โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้รับเหมาวิกฤต! ต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่ง จ่อหยุดงาน-ทิ้งงาน

NATIONTV

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

3 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา นางลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) โพสต์ข้อความ “หยุดงาน ทิ้งงาน หรือ ไปต่อแล้วตายเอาดาบหน้า !! …. เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนทุกคนตั้งคำถามในวันนี้ที่

- น้ำมันดีเซลขึ้นไปแล้ว 14.30 บาทต่อลิตร (เทียบราคาวันที่ 1 มีนาคม กับวันที่ 2 เมษายน) ทำให้สินค้าวัสดุก่อสร้างทุกชนิดปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยยะสำคัญ

ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายก***สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA)

- ราคายางมะตอยและ asphalt concrete ปรับขึ้นกว่า 1.5 เท่า

- ราคาเหล็กเส้น ปรับขึ้นอย่างน้อย 4.5 บาทต่อกิโลกรัม ไม่รวมค่าขนส่งและในราคานี้ไม่มีของ

- ราคาปูนซีเมนต์ผสมเสร็จ ปรับขึ้นคิวละ 300-450 บาท และ CPAC ให้ข้อมูลว่าทุกๆ 1 บาทที่น้ำมันขึ้นราคา ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น 40 บาทต่อคิว และยังไม่มีทีท่าจะหยุด หากน้ำมันปรับขึ้นต่อ

- ราคาขนส่ง รถเทรเลอร์ 30 ตัน ที่ supplier บางรายแจ้งขอขึ้นราคาอีก 30,000 บาทต่อเที่ยวในกรุงเทพฯ และสูงสุด 78,000 บาทต่อเที่ยวเมื่อส่งไปภาคใต้ หากส่งไปสมุยจะเพิ่มขึ้นเป็น 90,000 บาทต่อเที่ยว

- ยังไม่นับรวมวัสดุก่อสร้างอื่นๆที่ทยอยปรับราคาขึ้นอย่างน้อย 15%

- Suppliers มีปัญหาในการหารถขนส่งสินค้า และหาวัตถุดิบในการผลิตสินค้าทำให้ไม่สามารถส่งของได้ตามกำหนด

- และอื่นๆอีกมากมายที่กำลังจะตามมา

เหตุผลหลักที่ต้องพิจารณาว่าจะหยุดงาน ชะลองาน ทิ้งงานหรือไปต่อ

สำหรับงานก่อสร้างระหว่างเอกชนกับเอกชน

- ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มาตรการใดๆที่ภาครัฐออกมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการก่อสร้าง จะไม่สามารถบังคับใช้กับสัญญาก่อสร้างระหว่างเอกชนกับเอกชนได้ ตัวอย่างเช่น มาตรการการงด/ลดค่าปรับในช่วงโควิดที่ภาครัฐสั่ง ล็อกดาวน์ ไซต์ก่อสร้าง ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ งานล่าช้า แต่มีเจ้าของงานเอกชนหลายรายฉวยโอกาสที่จะไม่รับรู้ , ไม่ขยายอายุสัญญาและปรับผู้ประกอบการทั้งที่เป็นเหตุสุดวิสัย

- สัญญางานก่อสร้างระหว่างเอกชนกับเอกชนไม่มีค่าความผันผวนของวัสดุ (ค่าK) ในสัญญาจ้าง ดังนั้นความผันผวนด้านราคาใดๆที่เกิดขึ้นจึงมักโยนให้ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบและรับความเสี่ยงทั้งหมด

- ในขณะนี้สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างฯได้รับเรื่องร้องว่า เจ้าของโครงการเอกชนหลายแห่งยังยืนยันที่จะบังคับใช้ราคาและระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาเดิม พูดง่ายๆว่าถ้าช้าก็ขอปรับตามสัญญาและขอไม่รับรู้ถึงปัญหาน้ำมัน การขนส่งและการขึ้นราคาสินค้า!!

สำหรับงานก่อสร้างภาครัฐ ที่หลายคนคิดว่าไม่เดือดร้อนเพราะมีค่าผันผวนของวัสดุก่อสร้าง (ค่าK) ข้อเท็จจริง

- สูตรค่าK ทั้งหมด เป็นสูตรที่ทำมาตั้งแต่ปี 2532 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างในระดับนี้ ค่าK จึงไม่ตอบสนองต่อราคาน้ำมัน เหล็กเส้น คอนกรีต และวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น

- ในสูตรค่าK หลายสูตร ไม่มีดัชนีราคาน้ำมันในสูตร แต่ใช้การอ้างอิงดัชนีผู้บริโภคแทน และหากดูองค์ประกอบที่มาของดัชนีผู้บริโภคจะพบว่าเป็นราคาวัดจากการรวบรวมข้อมูลราคาสินค้าและบริการ 400-500 รายการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เครื่องนุ่งห่ม ค่าเช่าบ้าน ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาล เป็นต้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับราคางานก่อสร้างด้วยซ้ำ ส่วนสูตรที่มีดัชนีน้ำมันก็คิดสัดส่วนน้อยกว่าปริมาณการใช้จริง

