการลับ โดยมีผู้ถูกเสนอชื่อ 2 คน คือ 1.นายโสภณ ซารัมย์ สส.จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และ 2.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด 498 คน และมีผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ 496 คน

สำหรับผลการลงคะแนนเลือกประธานสภาฯ ในวันนี้ ผู้ที่ได้รับคะแนนมากที่สุดและได้ดำรงตำแหน่งประธานสภา คือ นายโสภณ ซารัมย์ ด้วยคะแนน 289 คะแนน

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้รับ 123 คะแนน และมีผู้งดออกเสียง จำนวน 80 คะแนน ทั้งนี้ยังมีบัตรเสียอีกจำนวน 5 ใบ

อย่างไรก็ตาม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นท้วงติงภายหลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น ว่า เนื่องจากเราเป็นองค์กรนิติบัญญัติ ในส่วนของบัตรเสียซึ่งตัวเลขมีอยู่ทั้งหมด 5 ใบ ในกรณีของการเขียนบนซองตนคิดว่าชัดเจนว่าไม่สะท้อนเจตจำนงในการลงคะแนน แต่อีก 3 ใบ เป็นการลงคะแนนที่บัตรลงคะแนน ซึ่งจากที่ฟังดูคร่าวๆ บางบัตรอาจมีการลงที่หลังบัตรหรือมีการเขียนตัวเลขไม่ชัด ตนจึงขอให้สภาเราสร้างบรรทัดฐานได้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่องค์กรต่างๆ ที่จัดการเลือกตั้ง ว่าให้ประประธานวินิจฉัยโดยใช้เกณฑ์ที่นายวรวงศ์ ใช้คำว่าเจตจำนง โดยจะให้ประธานวินิจฉัยได้หรือไม่ว่า ควรเคารพในเจตจำนงนั้นและถือเป็นคะแนนของผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ อย่างน้อยที่สุดนี่คือการเปิดเผยการทบทวนกระบวนการต่างๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้เป็นประโยชน์ที่สุดต่อประชาชน และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ทุกองค์กรที่ดำเนินการการเลือกตั้ง จึงจะขออนุญาตประธานที่ประชุมให้ช่วยตรวจสอบกรณีการเขียนคะแนนลงบนซองว่าตกลงแล้วเป็นบัตรเสียจริงหรือไม่ หากเอาเจตจำนงจะถือเป็นบัตรดี ตนมองว่าผลการลงมติไม่เปลี่ยน แต่จะได้เป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไป

ด้าน นายวรวงศ์ เผยว่า จากมติคณะกรรมการก่อนที่เราจะมีการนับคะแนนได้มีการตกลงกันว่าให้มีการใช้คำว่า “เจตจำนง“ เพื่อนสมาชิกได้มีการแสดงเจตจำนงในการลงคะแนน แต่จากการตรวจสอบแล้วเห็นได้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง การแสดงเจตจำนงในการที่แสดงตัวเลขหรืองดออกเสียง มีความประสงค์จะไม่ลงคะแนน แต่มีการลงคะแนนที่หลังบัตร พวกเรามีมติเห็นว่าเป็นบัตรเสีย ทุกคนผ่านการเลือกตั้งมาแล้วตนคิดว่าการแสดงเจตจำนงผิดหน้ากระดาษถือเป็นบัตรเสีย

ส่วนอีกกรณี เราไม่สามารถตีความได้ว่าจะเป็นเบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 แม้จะบอกว่ามีเจตจำนงที่จะแสดงออกหรือเป็นเบอร์ไหน แต่หากให้ผู้ที่ประสงค์ลงคะแนนหรือเจ้าของบัตรมาบอกจะไม่เป็นการลงคะแนนลับ ตนเข้าใจว่าปัจจุบันนายไพโรจน์ ปฎิบัติหน้าที่ในฐานะประธานชั่วคราว แต่ต้องเป็นผู้วินิจฉัย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในอนาคต หรือแม้แต่ในสภาชุดหน้าหรือหากมีการเลือกตั้งประธานสภาหรือรองประธานสภาก็ต้องมีการเตรียมกระดาษไว้หรือไม่ ว่ามีเบอร์ไหนบ้าง เพราะสมาชิกหลายคนไม่ถนัดเขียนอาจกากบาทแทน

ขระที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ลุกขึ้นประท้วงว่า ประชาชนไม่สบายใจว่าพวกเรา สส.มีเงินเดือนกินประมาณคนละ 113,560 บาท ทำไมต้องเอาภาษีประชาชนมาเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับ สส. และจากการที่ที่ตนได้ไปเสาะหาข้อมูล สส. ของประเทศอื่นๆพบว่า สส. เขาซื้ออาหารกินเอง หากประธานสภาตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องประชาชนจะยอมรับมากขึ้น และวันนี้เรามีผู้ช่วย สส. 8 คน ตนดูแล้วหลายประเทศมีผู้ช่วย สส. เพียง 1-3 คน ประชาชนอาจมองว่าเราใช้จ่ายงบประมาณฟุ่มเฟือยมากเกินไป และยิ่งทราบว่ามีการเพิ่มเงินเดือน จากเดิม 15,000 บาทเป็น 18,000 บาท หากเราลดผู้ช่วย สส. เหลือ 3 คน เราจะประหยัดงบประมาณปีละ 540 ล้านบาท และอีกประเด็นคือเรื่องของกองทุนบำนาญ สส.ซึ่งอยากฝากประธานสภาคนใหม่ได้โปรดพิจารณา เพราะจะกินภาษีของประชาชน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...