เช็กหุ้นรับเหมาฯ ดีเซลขึ้นแรง กระทบแค่ไหน?
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - บล.กสิกรไทย ระบุว่า คาดว่าผลกระทบต่อผู้รับเหมางานโยธารายใหญ่จะมีจำกัด ขณะที่ผู้รับเหมางานตอกเสาเข็มมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า ตามแนวทางของบริษัท CK และ STECON มีความเสี่ยงต่ำ โดยต้นทุนน้ำมันคิดเป็นเพียงประมาณ 1% ของต้นทุนขาย (COGS) เนื่องจากประมาณ 70% ของงานโครงการทั้งหมดมีการจ้างผู้รับเหมาช่วง นอกจากนี้ โครงการภาครัฐบางส่วนใน Backlog มีการใช้กลไก K-Factor ซึ่งภาครัฐจะชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของน้ำมันและวัสดุเมื่อเทียบกับระดับต้นทุน ณ จุดเริ่มต้นโครงการ
สำหรับ PYLON และ SEAFCO มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงกว่าที่ประมาณ 5% ของ COGS เนื่องจากไม่ได้พึ่งพาผู้รับเหมาช่วง และไม่ได้รับประโยชน์จากกลไก K-Factor เราประเมินว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลทุก ๆ 10% จะส่งผลกระทบต่อกำไรปกติของ CK STECON SEAFCO และ PYLON ที่ 1.9% 1.9% 3.1% และ 2.1% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เราอาจยังไม่เห็นผลกระทบต่อกำไรปกติไตรมาส 2/2569 โดยผลกระทบจะมาช้ากว่า เนื่องจากผู้รับเหมามักรับรู้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ตลอดโครงการ และจะปรับใกล้ช่วงสิ้นสุดโครงการ
**แนวโน้ม Backlog ใหม่
เราคาดว่า STECON และ PYLON จะได้ Backlog มากกว่า CK และ SEAFCO ในปีนี้ จากทั้งโครงการภาครัฐและภาคเอกชน ขณะที่การแข่งขันระหว่างผู้รับเหมาลดลงหลังจากผู้รับเหมางานโยธาและงานตอกเสาเข็มหลายรายออกจากตลาด สำหรับโครงการภาครัฐ เราคาดว่า CK และ STECON จะได้งานอย่างน้อย 6.5 หมื่น ลบ. และ 5.2 หมื่น ลบ. ตามลำดับในปีนี้ โดยอิงจากไทม์ไลน์การประมูลของภาครัฐและส่วนแบ่งการตลาดในอดีต ในฝั่งภาคเอกชน การเติบโตจะนำโดยโครงการศูนย์ข้อมูล โดยอิงจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ในเชิง YTD การอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ YoY เป็น 9.6 หมื่น ลบ. เราคาดว่า STECON SEAFCO และ PYLON จะได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ในโครงการศูนย์ข้อมูลและตำแหน่งทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจนี้ ขณะที่ CK ยังคงเน้นโครงการภาครัฐเป็นหลัก