- ราคาดัชนีของสินค้าบางอย่าง เช่น คอนกรีต เป็นราคาตาม pricelist ที่ผู้ผลิตไม่ยอมแจ้งกระทรวงพาณิชย์ว่าราคาปรับขึ้นตามข้อเท็จจริง โดยอ้างว่าทุกครั้งที่จะปรับราคา มักถูกห้ามจากกระทรวงพาณิชย์เพราะเป็นสินค้าควบคุม แต่ผู้ผลิตกลับขึ้นราคากับผู้ประกอบการและขึ้นมาตลอด เมื่อราคาที่แจ้งกระทรวงพาณิชย์ไม่ขยับ ดัชนีราคาคอนกรีตที่อยู่ในสูตรค่าK ทุกสูตรจึงไม่ขยับ ผู้ประกอบการจึงไม่เคยได้รับการชดเชยใดๆจากค่าคอนกรีตที่ปรับตัวสูงขึ้นมาตลอด

- สูตรค่าK ไม่สามารถใช้กับงานคุรุภัณฑ์ได้ แม้ว่าจะเป็นงานคุรุภัณฑ์ที่ติดตั้งมากับอาคาร เช่น ลิฟต์ บันไดเลื่อน

- ในสูตรค่าK ผู้ประกอบการจะต้องรับภาระความผันผวน 4% แรก

- และสำคัญที่สุดคือ การจ่ายค่าK ภาครัฐจะจ่ายเมื่อมีเงินงบประมาณเหลือ และที่ผ่านมากว่าจะจ่ายใช้เวลาเป็นปี ผู้ประกอบการจึงต้องรับการขาดทุนจากวัสดุ น้ำมันและค่าขนส่งขึ้นราคาไปก่อน

- สัญญาก่อสร้างภาครัฐจะบังคับให้ผู้รับเหมาทำงานเพิ่ม (หากมี)โดยใช้ราคาใน BOQ ที่เซ็นสัญญาแล้ว แม้ว่าราคานั้นจะเป็นราคาที่ขาดทุนก็ต้องทำ ซึ่งในสถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่ผู้รับเหมาไม่สามารถรับได้

ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างฯ ที่เป็นตัวแทนผู้ประกอบการ ดิฉันจึงอยากขอความเห็นใจและให้ภาครัฐออกมาตรการเร่งด่วนที่สุด เช่น

1.ออกกฎหมาย หรือ พระราชกำหนด หรือระเบียบใดๆด่วนที่สุดที่ครอบคลุมสัญญางานเอกชนทุกประเภท (ไม่เฉพาะงานก่อสร้าง)ให้ถือสถานการณ์นี้เป็นเหตุสุดวิสัย (force majeure) เพื่อขยายอายุสัญญา งดค่าปรับ หยุดค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมให้สิทธิในการชะลอ หรือหยุดงานเพื่อเจรจาราคาและ/หรือค่าก่อสร้างใหม่ หรือจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ เพื่อลดความขัดแย้งและลดภาระทางการเงิน ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้ประเทศสิงคโปร์เคยออกมาใช้แล้วในช่วงโควิด

2. สำหรับงานภาครัฐ ขอให้มีการขยายอายุสัญญาโดยไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ รวมทั้งขอให้มีการยกเลิกสัญญาที่ยังไม่ได้เริ่มทำงานได้โดยไม่ติด แบล็กลิสต์ เปลี่ยนหรือเพิ่มคู่สัญญาได้ หากมีงานเพิ่มขอให้มีการเจรจาราคาใหม่ที่เป็นราคาปัจจุบันและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หรือหากทำไม่ไหวก็ขอให้ผู้ประกอบการมีสิทธิ์ที่จะไม่ทำงานเพิ่มนั้น

3. ขอให้ภาครัฐพิจารณาช่วย อุดหนุน ค่าขนส่งและค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่ม เช่น อุดหนุน ตรง ปรับสูตรค่าK ยกเลิก 4% แรกที่ผู้ประกอบการต้องรับ จ่ายค่าK ทันทีที่มีการเบิกจ่ายเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง สัญญาใดๆที่ทำกับหน่วยงานรัฐที่ยังไม่มีค่าK ให้เพิ่มค่าK เข้าไปในสัญญา ปรับค่าK0 ให้เป็นวันที่คิดราคากลางไม่ใช่วันที่เคาะราคา ราคาน้ำมันที่เอามาคิดดัชนีควรเป็นราคาหน้าโรงกลั่นจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ ให้นำคุรุภัณฑ์ประกอบอาคารมาใช้คิดค่าK ได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในการขยายอายุสัญญาจะช่วยลดแรงกดดันของราคาและลด financial pressure ได้บางส่วน คือรอให้สถานการณ์นิ่ง ความผันผวนต่างๆลดลงก่อน

ในข้อเท็จจริง ดิฉันไม่อยากชวนให้หยุดงานหรือทิ้งงาน เพราะคิดว่าจะมีผลเสียต่อเจ้าของโครงการและในงานราชการหลายโครงการจะส่งผลกระทบต่อสังคมและประชาชนมากกว่า แต่หากไม่ได้รับการตอบสนองหรือช่วยเหลือใดๆจากภาครัฐอย่างเร่งด่วนที่สุด ผู้ประกอบการก็อาจไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้ เข้าข่ายต้องรักษาชีวิตตัวเองก่อนที่จะช่วยคนอื่น การหยุดงานหรือทิ้งงานจึงเป็นสิ่งที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...