งอกงามในความสูญสลาย “..ศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต..ด้วยใจที่แหลกสลาย..!”
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“…ครั้นเมื่อชีวิตต้องถึงคราพบกับภาวะแห่งความสูญสลาย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับรูปรอยใดก็ตาม นัยแห่งการรับรู้ของชีวิต ก็จะมีแต่ความอับปางในความรู้สึก สูญสลายความมั่นใจที่จะกระทำในทุกสิ่งทุกอย่างหมดสิ้น… นี่คือสัญญะของชีวิตที่บังเกิดต่อจิตวิญญาณของการรับรู้อันเสื่อมถอยและไร้เรี่ยวแรง กระทั่งอาจทำให้ตัวตนของเราต้องถึงจุดวิบัติลงได้…
แต่ถึงแม้จะถูกรุกรานจากความเหี่ยวเฉาที่ไร้หวัง ขอเพียงแต่เราจงเรียกสติและคืนสติเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่อย่างทรนงและมีความหมาย ความเป็นชีวิตก็มีโอกาสที่จะพลิกฟื้นขึ้นได้ไม่ยาก… ขอเพียงแต่เราต้องพยายามที่จะรู้ตัวและกอปรสร้าง “ศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต” ขึ้นใหม่ให้งอกงามภายใต้ความสูญสลาย และด้วยใจที่แหลกสลายอย่างรู้สำนึกในความคิด จิตใจ และอารมณ์ เพื่อจะตื่นฟื้นกลับมาสู่ห้วงแห่งความงอกงามของสติปัญญาที่สะพรั่งบานเหนือใจแห่งใจในความสูญสิ้นอีกครั้ง!
“ความเศร้าคือประสบการณ์ด้านเดียวในความเป็นมนุษย์ที่หลอมรวมผู้คนให้เข้าหากันได้มากที่สุด… ทุกวัฒนธรรม ทุกศาสนา ต่างรู้จักกับความเศร้าเป็นอย่างดี!”
“งอกงามในความสูญสลาย (Bearing the Unbearable)” ผลงานเขียนอันงดงามและหยั่งเห็นในแนวทางจิตวิทยาแห่งการเยียวยาสำนึก และจิตวิทยาการอยู่รอดจากการโศกเศร้าโดย “ดร.โจแอนน์ คาชิอาโทเร” (Dr. Joanne Cacciatore) ผ่านการสอนสู่การยอมรับในความรู้สึกสูญเสีย และการค้นหา “ความหมายใหม่ในชีวิต”
คุณค่าของบางสิ่ง ไม่ได้อยู่ที่ความยาวนานของระยะเวลาที่เกิดขึ้น แต่จะอยู่ที่มันสร้างความหมายขึ้นมาแบบไหน… ให้กับหัวใจของเราต่างหาก
หนังสือเล่มนี้เปรียบดั่งหนังสือแห่งการเรียนรู้และคู่มือแห่งการโอบกอดความเศร้าอย่างเข้าใจ ท่ามกลางขณะของโลก ณ วันนี้ที่เต็มไปด้วยพื้นที่แห่งการรองรับความโศกเศร้าที่เป็นบาดแผลทางใจ โดยผู้เขียนได้เล่าถึงประสบการณ์แห่งชีวิตที่หมองเศร้าหลากหลาย ทั้งในส่วนของใบหน้าและท่าทีแห่งความเศร้าในซอกเล็กซอกน้อยของอาการอันขมขื่นนี้อย่างไม่มีใครเคยได้ทำมาก่อน… ว่ากันว่า… นี่คือพื้นที่ของการรองรับความโศกเศร้า สูญเสีย ไว้อาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในความทุกข์มหันต์ของคนเรา
“และเมื่อในยามที่ชีวิตของเราได้ก้าวเข้าหาความเปราะบางแหลกสลายอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการเข้าไปสัมผัสเนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ ทั้งในตัวเองและคนอื่น!”
ว่ากันว่า ณ วันนี้ เราจำเป็นต้องร่วมสร้าง “สังคมที่ใจดี” กับสังคมของความเศร้าและคนเศร้า… ตลอดจน “คนสามัญธรรมดาที่เศร้าโศกได้” เนื่องเพราะ… ความเศร้าไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์ที่จะต้องเข้ารักษา… ความเศร้าไม่ใช่วิกฤตทางจิตวิญญาณที่จะต้องได้รับการแก้ไข… ความเศร้า… ไม่ใช่ปัญหาทางสังคมที่ต้องได้รับการจัดการ… ความเศร้าเป็นเพียงเรื่องของหัวใจ… ที่ต้องเข้าไปรู้สึก…
แท้จริงแล้ว… ความเศร้าจะละเมิดทุกจารีต มันทั้งดิบ ทั้งดั้งเดิม… “มันปลุกปั่น มันสับสนวุ่นวาย และแน่นอน มันไร้ซึ่งอารยะ! ค็อตส์เคอร์ เรบเบอ (Kotzker Rebbe) ได้กล่าวเอาไว้อย่างสะดุดใจว่า… ไม่มีหัวใจดวงไหนที่จะเต็มเปี่ยมได้มากไปกว่า… หัวใจดวงที่แตกสลาย!!!”
