การ์ตูน มังงะ หรือนิยาย การอ่านที่ดี ไม่ต้องซีเรียสจริงจังเสมอไป เพราะการอ่านคือพื้นที่ปลอดภัย ที่ชวนเราสำรวจโลกทั้งใบ ไม่ว่าอ่านอะไรก็ตาม
ในโลกที่เรามักตัดสินทัศนคติกันจากหนังสือเพียงเล่มเดียว หรือวัดสติปัญญาจากความหนาของตำราบนชั้น หลายคนจึงกดดันตัวเองให้ต้องอ่านแต่หนังสือวิชาการ จิตวิทยา หรือแนวพัฒนาตนเองเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้ว สมองของเราไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบขนาดนั้น
แล้วจะผิดไหม? ถ้าเราไม่ค่อยได้อ่านหนังสือประเภทนั้น แต่กลับมีความสุขกับการอ่านการ์ตูน มังงะสืบสวน หรือนิยาย ท่ามกลางความกดดันรอบตัวและความกังวลลึกๆ ว่าเราจะไม่ได้ความรู้อะไรเลยจากการอ่านหนังสือประเภทนี้
Thairath Plus จะพาไปปลดล็อกความรู้สึก(ที่ไม่)ผิด และพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘การอ่าน’ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเก่งขึ้นได้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหนก็ตาม และถ้าหนังสือเล่มนั้นอ่านแล้วไม่สนุก เพียงแค่เราปิดแล้ววางมันลงไป…เท่านั้นก็พอ
พลังแห่งจินตนาการและการจำลองภาพในสมอง
การอ่านทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องจำลองภาพในใจ’ (Mental Simulator) ที่ทรงพลังมาก งานวิจัยจาก Emory University พบว่า การอ่าน ‘นิยาย’ ช่วยกระตุ้นการเชื่อมต่อของสมองส่วน Left Temporal Cortex ที่ดูแลเรื่องภาษา และส่วน Primary Sensorimotor Region ที่ประมวลผลการตอบสนองทางกายภาพ
เมื่อเราอ่านฉากที่ตัวละครกำลังวิ่งหรือสัมผัสสิ่งของ สมองจะทำงานเสมือนว่าเรากำลังทำสิ่งนั้นจริงๆ จินตนาการจากการอ่านจึงไม่ใช่แค่ภาพฝัน แต่มันคือการที่สมองได้ ‘ฝึกซ้อม’ ประสบการณ์ผ่านตัวอักษร ส่งผลให้ผู้อ่านมีทักษะการแก้ปัญหาและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) สูงกว่าปกติ
หลายคนมักมองว่าการอ่านการ์ตูน มังงะ หรือนิยายมีไว้เพื่อความสนุกเท่านั้น แต่จากงานวิจัยด้านจิตวิทยาและการเรียนรู้ของ Cunningham และ Stanovich (1998) เรื่อง ‘What Reading Does for the Mind’ กลับพบสิ่งที่น่าสนใจว่า การอ่านการ์ตูนมีส่วนช่วยพัฒนาคลังคำศัพท์และทักษะการคิด งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าหนังสือการ์ตูนมีสัดส่วนของ ‘คำศัพท์เฉพาะ’ หรือคำที่มีความซับซ้อนสูงกว่าภาษาที่ใช้ในการสื่อสารทั่วไปของคนที่เป็นผู้ใหญ่ถึง 20%
นั่นหมายความว่า การอ่านโดเรม่อนหรือโคนัน อาจทำให้เราได้เจอกับคำศัพท์ที่เฉพาะทางหรือมีความเป็นวิชาการ มากกว่าการนั่งฟังคนคุยกันหรือการดูโทรทัศน์เสียอีก
นอกจากนี้ การที่สมองต้องประมวลผลทั้งภาพและบทสนทนาไปพร้อมกัน ยังเป็นการฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงภาพและตรรกะเหตุผลไปในตัว การอ่านหนังสือการ์ตูนจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายขอบเขตความรู้และทักษะทางภาษาให้กว้างไกลกว่าการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป
สมองของนักอ่าน vs ผู้ที่ไม่อ่านอะไรเลย
