โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สมาคม บลจ. กางยุทธศาสตร์ 3 ปี เพิ่มนักลงทุนเท่าตัว เป็น 6 ล้านคน ใน 5 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 17.22 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 10.22 น.

สมาคม บลจ. กางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ยกระดับนักลงทุนสถาบันเป็นเสาหลักตลาดทุนไทย เดินหน้าเพิ่มนักลงทุนจาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคน ภายใน 5 ปี ขยายออมระยะยาว ดัน ESG

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. วรรณ และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) คนใหม่ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานของสมาคมฯ พร้อมเปิดตัวคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2569–2571 โดยย้ำบทบาท “นักลงทุนสถาบัน” ให้เป็นเสาหลักสำคัญของตลาดทุนไทย

สำหรับแผนงานระยะ 3 ปี (2569–2571) สมาคมตั้งเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ เพิ่มอัตราการออมของประเทศ และขยายฐานนักลงทุนจาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคนภายใน 5 ปี, ยกระดับช่องทางการลงทุนผ่านดิจิทัล และส่งเสริมรูปแบบ Automatic Investing, ขยายความครอบคลุมไปยังแรงงานนอกระบบ กลุ่ม Freelance และ Gig Economy, ผลักดันการออมระยะยาวผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และกลไกภาคบังคับ , และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนให้สอดคล้องมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ภาพรวมการออมและการลงทุนของไทยสะท้อนว่า ประเทศไทยมีกำลังแรงงานรวมประมาณ 40 ล้านคน โดยเป็นแรงงานนอกระบบ 21 ล้านคน หรือ 52.5% และแรงงานในระบบ 19 ล้านคน หรือ 47.5% ขณะที่การเข้าถึงระบบการเงินของประชาชนอยู่ในระดับสูง โดยประชาชนมีบัญชีธนาคาร 92% ของผู้ใหญ่ทั้งหมด มีการใช้ Digital Payment 92% และมีบัญชีพร้อมเพย์กว่า 81 ล้านบัญชี

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการลงทุนของประชาชน พบว่ายังมีสัดส่วนผู้ลงทุนค่อนข้างต่ำ โดยมีผู้ถือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 3 ล้านคน ผู้มีบัญชีลงทุนในหุ้น 2.83 ล้านคน และผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 4.2 ล้านคน ขณะที่บัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลมีประมาณ 3.17 ล้านบัญชี โดยประเมินว่ามีผู้ลงทุนจริงเพียง 6 ล้านคน ขณะที่ประชากรอีกกว่า 34 ล้านคน หรือ 85% ของแรงงาน ยังไม่ได้ลงทุน

ด้านอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย ปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวม 6.35 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นกองทุนรวม 63% กองทุนส่วนบุคคล 21% และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 15% ขณะที่การลงทุนของกองทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศ 74% หรือ 4.82 ล้านล้านบาท และต่างประเทศ 26% หรือ 1.71 ล้านล้านบาท

สำหรับกองทุนรวมหุ้นมีการลงทุนในหุ้นไทยและต่างประเทศใกล้เคียงกัน โดยอยู่ที่ประมาณ 0.92 ล้านล้านบาทต่อประเภท เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( GDP) ไทยอยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดหุ้นไทย (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 17.89 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 94% ของ GDP ด้านตลาดตราสารหนี้มีมูลค่า 15.91 ล้านล้านบาท หรือ 84% ของ GDP

สมาคมบริษัทจัดการลงทุน จึงกำหนดแผนงานระยะ 3 ปี ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

1. Policy Drivers – ขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มการออม

มุ่งเพิ่มการออมของประเทศ ขยายฐานนักลงทุนจาก 3 ล้านคนเป็น 6 ล้านคน ภายใน 5 ปี พร้อมขยายช่องทางการขายผ่านดิจิทัล ส่งเสริมการลงทุนแบบอัตโนมัติ (Automatic Investing) และขยายการลงทุนไปยังแรงงานนอกระบบ รวมถึงกลุ่ม Freelance และ Gig Workers

2. ESG Pioneer – ผลักดัน ESG เป็นจุดขายตลาดทุนไทย

สนับสนุนเป้าหมาย NDC (Nationally Determined Contributions) ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการและพันธสัญญาที่แต่ละประเทศจัดทำขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลักดันสินทรัพย์ ESG ให้เป็นจุดแข็งของตลาดทุนไทย พร้อมส่งเสริม Collective Engagement ในกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เพื่อยกระดับมาตรฐานบริษัทจดทะเบียน

3. Pension Architect – วางรากฐานระบบบำนาญ

มุ่งเพิ่มการออมเพื่อเกษียณผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) รองรับสังคมสูงวัย พร้อมผลักดันการออมภาคบังคับผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มประเภทสินทรัพย์ลงทุนใน PVD ให้สอดคล้องมาตรฐานสากล

4. AMC Business Development – ยกระดับอุตสาหกรรมจัดการลงทุน

พัฒนาช่องทางและโอกาสขยายธุรกิจจัดการลงทุน รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

สมาคมบริษัทจัดการลงทุนระบุว่า การยกระดับบทบาทนักลงทุนสถาบันจะช่วยสร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย สนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสการออมระยะยาวของประชาชนในอนาคต

นายพจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนผู้ลงทุนมีเพียง 15% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด 40 ล้านคน ซึ่งถือว่ายังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยมีสัดส่วน ถือครองกองทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 60% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ขณะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือสหรัฐฯ มีสัดส่วนที่สูงกว่ามาก โดยอยู่ที่ประมาณ 80-100% ส่วนเงินในบัญชีเงินฝากของไทยมีมูลค่าสูงถึง 16-17 ล้านล้านบาท ในขณะที่เงินในกองทุนมีเพียง 10 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสดึงเงินออมมาสร้างผลตอบแทนในตลาดทุนได้อีกมาก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ กองทุน - การลงทุน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...