การเรียนรู้จากการแตกสลายถือเป็นความแหลมคมทางความคิดของหนังสือเล่มนี้… มันเปิดเปลือยถึงก้นบึ้งอันลึกสุดของอาการแห่งการตื่นรู้ เป็นเรื่องกระทบใจและแทงใจที่สมควรต้องใคร่ครวญ… เหนือวิกฤตแห่งสัมปชัญญะต่าง ๆ ได้… คนเราต้องมี ”แสงสว่างแห่งใจทางปัญญา” ค้ำจุนอยู่เสมอ มันคือ “สายทางสว่าง” แห่งการชำระล้างชีวิต ให้หลุดออกจากความเศร้าอันโสมม หลุดออกจากความไม่รู้ที่ตกอยู่ในคอกขังของอวิชชา และหลุดออกจากความเปล่าดายที่สูญสิ้นจากวัฏจักรของวงจรแห่งความหวังใด ๆ…
ชีวิตตกอยู่กับ ”บ่วงมายา” เช่นนี้อยู่เป็นนิจ มันคือนัยสะท้อนที่กลับหางของโชคชะตาที่ยากจะจับต้อง… “ค่อย ๆ โอบรับมันไว้ด้วยหัวใจ เพื่อการทำงานภายใน สู่การตระหนักเห็นความหมายใหม่ของชีวิตอย่างหยั่งลึกและก้าวไกล… ตลอดไป!”
นัยที่ซ่อนลึกของหนังสือเล่มนี้สร้างตัวตนแห่งคุณค่าให้ผู้อ่านได้ทั้งตีความและขบคิด มันมีทิศทางแห่งจิตปัญญาแฝงฝังอยู่ เพื่อการสืบค้นหัวใจแห่งการบรรลุแจ้ง! เราจะพบกับคำสอนสำคัญที่ว่า… “จงเติบโตผ่านรอยแตก เพราะการเติบโตผ่านรอยแยกของการแตกสลาย คือความสามารถที่จะงอกงามเติบโตได้… อีกทั้งยังสามารถเกิดเป็นวิถีแห่งความเป็นชีวิตอันลึกซึ้งเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นแห่งการบังเกิดนี้… จะนำไปสู่ภาวะแห่งความเมตตา ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น!”
ด้วยเหตุนี้จึงมีคำสอนในมิติที่เป็นการสอนสั่งสู่ใจว่า… “จงโอบกอดความโศกเศร้าแทนการเลี่ยงหนี” เนื่องเพราะ “การยอมรับความเจ็บปวดโดยไม่ผลักไสนั้น… คือการเยียวยาชีวิตของชีวิตอย่างแท้จริง” เราจึงจำเป็นที่จะต้องแสวงหาหนทางของความสุข มีพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถรองรับความรู้สึกภายใต้สังคมที่ควรมีพื้นที่ให้โอกาสผู้คนได้แสดงความโศกเศร้าอย่างอิสระโดยไม่ถูกตัดสิน เพื่อจะได้ผ่านพ้นสภาวะอันยากลำบากของชีวิตไปได้!
นัยสำคัญอีกประเด็นหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือการยอมรับว่า “ความเศร้าคือวิถีแห่งความรัก”… เพราะจริง ๆ แล้ว… ความเศร้าไม่ใช่ความผิดปกติหรือคือโรคภัยที่ต้องกำจัด แต่มันคือผลลัพธ์ที่ลึกซึ้งต่อ “สิ่งที่เราได้เสียไป” ด้วยเหตุนี้… คนเราจึงควรอยู่กับความไม่เที่ยง… เพื่อเรียนรู้ที่จะยอมรับกับความสูญสลายในฐานะแห่งการเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ… ซึ่งจะได้ดำรงชีวิตอยู่อย่างสมดุล… แท้จริง!!!
“ริชาร์ด ฟ็อน ไวซ์แซคเคอร์” (Richard von Weizsäcker) อดีตประธานาธิบดีแห่งเยอรมนีที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้กล่าวยกย่องหนังสือเล่มนี้ว่า… “เป็นคู่มือชั้นเยี่ยมในการเรียนรู้และดูแลอารมณ์เมื่อยามยากลำบาก โดยเฉพาะความโศกเศร้าที่เป็นบาดแผลทางใจ ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องเล่าในเชิงประสบการณ์อันหลากหลายด้วยความเชี่ยวชาญชั้นสูงในฐานะนักจิตวิทยา โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการของการฝึกปฏิบัติอย่างชัดเจน ด้วยมุมมองรอบด้านเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ใช่การเร่งแก้ปัญหาให้มันหายไป แต่เป็นการค่อย ๆ โอบรับมันไว้… ด้วยหัวใจเพื่อการทำงานภายใน! การพยายามลืม มีแต่จะทำให้เวลาของการลี้ภัยต้องยาวนานขึ้น และความลับในการไถ่ถอนความทุกข์จะอยู่ที่การกลับไป… จดจำมัน!”
“สมสิทธิ์ อัสดรนิธี” แปลและถ่ายทอดความนัยของหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างหนักแน่นล้ำลึก… มันสื่อความหมายถึงว่า… แท้จริงแล้ว หนังสือเล่มนี้คือต้นรากแห่งการพินิจพิเคราะห์ถึงการยอมรับความจริง ด้วยการยอมรับว่า… “การสูญสลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชีวิต / ความงอกงามใหม่เท่ากับเป็นการค้นพบชีวิตใหม่ หรือนัยแห่งมุมมองใหม่บนซากของความสูญเสีย / และที่สุดแล้วเราจักต้องจดจำและตระหนักว่า… การจัดการกับความโศกเศร้านั้นเท่ากับเป็นการให้พื้นที่ต่อความเจ็บปวด… แทนการกดทับอันทุกข์ทรมาน!”
“..ความเศร้าคือร่องรอยของความรัก…ไม่มีหัวใจดวงไหนจะเต็มเปี่ยมได้มากไปกว่า “หัวใจดวงที่แตกสลาย” ……!”
#ปากกาขนนก #บทความชีวิต #ความเศร้า #จิตวิทยา #พัฒนาตนเอง #แรงบันดาลใจ #เยียวยาใจ #หนังสือดี #siamrathonline