สมาคม บลจ. กางยุทธศาสตร์ 3 ปี เพิ่มนักลงทุนเท่าตัว เป็น 6 ล้านคน ใน 5 ปี
สมาคม บลจ. กางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ยกระดับนักลงทุนสถาบันเป็นเสาหลักตลาดทุนไทย เดินหน้าเพิ่มนักลงทุนจาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคน ภายใน 5 ปี ขยายออมระยะยาว ดัน ESG
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. วรรณ และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) คนใหม่ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานของสมาคมฯ พร้อมเปิดตัวคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2569–2571 โดยย้ำบทบาท “นักลงทุนสถาบัน” ให้เป็นเสาหลักสำคัญของตลาดทุนไทย
สำหรับแผนงานระยะ 3 ปี (2569–2571) สมาคมตั้งเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ เพิ่มอัตราการออมของประเทศ และขยายฐานนักลงทุนจาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคนภายใน 5 ปี, ยกระดับช่องทางการลงทุนผ่านดิจิทัล และส่งเสริมรูปแบบ Automatic Investing, ขยายความครอบคลุมไปยังแรงงานนอกระบบ กลุ่ม Freelance และ Gig Economy, ผลักดันการออมระยะยาวผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และกลไกภาคบังคับ , และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนให้สอดคล้องมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ ภาพรวมการออมและการลงทุนของไทยสะท้อนว่า ประเทศไทยมีกำลังแรงงานรวมประมาณ 40 ล้านคน โดยเป็นแรงงานนอกระบบ 21 ล้านคน หรือ 52.5% และแรงงานในระบบ 19 ล้านคน หรือ 47.5% ขณะที่การเข้าถึงระบบการเงินของประชาชนอยู่ในระดับสูง โดยประชาชนมีบัญชีธนาคาร 92% ของผู้ใหญ่ทั้งหมด มีการใช้ Digital Payment 92% และมีบัญชีพร้อมเพย์กว่า 81 ล้านบัญชี
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการลงทุนของประชาชน พบว่ายังมีสัดส่วนผู้ลงทุนค่อนข้างต่ำ โดยมีผู้ถือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 3 ล้านคน ผู้มีบัญชีลงทุนในหุ้น 2.83 ล้านคน และผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวม 4.2 ล้านคน ขณะที่บัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลมีประมาณ 3.17 ล้านบัญชี โดยประเมินว่ามีผู้ลงทุนจริงเพียง 6 ล้านคน ขณะที่ประชากรอีกกว่า 34 ล้านคน หรือ 85% ของแรงงาน ยังไม่ได้ลงทุน
ด้านอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย ปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวม 6.35 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นกองทุนรวม 63% กองทุนส่วนบุคคล 21% และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 15% ขณะที่การลงทุนของกองทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศ 74% หรือ 4.82 ล้านล้านบาท และต่างประเทศ 26% หรือ 1.71 ล้านล้านบาท
สำหรับกองทุนรวมหุ้นมีการลงทุนในหุ้นไทยและต่างประเทศใกล้เคียงกัน โดยอยู่ที่ประมาณ 0.92 ล้านล้านบาทต่อประเภท เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( GDP) ไทยอยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดหุ้นไทย (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 17.89 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 94% ของ GDP ด้านตลาดตราสารหนี้มีมูลค่า 15.91 ล้านล้านบาท หรือ 84% ของ GDP
สมาคมบริษัทจัดการลงทุน จึงกำหนดแผนงานระยะ 3 ปี ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1. Policy Drivers – ขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มการออม
มุ่งเพิ่มการออมของประเทศ ขยายฐานนักลงทุนจาก 3 ล้านคนเป็น 6 ล้านคน ภายใน 5 ปี พร้อมขยายช่องทางการขายผ่านดิจิทัล ส่งเสริมการลงทุนแบบอัตโนมัติ (Automatic Investing) และขยายการลงทุนไปยังแรงงานนอกระบบ รวมถึงกลุ่ม Freelance และ Gig Workers
2. ESG Pioneer – ผลักดัน ESG เป็นจุดขายตลาดทุนไทย
สนับสนุนเป้าหมาย NDC (Nationally Determined Contributions) ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการและพันธสัญญาที่แต่ละประเทศจัดทำขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลักดันสินทรัพย์ ESG ให้เป็นจุดแข็งของตลาดทุนไทย พร้อมส่งเสริม Collective Engagement ในกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เพื่อยกระดับมาตรฐานบริษัทจดทะเบียน
3. Pension Architect – วางรากฐานระบบบำนาญ
มุ่งเพิ่มการออมเพื่อเกษียณผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) รองรับสังคมสูงวัย พร้อมผลักดันการออมภาคบังคับผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มประเภทสินทรัพย์ลงทุนใน PVD ให้สอดคล้องมาตรฐานสากล
4. AMC Business Development – ยกระดับอุตสาหกรรมจัดการลงทุน
พัฒนาช่องทางและโอกาสขยายธุรกิจจัดการลงทุน รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
สมาคมบริษัทจัดการลงทุนระบุว่า การยกระดับบทบาทนักลงทุนสถาบันจะช่วยสร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย สนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสการออมระยะยาวของประชาชนในอนาคต
นายพจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนผู้ลงทุนมีเพียง 15% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด 40 ล้านคน ซึ่งถือว่ายังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยมีสัดส่วน ถือครองกองทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 60% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ขณะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือสหรัฐฯ มีสัดส่วนที่สูงกว่ามาก โดยอยู่ที่ประมาณ 80-100% ส่วนเงินในบัญชีเงินฝากของไทยมีมูลค่าสูงถึง 16-17 ล้านล้านบาท ในขณะที่เงินในกองทุนมีเพียง 10 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสดึงเงินออมมาสร้างผลตอบแทนในตลาดทุนได้อีกมาก