ความแตกต่างระหว่างสมองของคนที่อ่านหนังสือเป็นประจำกับคนที่ไม่ค่อยอ่านนั้นชัดเจนมาก งานวิจัยด้านประสาทวิทยาชี้ให้เห็นว่า การอ่านช่วยเพิ่มความหนาแน่นของ White Matter ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างสมองส่วนต่างๆ คนที่อ่านหนังสือเป็นประจำจะมีระบบการทำงานของสมองที่ยืดหยุ่นกว่า ช่วยชะลอความเสื่อมของความจำ (Cognitive Decline) เมื่ออายุมากขึ้น ในขณะที่คนที่ไม่ค่อยอ่านอะไรเลย มักจะมีความสามารถในการโฟกัสระยะยาวต่ำกว่า และกระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะจะพัฒนาได้ช้ากว่า เพราะขาดการกระตุ้นที่ซับซ้อน
นอกจากนี้ การอ่านยังส่งผลโดยตรงต่อทักษะการควบคุมสมาธิและการต้านทานสิ่งเร้า ในโลกยุคดิจิทัล ที่การรับข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียทำให้สมองคุ้นชินกับการกวาดสายตาแบบฉาบฉวย แต่การอ่านหนังสือกลับเป็นการฝึกทักษะการจดจ่อในแนวดิ่งหรือ Deep Attention ซึ่งช่วยให้สมองสร้างความสามารถในการทำงานที่ต้องใช้สมาธิต่อเนื่องได้ดีขึ้น
งานวิจัยจาก Rush University Medical Center ยังย้ำเตือนว่า ผู้ที่อ่านหนังสือเป็นนิสัยมาตลอดชีวิต จะมีอัตราการเสื่อมของความจำช้ากว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือถึง 32% เนื่องจากสมองได้สร้าง ‘คลังสำรองทางปัญญา’ ไว้เป็นเกราะป้องกันโรคสมองเสื่อมตามวัย ในขณะที่สมองของผู้ที่ขาดการกระตุ้นจากการอ่าน มักจะมีกระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะที่พัฒนาได้ช้า และสูญเสียความสามารถในการโฟกัสไปตามสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวนได้ง่ายกว่า
ทำไมการอ่านหนังสือหลายแนวถึงดีกว่า?
การอ่านหนังสือหรือการจดจ่ออยู่กับแนวเดียวอาจทำให้เรารู้เฉพาะทาง แต่การ ‘อ่านให้หลากหลาย’ คือปูพื้นฐานความฉลาดรอบด้าน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Psychological Science ระบุว่าการรับข้อมูลที่หลากหลายช่วยพัฒนา Cognitive Flexibility หรือความยืดหยุ่นทางสติปัญญา ทำให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ดีขึ้น
กลไกนี้เกิดขึ้นเพราะเนื้อหาแต่ละประเภทช่วยกระตุ้นสมองคนละส่วนกัน การอ่านการ์ตูนช่วยเสริมสร้างคลังคำศัพท์ที่แปลกใหม่และพัฒนาระบบการประมวลผลผ่านรูปภาพประกอบ การอ่านข่าวหรือบทความสารคดีช่วยพัฒนาด้านตรรกะและการคิดวิเคราะห์บนพื้นฐานของความเป็นจริง ในขณะที่การอ่านนิยายจะเข้าไปกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
การอ่านคละแนวกันจึงเป็นการสร้างสมดุลให้สมองทุกส่วนทำงานสอดประสานกันอย่างทั่วถึง ช่วยลดความล้าจากการรับข้อมูลในรูปแบบเดิมๆ และทำให้เรากลายเป็นผู้สำรวจโลกที่มีมุมมองกว้างไกล ผ่านตัวหนังสือ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน
กฎของการอ่าน ถ้าไม่สนุกก็แค่ ‘วางมันลง’
