โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดผลสำรวจครอบครัวไทยขอให้คงกฎหมายห้ามขาย-นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า หลังพบเด็ก เยาวชนเข้าถึงง่ายและเร็ว

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

วันนี้( 3 เม.ย.)ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ – เครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่ ร่วมกับศูนย์พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการควบคุมยาสูบ (พศย.) มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม กลุ่มละครรณรงค์เพื่อการเรียนรู้ทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์ เครือข่ายส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์และวันครอบครัว ประจำปี 2569 “ครอบครัวปลอดภัย สงกรานต์สาดใจ ไม่สาดควัน” โดยมีการเสวนา “ภัยเงียบควันบุหรี่ไฟฟ้าในบ้าน ผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กและเยาวชน” พร้อมเปิดผลสำรวจ “เสียงครอบครัวไทยต่อการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าและสารเสพติดใหม่”

นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ประธานเครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เปิดเผยว่าจากการสำรวจเสียงครอบครัวไทยต่อการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าและสารเสพติดใหม่ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 – วันที่ 25 มกราคม 2569 ในกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 2,037 คน พบว่า กว่า 97.9% เห็นว่าเด็กและเยาวชนเผชิญความเสี่ยงต่อบุหรี่ไฟฟ้าเร็วขึ้นกว่าอดีต และไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา 98% มองว่าเด็กและเยาวชนเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย โดยผู้ปกครอง 99.1% มีความกังวลมากเกี่ยวกับสารเสพติดรูปแบบใหม่ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้า กัญชา พอตกัญชา เยลลี่ ขนม เครื่องดื่ม นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่าง 83.5% เห็นว่าโฆษณาสื่อออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ มีอิทธิพลชักจูงเด็กเยาวชนให้ใช้บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า แม้ว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่จะรับมือไหว แต่ 31.5% ก็ยังไม่มั่นใจที่จะพูดคุยหรือแนะนำลูกหลานหากมีพฤติกรรมเสี่ยง อาจเป็นเพราะไม่รู้ว่าจะคุยอย่างไร ยังไม่มีความพร้อมกับการรับมือความเสี่ยงนี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่าง 86.5% รู้ว่าการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย แต่ 41.1% หรือเกือบครึ่งหนึ่งยังมองว่าการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันไม่สามารถคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าและสารเสพติดได้ ในขณะที่ 59.9% ไม่มั่นใจต่อการควบคุมตลาดออนไลน์ซึ่งเป็นภัยใกล้ตัวเด็กมากที่สุด จึงยืนยันว่าควรมีการแบนบุหรี่ไฟฟ้า

จากผลสำรวจดังกล่าว จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1.ยืนยันให้มีการแบนบุหรี่ไฟฟ้า ห้ามนำเข้า และตัดวงจรการขายออนไลน์ให้ได้ 2.ปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษ 3.โรงเรียน ชุมชนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ควรได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ สอดส่อง กวาดล้างจุดจำหน่าย หากพบเด็กที่มีความเสี่ยง ก็ส่งช่วยเหลือแทนการไล่ออก 4.ให้ความรู้กับครอบครัวเรื่องพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า และวิธีการรับมือการสื่อสารเชิงบวกกับเด็ก เพิ่มหลักสูตรในระบบการศึกษา ในขณะเดียวกันครอบครัวก็ต้องพึ่งพาตัวเอง อย่ารอหน่วยงาน อย่ารอกฎหมาย โดยสามารถร่วมกันเป็นเครือข่าย ช่วยกันในระดับโรงเรียน ชุมชน เพื่อเฝ้าระวังและมีข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี เครือข่ายพยายามออกมาส่งเสียงถึงผู้ที่ยังสูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ ว่าไม่ควรนำเอาควันบุหรี่ไฟฟ้าไปฝากคนที่รัก ซึ่งคือคนที่ตั้งหน้าตั้งตารอการกลับมาของลูกหลาน ของคนในครอบครัว และทางที่ดีควรถือโอกาสนี้ตั้งใจ ไปบอกข่าวดีกับคนที่เราจะกลับไปหาว่า สงกรานต์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการลด ละ และเลิกมันให้ได้เพื่อเป็นของขวัญให้ตัวเองและทุก ๆ คน” นางฐาณิชชา กล่าว

รศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า บุหรี่กับบุหรี่ไฟฟ้าจะมีนิโคตินที่ทำให้เกิดการเสพติด กระตุ้นสมองส่วนที่ทำให้เกิดการเสพติด ถ้าขาดการกระตุ้นก็จะรู้สึกอยากยา ซึ่งข้อมูลในเด็กหากถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ จะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิด วิเคราะห์ การมีเหตุผล ส่วนหากได้รับการกระตุ้นซ้ำ ๆ จะทำให้สมองเกิดการจดจำและอยากใช้สารเสพติดตอนโตหรือไม่นั้น ยังเป็นคำถามและต้องมีการศึกษาต่อไป แต่ที่แน่ ๆ มีข้อมูลยืนยันชัดว่า หากเด็กเห็นภาพคนในครอบครัวสูบบุหรี่สม่ำเสมอ จะทำให้เกิดการเลียนแบบ นอกจากนี้บุหรี่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายระบบ เช่น ควันหรือไอระเหยบุหรี่ กระตุ้นการแพ้ของทางเดินหายใจ ทำลายเนื้อเยื่อปอด และสามารถเข้าสู่หลอดเลือดได้ ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ หากได้รับผลกระทบจากสิ่งเหล่านี้แล้ว หากสามารถหยุดรับสารอันตรายจากบุหรี่ได้ ก็สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ดังนั้นจึงอยากขอให้ผู้ใหญ่ในบ้าน พ่อ แม่ ซึ่งพื้นฐานมีความรักลูกอยู่แล้ว ขอให้เลิกบุหรี่ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ลูกหลานมีสุขภาพที่ดีขึ้น

ด้านนายกฤชนนท์ จิตรเจริญพร แกนนำพ่อไร้ควัน โครงการครอบครัวปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า กล่าวว่า เนื่องจากตอนเด็ก ๆ ตนเห็นพ่อสูบบุหรี่ ดื่มเหล้ามาตลอด เลยอยากสูบตาม โดยขโมยบุหรี่พ่อมาสูบตอน ม.3 และสูบมาเรื่อย ๆ จนสูบหนักขึ้นวันละหลายมวนต่อวัน จนถึงวัยทำงาน สังเกตว่าสุขภาพเริ่มมีปัญหา เหนื่อยง่ายมาก ประกอบกับมีภรรยา มีลูก จึงอยากเลิกบุหรี่ โดยศึกษาข้อมูลวิธีการเองทางเว็บไซต์แต่ก็เลิกไม่ได้ จนได้เข้าร่วมโครงการ สสส. ทำให้ได้ข้อมูลการเลิกอย่างถูกต้อง รู้วิธีทดแทนเวลาอยากสูบ เช่น กินลูกอม ดื่มชา รวมถึงทำให้รู้วิธีคำนวณความคุ้มค่า หากไม่สูบบุหรี่จะทำให้มีเงินไปทำประโยชน์อย่างอื่นแก่ครอบครัวมากขึ้น

“จนถึงตอนนี้ ตนสามารถเลิกสูบได้อย่างเด็ดขาดมากกว่า 6 เดือนแล้ว รู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น เห็นได้จากเวลาที่พาลูก ๆ ไปห้างสรรพสินค้า ก็สามารถอุ้มลูกเดินเที่ยวได้ จากที่ก่อนหน้านี้เวลาอุ้มลูกมีน้อยเพราะเหนื่อย ต้องใช้รถเข็นตลอด ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น จากเดิมตนไม่กล้าเข้าไปใกล้หรือกอดลูก เพราะกลัวเอากลิ่นและสารจากบุหรี่ไปติดลูก ตอนนี้สามารถอยู่ใกล้ กอดหอมกันได้อย่างสบายใจ จึงอยากชวนคนที่ยังสูบอยู่ให้เลิกสูบ เพราะทำให้สุขภาพดีขึ้น ความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวดีขึ้น และมีเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น”นายกฤชนนท์ กล่าว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...