‘รู้สึกแย่ที่อ่านหนังสือที่ซื้อมาไม่จบเล่ม’ นักอ่านหลายคนคงเคยมีความรู้สึกนี้แวบเข้ามาในใจ และนี่คือหนึ่งในอุปสรรคที่ทำให้ใครหลายคนเลิกอ่านหนังสือ นั่นคือ ‘ความรู้สึกผิด’ เมื่ออ่านไม่จบ แต่ในทางจิตวิทยา การฝืนอ่านหนังสือที่ไม่ถูกจริต จะทำให้เกิด Cognitive Fatigue หรือภาวะล้าทางสติปัญญา และเปลี่ยนการอ่านที่ควรจะเสริมสร้างสมองให้กลายเป็นความเครียดแทนได้
นักเขียนและนักส่งเสริมการอ่านระดับโลกอย่าง Daniel Pennac ได้ระบุไว้ใน ‘สิทธิของนักอ่าน’ (The right not to finish a book) ว่า ‘เรามีสิทธิที่จะอ่านไม่จบ เพราะเป้าหมายของการอ่านคือการจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่การทำภารกิจให้สำเร็จตามหน้าที่’
และหากเสียดายหนังสือที่ซื้อมา แทนที่จะปล่อยให้ฝุ่นจับ การนำไปส่งต่อในแพลตฟอร์มออนไลน์ (เช่น X, Shopee, Lazada, Reshelf หรือกลุ่มส่งต่อหนังสือใน Facebook) นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนเล่มที่ไม่ใช่ให้กลายเป็นทุนเพื่อซื้อเล่มใหม่ที่ ‘ใช่’ กว่าเดิม ยังเป็นการสร้าง Circular Economy ในวงการหนังสือ ทำให้ความรู้และจินตนาการถูกส่งต่อไปยังคนที่ต้องการมันจริงๆ และทำให้หนังสือเหล่านั้นได้กลับขึ้นไปอวดโฉมบนชั้นวางอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว การอ่านคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเก่งขึ้นในทุกเรื่อง ไม่ว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็นวรรณกรรมระดับโลก หรือการ์ตูนเล่มโปรดในวัยเด็ก ทุกตัวอักษรที่เราอ่านล้วนมีส่วนช่วยเสริมสร้างสติปัญญาและจินตนาการให้สมองทั้งสิ้น
อย่าปล่อยให้ความคาดหวังจากสังคมหรือความกดดันส่วนตัว มาพรากความสุขในการอ่านไปจากเรา เหมือนที่ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า ‘จงอ่านในสิ่งเรารัก จนกระทั่งเรารักการอ่าน’ เพราะในโลกของการอ่าน เพียงแค่เราอนุญาตให้ตัวเองได้ ‘เริ่มอ่าน’ ไม่ว่าบทสรุปของเล่มนั้นจะเป็นอย่างไร จะอ่านจบหรือไม่ แต่วินาทีที่เราเปิดอ่านขึ้นมา การสำรวจโลกกว้างผ่านตัวอักษรก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
อ้างอิง
Short- and Long-Term Effects of a Novel on Connectivity in the Brain
The development of cognitive flexibility and its implications for mental health disorders
บทความต้นฉบับได้ที่ : การ์ตูน มังงะ หรือนิยาย การอ่านที่ดี ไม่ต้องซีเรียสจริงจังเสมอไป เพราะการอ่านคือพื้นที่ปลอดภัย ที่ชวนเราสำรวจโลกทั้งใบ ไม่ว่าอ่านอะไรก็ตาม
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ลุยดำน้ำ ปีนขึ้นเขา นั่งหน้าเตาผิง เมื่อการ ‘ถอดสูท-ปลดไท’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนรอย 5 ปรากฏการณ์ผู้นำโลก กับเหล่าปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ สู้วิกฤตสิ่งแวดล้อมจนโลกต้องจารึก
- เมื่อ Smart City เริ่มที่ พื้นดิน ทำไมการนำสายไฟฟ้าลงดิน ถึงไม่ใช่แค่เรื่องของทัศนียภาพ? แต่คือการคืนศักยภาพให้กับเมือง
- ‘แม้สติปัญญาจะคงที่ แต่ศักยภาพที่ดึงออกมาใช้ กลับเปลี่ยนไปในแต่ละวัน’ แล้วเราจะรับมืออย่างไร ในวันที่สมองเราอ่อนล้า?
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath